วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง

วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง: ตอนที่ 2 เจ้าทำเช่นนี้ น่าสนุกนักหรือ? ตอนที่ 2

#2ตอนที่ 2 เจ้าทำเช่นนี้ น่าสนุกนักหรือ?

เสิ่นเย่าได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเขา กระทั่งฮ่องเต้ก็ทรงเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี “เกรงว่านี่จะไม่เป็นธรรมต่อเจ้าเท่าใดนัก เราว่าเราเลือกเชื้อพระวงศ์คนอื่นที่เหมาะสมให้เจ้าดีกว่า”

ทว่าเสิ่นเย่ากลับยืนกรานแน่วแน่ “หม่อมฉันซาบซึ้งในพระเมตตาของฝ่าบาท แต่หม่อมฉันได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพุทธไว้แล้วว่า ในชาตินี้จะต้องเป็นอ๋องจิ้งเท่านั้น ขอฝ่าบาททรงประทานราชานุญาตด้วย”

นางโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างหนักแน่น จนเกิดเสียง “ตึง” ดังขึ้นมา

อ๋องจิ้ง เซี่ยยวน เป็นพระอนุชาร่วมพระมารดาเดียวกันกับฮ่องเต้ เป็นพระโอรสลำดับที่เก้าในเชื้อพระวงศ์

เมื่อครั้งตอนที่ฮ่องเต้ยังเป็นเพียงองค์ชายและต้องต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกับเหล่าพระเชษฐาพระอนุชา เซี่ยยวนยืนหยัดเคียงข้าง ช่วยเหลือพระองค์จากภัยอันตรายมานับครั้งไม่ถ้วน ให้การสนับสนุนจนพระองค์ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ได้สำเร็จ ภายหลังยังได้นำทัพไปปราบปรามความวุ่นวาย ขยายอาณาจักร สร้างคุณูปการไว้อย่างล้นหลาม

เมื่อปีกลาย ในขณะที่กำลังกรำศึกอยู่ที่แดนตะวันตกเฉียงเหนือ จู่ๆ เซี่ยยวนก็สิ้นสติ บัดนี้ยังคงนอนนิ่งอยู่ในจวนอ๋อง ไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นตื่น

แพทย์ที่ได้ตรวจดูต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาอาจจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิต

เรื่องเหล่านี้ เสิ่นเย่ารู้ดีทั้งหมด

นางยังรู้อีกว่า ชาติที่แล้ว เซี่ยยวนตื่นขึ้นในปีที่สามที่นางออกเรือน

ปีนั้นชีวิตของเสิ่นเย่าไม่ได้ราบรื่นนัก นางไม่มีบุตรเสียที ฮองเฮาจึงจัดหาพระชายารองให้เซี่ยจิ่งชู

เทียบกับเสิ่นเย่า พระชายารองได้รับความโปรดปรานจากเซี่ยจิ่งชูมากกว่า คนในตำหนักบูรพาต่างก็ให้ความเคารพยำเกรงต่อนาง

หลังจากเซี่ยยวนตื่นขึ้น เซี่ยจิ่งชูได้พาเสิ่นเย่าและพระชายารองไปเยี่ยมผู้เป็นเสด็จอาที่จวนอ๋องจิ้ง

ขากลับ พระชายารองจงใจวางอุบาย ให้รถม้าควบออกไปโดยไม่รอเสิ่นเย่า

เสิ่นเย่าไม่รู้ทางกลับ ได้แต่หวังว่าจะมีใครสักคนพานางกลับตำหนักบูรพา แต่เชื้อพระวงศ์สกุลเซี่ยทุกคนต่างรู้ดีว่าองค์รัชทายาทชิงชังนาง ไม่มีใครกล้าทำให้องค์รัชทายาทขุ่นเคือง จึงไม่มีคนยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

ในขณะที่เสิ่นเย่าแทบจะสิ้นหวัง เสียงบุรุษอ่อนล้าแผ่วเบาแต่เสนาะหูดังขึ้นด้านหลัง “รถม้าจัดเตรียมไว้แล้ว มาทางนี้เถอะ”

เสิ่นเย่าหันกลับไปมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

เซี่ยยวนภายใต้อาภรณ์ตัวหลวมสีดำสนิทนั่งอยู่บนรถเข็น ใบหน้าหมดจดซูบตอบซีดขาว แต่เมื่อเห็นสีหน้าของนาง เขากลับระบายยิ้มจางๆ “หรือว่าหลานสะใภ้จะรับประทานมื้อเย็นที่จวนอ๋องจิ้งด้วยกัน”

“ไม่...”

เสิ่นเย่าตั้งใจจะปฏิเสธ ทว่าเพียงแค่เอื้อนเอ่ย น้ำตากลับหลั่งรินอาบแก้ม

นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุไฉนทุกคนถึงกลั่นแกล้งนาง นางทำสิ่งใดผิดหรือ นางแค่ไม่มีคนคอยหนุนหลังแล้วเท่านั้นเอง แต่คนในตระกูลของนางต่างสละชีพเพื่ออาณาประชาราษฎร์มิใช่หรือ!

