เสน่ห์รักเกมแค้น: เสน่ห์รักเกมแค้น ตอนที่ 2 ตอนที่ 2
ท่ามกลางความมืดมิดแห่งราตรีกาลแต่ตามถนนยังคงมีแสงสว่างจากไฟริมถนนที่สาดล่องแสงสีเหลืองนวลลงมาจนเห็นทุกสิ่งได้ชัดเจนไม่เว้นแม้กระทั่งร่างงามที่นอนหลับสนิทกับเบาะข้างคนขับโดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาจากคนที่นั่งอยู่ด้านข้างลอบมองตลอดเวลา
วรวุธแอบเบนสายตาจากท้องถนนลอบมองหญิงสาวผู้เปรียบเสมือนเพื่อน น้องสาว และเจ้านายที่ยังคงเพลิดเพลินในห้วงนิทรา เขามองเห็นปอยผมยาวไล่ลงมาเกลี่ยข้างแก้มหญิงสาวจนเขานึกอยากใช้นิ้วเกลี่ยผมออกจากใบหน้างามให้อย่างแผ่วเบาเพื่อมองเห็นใบหน้านั้นได้อย่างชัดเจน หากไม่ทันได้ทำอย่างที่ใจคิด สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวเสียก่อนเขาจึงต้องเบนกลับมามองถนนและพารถคันงามเคลื่อนตัว
เขาพอใจที่จะเก็บความรักที่มีต่อมินตราเอาไว้อย่างนี้ รอวันที่เขามีพร้อมพอที่จะยืนอยู่ข้างเธอได้อย่างสมศักดิ์ศรีแล้วเขาจึงจะยอมเผยความในใจ เชื่อเหลือเกินว่ามินตราคงไม่ปฏิเสธ เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ชายที่ใกล้ชิดกับเธอมากที่สุด เขาไม่เคยเห็นเธอสนใจผู้ชายคนไหนนอกจากเรื่องงาน มินตราให้ความสำคัญกับเขาสม่ำเสมอ
ชายหนุ่มตอบตัวเองไม่ได้ว่าหลงรักเธอตั้งแต่ตอนไหน เท่าที่เข้ามาอยู่ร่วมบ้านกับเธอเขาก็ได้รับความมีน้ำใจจากครอบครัวหญิงสาวตลอดมา โดยเฉพาะมินตราที่ตามติดเขาแจมาตั้งแต่เล็ก เธอไม่คยถือตัวกับเขา ยิ่งทำให้ความรักก่อเกิดขึ้นในใจทุกวันจนมันแทบล้นทะลักออกมา คิดถึงเรื่องหนหลังได้แต่อมยิ้มพลางคิดในใจ
'รออีกนิดนะครับคุณมิ้นต์ ความสำเร็จของผมใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว อีกไม่นานผมจะบอกรักคุณมิ้นต์ได้อย่างเต็มหัวใจ และคุณท่านทั้งสองก็คงเต็มใจยกคุณมิ้นต์ให้ผมเช่นกัน แล้วผมจะทำให้คุณมิ้นต์เป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก'
---------------------------------------------------
"กลับมาแล้วเหรอมิ้นต์"
เสียงทักทายดังขึ้นเมื่อมินตราเดินเข้ามาภายในบ้าน หญิงสาวหันไปมองต้นเสียงและเลื่อนสายตาไปมองนาฬิกาประดับบนผนังแล้วจึงเดินเข้าไปทักทายบุคคลทั้งสองในห้องนั่งเล่น
"ค่ะ มิ้นต์ให้พี่วุธส่งไปที่ร้านของรตีมา พอดีวันนี้ลีว่างพอดีก็เลยนั่งคุยกันนานไปหน่อย ขอโทษด้วยนะคะที่กลับดึก"
หญิงสาวทรุดนั่งลงใกล้หญิงสูงวัย อีกฝ่ายซึ่งอยู่ในชุดนอนสีขาวหันมายิ้มให้บุตรสาวแล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวล
"ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ได้ไปพักผ่อนคุยสนุกกับเพื่อนๆ บ้างก็ดี"
"ค่ะ รตีบอกมาด้วยว่าโทรมาขออนุญาตคุณแม่แล้วให้หนูไปร่วมเดินแบบงานแฟชั่นโชว์วันเสาร์นี้ด้วย และคุณแม่ก็อนุญาต ทำไมคุณแม่ไม่ถามหนูก่อนล่ะคะ"
"ก็แม่รู้สิจ๊ะว่าถึงแม่ไม่อนุญาต รตีก็ต้องตื๊อจนหนูต้องยอมไปอยู่ดี เอาเถอะจ้ะ ถือเสียว่าไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ได้ทำอะไรที่หลากหลายบ้างก็คงจะดี"
มินตราทำสีหน้าครุ่นคิดก็เห็นพ้องตามที่คุณติรกา ผู้เป็นมารดากล่าว เธอวางกระเป๋าถือลงข้างกายแล้ววางมือลงบนมือของมารดา
"ก็จริงอย่างที่คุณแม่ว่าค่ะ ถ้าอย่างนั้นวันเสาร์หนูคงกลับดึกนิดหน่อยนะคะ"
ติรกาพยักหน้าให้บุตรสาวแล้วเอ่ยถามสิ่งที่สงสัย
"ว่าแต่หนูลีที่ลูกพูดถึงใช่วราลีที่เป็นพยาบาลใช่ไหมจ๊ะ"
"ใช่ค่ะ ลีแทบไม่ได้มาเจอหนูกับรตีเลยนะคะ เขาบ้าทำงานค่ะ รับขึ้นเวรเป็นว่าเล่นเลย วันนี้ที่มีเวลาว่างมาได้ก็นับว่าแปลกมากนะคะ"
"คนเป็นพยาบาลก็งานหนักแบบนั้นแหละจ้ะ แล้วนี่ทานอะไรมาแล้วหรือยัง ให้วารีทำข้าวต้มให้ดีไหมจ๊ะ"
หญิงสาวสายหน้า
"หนูทานมาเรียบร้อยแล้วค่ะ เดี๋ยวก็คงอาบน้ำแล้วเข้านอนเลย คุณพ่อกับคุณแม่ล่ะคะดูอะไรกันอยู่"
ฝ่ายผู้เป็นบิดาเอียงหน้าตอบคำถามบุตรสาว
"ดูข่าวน่ะลูก แต่อีกสักพักก็คงเข้านอนแล้วล่ะ มีแต่ข่าวเดิมๆ ไม่มีอะไรน่ะสนใจ" พูดแล้วนึกบางสิ่งขึ้นมาได้จึงเอ่ยทักบุตรสาว "จริงสิ พ่อลืมบอกลูกไป วันนี้คุณอาพรตโทรมาคุยกับพ่อบอกว่าเหล็กเพชรกลับมาจากเมืองนอกแล้ว ลูกยังจำพี่เขาได้ไหมล่ะ"
เมื่อได้ยินชื่อใครคนหนึ่งขึ้นมา สีหน้าเปื้อนยิ้มเปลี่ยนเป็นใบหน้านิ่งราวต้องคำสาป เธอใช้เวลาสักพักจึงพยายามปรับสีหน้าให้มีรอยยิ้มแม้ยากเย็นเพียงใดก็ตาม
"เหรอคะ จำไม่ได้ค่ะ" มินตรารีบลุกขึ้นกระชับกระเป๋าถือในมือไว้แน่น "มิ้นต์ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะแล้วคงนอนเลย พรุ่งนี้มีประชุมแต่เช้าด้วย เดี๋ยวตื่นสาย"
ไม่ทันที่คุณไมตรีผู้เป็นบิดาจะเอ่ยต่อ มินตรารีบหันหลังเดินออกจากห้องรับแขกแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนทันที ติรกามองตามบุตรสาวจนลับสายตาแล้วหันมายังสามีพร้อมใช้ฝ่ามือตีลงบนแขนอีกฝ่ายเป็นเชิงตำหนิ