ความคับข้องที่สะสมอยู่ในใจมานาน พังครืนลงต่อหน้าเซี่ยยวน

เซี่ยยวนดูเหมือนจะถอนหายใจ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อยื่นให้นาง

เสิ่นเย่าร่ำไห้อยู่นานเพียงใด เขาก็อยู่เคียงข้างนางนานเพียงนั้น

หลังจากครั้งนั้น เสิ่นเย่าก็ไม่เคยพบเซี่ยยวนอีกเลย

แต่เรื่องนี้... นางจดจำอยู่ในใจเนิ่นนาน

ฮ่องเต้ที่อยู่เบื้องบนนิ่งเงียบคิ้วขมวด แต่ฮองเฮาที่อยู่ข้างๆ กลับแย้มสรวลอ่อนโยน “ในเมื่อคุณหนูตระกูลเสิ่นตั้งใจแน่วแน่ว่าจะอภิเษกกับน้องเก้า เช่นนั้นก็เติมเต็มความปรารถนาให้นางเถอะ”

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองฮองเฮา แล้วมองเสิ่นเย่าที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าไม่ยอมลุกขึ้น ในที่สุดก็ตอบตกลง “เอาเถอะ”

พระองค์ขมวดคิ้ว “ตระกูลของเจ้าเหลือเพียงเจ้าคนเดียว อ๋องจิ้งก็ยังสลบไสลไม่ได้สติ งานอภิเษกของพวกเจ้า ทางวังหลวงจะเป็นผู้ดูแลจัดการให้ทั้งหมด”

เสิ่นเย่าโขกศีรษะคำนับอีกครั้ง “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

นางไม่ต้องการแต่งงานกับเซี่ยจิ่งชูเดินซ้ำรอยความเจ็บปวด เซี่ยยวนจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

ประการแรก ในช่วงสองปีที่เซี่ยยวนยังคงหลับใหล เสิ่นเย่าสามารถใช้เวลานี้หาทางออกให้ตัวเอง

ประการที่สอง ชาติที่แล้ว แม้ท้ายที่สุดเซี่ยยวนจะฟื้นตื่นขึ้นมา แต่เพราะการดูแลของบ่าวไพร่ในจวนไม่ดีพอ ขาทั้งสองข้างของเขาจึงพิการถาวร ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่บนรถเข็น

เซี่ยยวนเคยหยิบยื่นความเมตตาที่หาได้ยากยิ่งให้แก่เสิ่นเย่า นางจึงปรารถนาจะดูแลเขาในยามที่เขาลำบาก อย่างน้อยก็ให้เขาสามารถกลับมายืนได้อีกครั้ง

หลังจากที่เซี่ยยวนฟื้นตื่น เสิ่นเย่าก็จะหารือเรื่องหย่าร้าง

คิดดูแล้ว เขาเองก็คงไม่ปรารถนาจะแต่งงานกับนางเช่นกัน

ก่อนที่เซี่ยยวนจะสูญสิ้นสติ ก่อนที่บิดาและพี่ชายของนางจะเสียชีวิต เสิ่นเย่าเคยได้ยินว่าเซี่ยยวนมีนางในใจอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเป็นผู้ใด

อีกด้านหนึ่ง

เซี่ยจิ่งชูบนที่ประทับจ้องมองเสิ่นเย่าไม่วางตา นางที่อยู่ไม่ไกลออกไปกำลังร้องขอพระเมตตาให้นางได้แต่งงานกับอ๋องจิ้ง

ไม่รู้เพราะเหตุใด ความรู้สึกหงุดหงิดที่แปลกประหลาดผุดขึ้นในใจของเขา

“แต่งงานกับเสด็จอาเก้า เสิ่นเย่าช่างโง่เขลานัก…”

องค์หญิงห้าพึมพำออกมา

เซี่ยจิ่งชูขมวดคิ้วแน่นขึ้น

น้ำเสียงขององค์หญิงห้าเจือปนไปด้วยความคาดหวัง “เสด็จพี่รัชทายาท ท่านเชื่อหรือไม่ว่า อีกไม่กี่วันนางจะต้องเสียใจตายแน่ๆ!”