"คุณจะพูดเรื่องของเหล็กเพชรขึ้นมาให้ลูกฟังทำไมคะ คุณก็รู้ว่าเขาทิ้งงานหมั้นไปจนทำให้มิ้นต์ทั้งเจ็บทั้งอาย ต่อให้ลูกไม่แสดงให้เราเห็นว่าเสียใจแค่ไหน แต่ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยที่ถูกทิ้งกลางงานหมั้นคงไม่มีใครทำใจได้หรอกค่ะ"
ไมตรีหันมามองหน้าภรรยาแล้วก้มลงพลางใช้มือแตะลงบนหลังมือภรรยา
"ผมขอโทษ ผมลืมคิดถึงความรู้สึกลูกไปเลยว่าจะเสียใจมากขนาดไหน หวังว่ามิ้นต์คงไม่โกรธผมหรอกนะ"
"คงไม่หรอกค่ะ แต่คุณอย่าพูดถึงเขาให้ลูกได้ยินอีกนะคะ... ฉันรู้ค่ะว่าคุณอยากให้ลูกของเรากับลูกคุณพรตเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่คุณก็เห็นนี่คะว่าความเห็นชอบจากเพียงผู้ใหญ่เท่านั้นทำให้เกิดเรื่องมากมายแค่ไหน ลูกเขาไม่พอใจลูกเราก็ชิงหนีไป ส่วนลูกของเราก็ทนเสียใจจนฉันไม่แน่ใจว่ามันจะกลายเป็นปมในใจเลยไหม อย่าบังคับอะไรลูกอีเลยนะคะ ให้มันเป็นไปตามความพอใจของเขาทั้งสองคนเถอะ"
ไมตรีได้แต่พยักหน้ายอมรับเหตุผลของติรกาแม้ในใจจะยังอยากเกี่ยวดองกับลูกชายของเพื่อนรักก็ตาม เพราะเขายังจำสัญญาที่พรตเคยตกลงกับเขาได้เป็นอย่างดี
'สัญญากันนะไมตรี ถ้าลูกของเราฝ่ายหนึ่งเป็นหญิง อีกฝ่ายหนึ่งเป็นชาย เราจะต้องให้ลูกของเราเป็นทองแผ่นเดียวกัน'
---------------------------------------------------
ประตูห้องนอนเปิดกว้างพร้อมร่างหญิงสาวเจ้าของห้องเดินแทรกตัวผ่านช่องว่างเข้ามา เธอใช้ฝ่ามือยื่นไปข้างหลังเพื่อดันประตูปิดแล้วเดินทรุดตัวนั่งลงบนเตียงพร้อมเหวี่ยงกระเป๋าถือให้พ้นตัว คอที่ตั้งตระหง่านพลันตกลงพร้อมใบหน้างามก้มตกลงไปด้วย หญิงสาวนั่งในท่านั้นสักพักจึงพยายามตั้งคอให้ตรงตระหง่าน ใช้สองมือรวบผมยาวที่ปิดหน้าให้กลับไปด้านหลัง ดวงตาหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งแข็งหากแต่มีน้ำตารื้นขึ้นมาด้วยนึกถึงชื่อคนที่บิดาเอ่ยถึง ไม่ใช่ว่าเธอรักเขาปานจะขาดใจ แต่มันคือความแค้นแน่นฝังอกเสียมากกว่า
มินตรายังคงจำเหตุการณ์ระหว่างเธอกับเขาได้อย่างแม่นยำ ในครานั้นเธอเป็นหญิงสาววัยเบญจเพสที่ยังคงกรำงานหนักจนไม่ได้สนใจตัวเองมากนัก เธอพบกับเขาครั้งแรกในวันที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพาคนทั้งคู่มาให้รู้จักกัน เธอจำได้ว่าเหล็กเพชรเป็นผู้ชายหน้าตาดีและเปี่ยมเสน่ห์แต่ไหนแต่ไรซึ่งแตกต่างกับเธอไปเสียทั้งหมด เธอใส่แว่นตาหนาเตอะ ใบหน้าไม่ผ่องใสเท่าที่ควรด้วยสนใจแต่งานจนลืมสนใจตัวเอง แม้หญิงสาวจะไม่เป็นที่ต้องใจเหล็กเพชรแต่กลับเป็นที่พึงใจของคุณพรตยิ่งนักจนเขามักกล่าวกับบุตรชายเสมอ
'หนูมิ้นต์นี่แหละเหมาะจะเป็นภรรยาแกที่สุด ทั้งเก่ง ขยัน ไม่มัวแต่แต่งตัวเดินแจ๋นนั่นแจ๋นนี่ไปวันๆ เหมือนพวกที่แกเคยควงนักควงหนา'
ท่ามกลางความเห็นชอบของผู้ใหญ่แต่มินตราสัมผัสได้ว่าเขาไม่เคยมองเห็นเธอในสายตาแม้แต่น้อย หากมินตราซึ่งไม่เคยชายตามองใครและเป็นลูกที่อยู่ในโอวาทของบุพการีเสมอมาจึงเชื่อตามที่ไมตรีบอกแก่เธอว่า
'อยู่ไปก็รักกันเองแหละลูก ตอนนี้หนูก็ไม่ได้คบใคร เหล็กเพชรเองก็ไม่ได้คบใคร ก็ไม่มีอะไรเสียหาย พ่อเชื่อว่าความน่ารักของหนูจะมัดใจเขาได้'
มินตราเองแม้รู้สึกฝืนใจที่ต้องพยายามเอาใจผู้ชายที่ไม่เคยแยแสเธอแม้แต่น้อยแต่ก็จำต้องทนเพื่อให้ผู้เป็นพ่อสบายใจ จนกระทั่งถึงวันหมั้น ทุกสิ่งก็กระจ่างแก่ใจหญิงสาวว่าไม่มีความดีใดก่อให้เกิดเป็นความรักได้ ว่าที่คู่หมั้นของเธอทิ้งเธอกลางงานหมั้น วินาทีที่รู้ว่าเขาทิ้งให้เธอต้องรับความอับอายทุกอย่าง มินตราทั้งเจ็บ ทั้งเสียใจ เธอมองเห็นกระดาษที่เขาทิ้งไว้ในห้องแต่งตัวซึ่งอยู่ในมือคุณพรต หญิงสาวขออนุญาตขากเขาเพื่ออ่านข้อความในนั้น เมื่อได้อ่านจนจบแล้วสิ่งที่ก่อเกิดขึ้นในใจคือความแค้นต่อว่าที่คู่หมั้นอย่างที่สุด
มือกำกระดาษในมือไว้แน่นราวกับเป็นลำคอของเจ้าของลายมือที่เธออยากจะบีบให้เขาขาดใจตายคามือไปเสีย ร่างกายเริ่มสั่นเทา พยายามกลั้นน้ำตาที่เริ่มไหลรินเอาไว้แม้จะยากเย็นเพียงใดก็ตาม โดยไม่ทันคาดคิด มินตราลุกขึ้นยืนจากผืนพรมท่ามกลางแขกในงานที่นินทาจนทั่ว ใบหน้าเชิดพร้อมคอตั้งแข็งก่อนจะเอ่ยขึ้น
'งานหมั้นวันนี้ยกเลิกค่ะ ขอบคุณทุกคนนะคะที่มาร่วมงาน'
หากเป็นหญิงคนอื่นคงเตลิดออกไปจากที่ตรงนั้นแต่มินตรากลับยืนนิ่งราวกับตุ๊กตาหิน มีเพียงสายตาที่ส่องปราดไปยังแขกทั้งงานจนเสียงนินทาเงียบหายและรีบพากันเดินทางกลับทันที แม้จะไม่เหลือแขกในงานแต่มินตราก็ยังคงยืนนิ่งค้างเช่นนั้นจนไมตรีและติรกาต้องมาแตะตัวเรียกบุตรสาว เพียงเท่านั้นเองน้ำตาที่สะกดไว้ค่อยๆ ไหลลงมาเป็นสาย หากใบหน้างามยังคงนิ่งดังเดิมก่อนเสียงจากหญิงสาวจะเปล่งออกมาเจือด้วยความขุ่นเคือง
'มิ้นต์จะไม่ทำตัวขี้ขลาดหนีไปเหมือนใครบางคนหรอกค่ะ แต่มิ้นต์ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่คุณพ่อคุณแม่จะจับมิ้นต์เหมือนขยะใส่ถุงให้ใครทิ้งขว้างตามใจแบบนี้อีก จากนี้ไปขอให้มิ้นต์ได้เลือกชีวิตตัวมิ้นต์เอง'