เซี่ยจิ่งชูกระตุกมุมปากยิ้มเยาะ “ไม่เกี่ยวกับข้า”

……

หลังจากงานเลี้ยงในวังเสร็จสิ้น เสิ่นเย่าก็กลับมาถึงจวนแม่ทัพ

กลับสู่เคหสถานและห้องหับที่จากไปเนิ่นนาน นางล้มตัวลงก็หลับทันที

ไม่ต้องแต่งงานกับเซี่ยจิ่งชูอีก ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน หัวใจของเสิ่นเย่ารู้สึกสงบ สามารถนอนหลับได้อย่างสนิทใจหลายวันติดต่อกัน จิตใจของนางได้รับการฟื้นฟูเต็มที่

อีกไม่กี่วันต่อมา แม่นมเซี่ยงคนสนิทข้างกายฮองเฮาก็มายังจวนแม่ทัพ นางกล่าวกับเสิ่นเย่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ฝ่าบาทได้มอบหมายให้ฮองเฮาเป็นผู้ดูแลเรื่องงานอภิเษกของคุณหนูเสิ่น ฮองเฮาทรงขะมักเขม้นเตรียมการมาหลายวัน วันนี้ จะมีการเลือกฤกษ์งามยามดี ฮองเฮาจึงอยากจะเชิญคุณหนูเข้าวังไปเลือกด้วยกัน”

เสิ่นเย่าไม่ค่อยอยากเข้าวัง “เรื่องฤกษ์มงคล ข้าไม่ค่อยสันทัด ฮองเฮาเลือกวันมงคลตามแต่เห็นควรได้เลย ข้าไม่ขัดข้องทั้งสิ้น”

แม่นมเซี่ยงยิ้ม “ต่อให้เป็นชาวบ้านธรรมดา แม้ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายเลือกวัน อย่างไรก็ต้องถามความเห็นจากฝ่ายหญิงด้วยอยู่ดี คุณหนูเสิ่น ท่านควรไปสักครั้งนะ ฮองเฮาเองก็บ่นอยู่ว่าไม่ได้เจอท่านนานแล้ว อยากสนทนาเรื่องส่วนตัวกับท่านด้วย”

เสิ่นเย่าจะมีเรื่องส่วนตัวอะไรกับฮองเฮา

ไม่ว่าจะเป็นชาติที่แล้วหรือชาตินี้ ฮองเฮาไม่เคยโปรดนาง

ทว่าถ้อยคำจริงใจของแม่นม ทำให้เสิ่นเย่าปฏิเสธไม่ออก

เมื่อถึงวังหลวง ตะวันก็ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว เสิ่นเย่าถูกนำทางไปยังตำหนักฉางชิวอันเป็นตำหนักประธานแห่งวังใน

แสงสนธยางามล้ำเกินพรรณนา เสิ่นเย่าก้มหน้าลงมองสีทองเรืองรองที่ทอประกายอยู่บนพื้นใต้ฝ่าเท้า

“ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ”

จู่ๆ เสิ่นเย่าก็ได้ยินเสียงทักทายอย่างนอบน้อมของแม่นมเซี่ยง

นางเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง ใบหน้าหล่อเหลาเย็นยะเยียบของเซี่ยจิ่งชูฉายวาบเข้ามาในสายตาโดยไม่ทันตั้งตัว

เขาผู้มีรูปร่างสูงใหญ่กำลังมองมาที่นางอย่างเงียบงัน คิ้วกดลงต่ำ ในแววตาระคนไปด้วยการพินิจพิเคราะห์ที่เย็นชา

แววตาเช่นนี้ทำให้เสิ่นเย่ารู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก นางรีบก้มหน้าลง แล้วย่อกายทำความเคารพอย่างห่างเหิน “ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ”

เซี่ยจิ่งชูขมวดคิ้วด้วยความขุ่นเคือง

เขารู้ว่าเสิ่นเย่าชอบเขา

ด้วยเหตุนี้ เสิ่นเย่าจึงสืบจนรู้เวลาที่เซี่ยจิ่งชูจะมาที่วังในเพื่อถวายพระพรพระมารดาในแต่ละวัน ทุกครั้งนางจะลงมือทำขนมด้วยตัวเอง แล้วจะกะเวลามาถึงให้พอดีราวกับเป็นเรื่องบังเอิญ แต่แท้จริงแล้ว ก็เพื่อนำขนมมามอบให้เขา

ในความเป็นจริง เซี่ยจิ่งชูไม่เคยชายตามองขนมเหล่านั้นเลย หากไม่ขว้างทิ้ง ก็ปูนบำเหน็จเป็นรางวัลให้แก่บ่าวไพร่ผู้ใต้บังคับบัญชา

อย่างไรก็ตาม วันนี้ เสิ่นเย่าไม่ได้นำกล่องอาหารมาด้วย

เห็นที นางคงแค่ต้องการมาพบเขา

ที่งานเลี้ยงในวันนั้น นางพูดชัดว่าไม่ชอบเขา ตอนนี้คงจะเสียใจแล้วกระมัง

แต่ยังจงใจแสร้งทำเป็นเหินห่างเช่นนี้...

เซี่ยจิ่งชูจึ๊ปาก “เสิ่นเย่า เจ้าทำเช่นนี้ น่าสนุกนักหรือ”

devc-2bf6eb72-32879