นับจากวันนั้นมินตราหันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น เธอยอมทิ้งแว่นหนาเตอะประจำกาย ทำเลสิกให้กลับมามองเห็นได้ชัดเจน ดูแลรูปร่างผิวพรรณจนทุกวันนี้กลายเป็นมินตราโฉมใหม่ที่สะกดตาใครต่อใครได้ทันทีที่พบเห็น
มินตราลุกขึ้นจากเตียงแล้วมุ่งหน้าไปยังกระจก เธอทรุดตัวนั่งลงเก้าอี้ตรงหน้าพลางมองตัวเองด้วยความชื่นชม พร้อมเอ่ยขึ้นกับเงาในกระจก
"ฉันอาจจะเปลี่ยนตัวเองเพราะคำดูถูกของเขา แต่อย่าหวังว่าฉันจะกลับไปหาเขาอีก อย่าให้ฉันต้องมีเวรมีกรรมเจอกับเขาอีกเลยชั่วชีวิต"
---------------------------------------------------
งานราตรีที่ถูกจัดขึ้นในครั้งนี้นับว่าฮือฮาไม่น้อยด้วยสื่อมวลชนทั้งหลายต่างให้ความสนใจเข้ามาทำข่างภายในงานเนื่องจากคุณหญิงมารตีเป็นคนดังในแวดวงเศรษฐกิจ เพียงแค่ขยับตัวทำอะไรนิดหน่อยก็ต้องเป็นข่าว ครั้งนี้ก็เช่นกันที่ชุดเครื่องเพชรสีน้ำเงินถูกนำมาเป็นเครื่องเพชรชิ้นเอกในการเดินแบบครั้งนี้ทำให้เหล่าผู้มาร่วมงานทั้งหลายต่างคอยจับจ้องเครื่องเพชรชุดล้ำค่านั้น หากเว้นเสียแต่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจอะไรมากนอกจากเครื่องดื่มภายในงานจนฝ่ายชายอีกคนต้องเตือน
"ใจเย็นสิไอ้เพชร แฟชั่นโชว์ยังไม่เริ่มนี่แกก็ยกแก้วกระดกขึ้นเป็นว่าเล่นเลยเหรอวะ"
"ก็ฉันบอกแกแล้วนะไอ้ธีว่างานแบบนี้ฉันไม่ชอบสักเท่าไหร่ ที่มาที่นี่ก็คือเพื่อมาเป็นเพื่อนแกเจอว่าที่คู่หมั้นไง"
ชลธีได้ยินเช่นนั้นยิ่งรู้สึกหวาดผวา
"แกอย่าพูดแบบนั้นสิวะ แต่ละคนที่แม่ฉันหามาให้มันโดนใจฉันเสียเมื่อไหร่ คนที่จะพามาวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นแบบเดิมๆ ที่คุณแม่ชอบแน่นอน"
"ก็ไม่แน่หรอกนะ ว่าแต่แกเถอะ ว่าแต่ฉัน แกก็มัวแต่กินเหมือนกันนี่นา ปกติไม่ค่อยกินเค้กไม่ใช่เหรอวะแต่ทำไมคราวนี้กินแหลกเลยล่ะ เห็นนะว่าไปหยิบมาสามชิ้นแล้ว"
"คุณแม่น่ะสิ คะยั้นคะยอให้ชิม พอชิมชิ้นแรกแล้วก็รู้สึกว่ามันอร่อยกว่าทุกร้านที่เคยกินมา ก็เลยลองชิมเค้กอื่นดูบ้าง ฝีมือเจ้านี้ดีเลย เห็นทีคงต้องขอเบอร์ติดต่อร้านนี้จากคุณแม่แล้วล่ะเผื่อให้เอามาจัดตอนมีงานที่บริษัท"
"คุยอะไรกันอยู่จ๊ะสองหนุ่ม"
เสียงที่แทรกขึ้นจากด้านหลังทำให้ชายทั้งสองหันไปยังต้นเสียงโดยพร้อมกันจึงเห็นหญิงวัยห้ารอบยืนส่งยิ้มมาให้พร้อมเดินเข้ามายืนระหว่างกลาง ชลธีเป็นฝ่ายตอบคำถาม
"ไม่มีอะไรหรอกครับแม่ ผมก็คุยกับเจ้าเพชรเรื่อยเปื่อยครับ"
"งั้นหรือจ๊ะ ถ้าอย่างนั้นก็รอดูแฟชั่นโชว์เสียหน่อยนะจ๊ะ ใกล้จะได้เวลาแล้ว ยิ่งตาธีต้องคอยดูเป็นพิเศษนะลูกเพราะงานนี้หนูรตีก็มาช่วยเดินให้แม่ด้วยถึงแม้จะไม่ใช่ชุดฟินาเล่ก็เถอะ"
ชลธีสีหน้างุนงง
"แล้วทำไมไม่ให้เขาเดินฟินาเล่เสียล่ะครับ ในเมื่อคุณแม่ปลื้มเขาขนาดนี้"
"แม่ก็อยากให้หนูรตีใส่นะ แต่บังเอิญเขาดันเสนอหนูมิ้นต์แทนเพราะหนูรตีรู้สึกเกร็งหากจะต้องสวมชุดฟินาเล่ ซึ่งพอได้ลองชุดแล้วแม่ก็ว่าหนูมิ้นต์เหมาะกว่าจริงเสียด้วย"
บุตรชายคุณมารตีพยักหน้ารับรู้อย่างไม่สนใจอะไรนัก แตกต่างกับชายอีกคนที่รู้สึกคุ้นหูกับชื่อ 'มิ้นต์' เขาขยับตัวเพื่อเอ่ยถามให้คลายข้อสงสัย แต่ไม่ทันได้ทำตามที่ใจคิด เสียงดนตรีดังขึ้นเป็นการบอกว่าถึงเวลาของแฟชั่นโชว์แล้ว คุณมารตีเองก็หันไปสนใจกลุ่มนางแบบที่ทยอยเดินออกมาบนเวทีตรงกลางแทนการพูดคุยกับบุตรชายและเขา เหล็กเพชรจึงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ
---------------------------------------------------
นางแบบที่ผลัดกันเดินบนเวทีสวมเครื่องประดับแสนเลอค่าจนสะกดแขกในงานให้สนใจอยู่เพียงจุดเดียว จนกระทั่งถึงคิวหญิงสาวในชุดราตรีสีขาวเดินออกมาเฉิดฉายพร้อมเครื่องเพชรเรือนกะทัดรัด คุณมารตีรีบชี้นิ้วไปยังนางแบบพร้อมใช้มืออีกข้างสะกิดแขนบุตรชาย
"นั่นไงล่ะหนูรตี ลูกสาวคุณรณภพกับคุณดวงมณี ดูสิใส่เครื่องเพชรชุดนี้ได้สวยเสียเหลือเกิน เป็นไงบ้างล่ะคราวนี้ถูกใจไหม ไม่ใช่เป็นคนสวยทำตัวรวยไปวันๆ นะจ๊ะ มีกิจการร้านกาแฟเป็นของตัวเองเชียวนะ ขนมเค้กในงานนี้ก็มาจากร้านหนูรตีนี่แหละ"
มือที่กำลังส่งชิ้นเค้กเข้าปากพลันชะงักค้างพร้อมเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่มารดาชี้ชวนให้ดูบนเวที ดวงตาของชลธีจับจ้องนิ่งค้างจนฝ่ายเพื่อนรักต้องลอบกระซิบ
"เป็นไงคนนี้ เหมือนกับที่แม่นายเคยหามาให้อีกไหมล่ะ"
"ไม่ว่ะ คนนี้น่าสนใจ ขนมเค้กวันนี้ที่ว่าน่าสนใจแล้วยังน้อยกว่าเลย"
"ถ้าอย่างนั้นเค้กในมือแกฉันกินแทนก็แล้วกันนะ"
เหล็กเพชรยื่นมือเพื่อไปหยิบเค้กมาใส่ปากตัวเองแต่ไม่ทันชลธีที่รีบส่งเค้กเข้าปากตัวเองทันทีก่อนหันมามองหน้าเพื่อนรัก
"โทษทีนะ พอดีเริ่มสนใจแล้วก็เลิกสนใจยากเสียด้วยสิ"
เหล็กเพชรได้แต่มองเพื่อนที่ยิ้มกริ่มด้วยความหมั่นไส้ แต่ไม่ทันที่เขาได้เอ่ยกับเพื่อนต่อเสียงฮื่อฮาบนเวทีก็ฉุดให้เขามองตามหญิงสาวที่ยืนอยู่บนเวที
นางแบบสาวสวมชุดเกาะอกสีน้ำเงิน ส่วนกลางของชุดเป็นสีขาว ส่งให้เครื่องเพชรสีน้ำเงินซึ่งทาบทับมาบริเวณตรงกลางส่องกระกายเจิดจรัส ทุกสายตาในงานสนใจเครื่องเพชรชุดอลังการแต่เหล็กเพชรกลับมองใบหน้างามของผู้สวมใส่เครื่องเพชรค้างเนิ่นนานจนกระทั่งได้ยินเสียงประกาศจากพิธีกร
"สำหรับชุดเครื่องเพชรสีน้ำเงินซึ่งเป็นเครื่องเพชรชุดเอกในค่ำคืนนี้ ได้รับเกียรติจากคุณมินตรา วรวัฒนประเสริฐเป็นผู้สวมใส่ครับ"
เสียงปรบมือดังขึ้นเกรียวกราวแต่เหล็กเพชรกลับนิ่งค้าง เช่นเดียวกับชลธีที่ทันทีได้ยินชื่อนางแบบชุดฟินาเล่รีบหันหลับมาหาเพื่อนรักทันที พูดเสียงเบาพอให้ได้ยินกันสองคน
"มินตรา วรวัฒนประเสริฐ... นี่มันอดีตคู่หมั้นแกไม่ใช่เหรอวะไอ้เพชร"
"ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหมไอ้ธี นี่ยัยมิ้นต์เปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เลยเหรอ"
ขณะที่ทั้งสองชายหนุ่มยังคงสงสัย มินตราซึ่งกำลังเดินหมุนตัวกลับไปยังด้านหลังกลับสะดุดรองเท้าส้นเข็มซึ่งติดอยู่กับชายกะโปรงฟูฟ่องจนเซ เหล็กเพชรเล็งเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ด้วยสัญชาตญาณจึงรีบปรี่ไปยังเวทีและรับร่างหญิงสาวไว้ได้ทัน ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทุกคนราวกับเจ้าชายกำลังประคองเจ้าหญิงงามไว้ในอ้อมกอดแกร่งจนเรียกเสียงปรบมือจากแขกเหรื่อได้ดังยิ่งขึ้น
มินตราซึ่งแน่ใจว่าต้องล้มบนเวทีต้องค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเมื่อไม่ได้ล้มอย่างที่ใจคิด เธอมองหน้าชายหนุ่มที่เขามาช่วยเหลือได้ทันกาลเพื่อขอบคุณ หากเมื่อสบสายตาอีกฝ่ายเต็มตาใบหน้างามปรากฏแววตกใจ เมื่อเขาค่อยๆ ประคองตัวเธอให้ยืนขึ้นหญิงสาวก็ยังคงมองเขาค้าง จนอีกฝ่ายค่อยๆ เผยรอยยิ้ม เอ่ยเสียงนุ่มหวานชวนหลงใหล
"จำผมได้ไหมมิ้นต์"
วินาทีนั้นเองมินตรารู้สึกตัว เหงื่อเริ่มซึมตามใบหน้า เธอคิดแต่เพียงว่าต้องรีบไปจากตรงนี้ เท่านั้นเองมินตาจับกระโปรงพร้อมหมุนตัวหันหลังแล้วก้าวกลับไป โดยที่ไม่มีใครทันเห็น เธอจงใจปักส้นรองเท้าเข้ากับเท้าชายหนุ่มเต็มแรงจนเขาสะดุ้งโหยง จนกระทั่งหญิงสาวเดินลับสายตาไปแล้วเหล็กเพชรจึงค่อยๆประคองตัวออกจากเวทีพร้อมเสียงบ่นเบาๆ
"ท่าทางจะแค้นเราหนักมาก เหยียบมาเสียเต็มแรงเลย"