ยามเมฆฝนพัดผ่าน: 0009 หากอยากจะใส่ร้ายใคร ก็ไม่จำเป็นต้องหาข้ออ้าง ตอนที่ 9
บทที่ 9 : หากอยากจะใส่ร้ายใคร ก็ไม่จำเป็นต้องหาข้ออ้าง
เมื่อเดินออกมาจากเขตคฤหาสน์ จนมาถึงปากทางก็เห็นป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่ง อวิ๋นตั่วจำได้ว่าครูหลิวเคยบอกว่าเขาต้องนั่งรถประจำทางมาเพื่อสอนหนังสือเธอที่บ้าน
เธอยืนรอที่ป้ายรถ ในมือกอดกระต่ายตัวน้อยเอาไว้ มีกระเป๋าเป้สะพายอยู่ที่หลัง แสงไฟจากป้ายรถเมล์ส่องมาจนเห็นเป็นเงาร่างเล็ก
รถประจำทางคันหนึ่งหยุดลงตรงหน้า น่าจะเป็นคันที่ครูหลิวขึ้นใช่ไหมนะ?
พอขึ้นรถไปแล้ว คนขับก็ถึงกับถามเธอขึ้นมาด้วยความแปลกใจ “หนูน้อย มาคนเดียวเหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“แล้วพ่อกับแม่ไปไหนล่ะ”
“หนูกำลังจะไปหาพ่อกับแม่ค่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเขาก็คิดว่าคงเพราะพ่อกับแม่ทำงานยังไม่กลับบ้าน
“หนูรู้เหรอว่าพวกเขาอยู่ไหน”
“รู้ค่ะ”
คนขับไม่ได้ถามอะไรต่อ เด็กที่พ่อกับแม่ต้องทำงานนอกบ้านกันทั้งคู่ก็น่าจะขึ้นรถประจำทางเป็นอยู่ล่ะนะ
อวิ๋นตั่วลงจากรถเมื่อรถวิ่งมาถึงกลางเมือง ครูหลิวเคยบอกว่าต้องลงรถระหว่างทาง บริเวณถนนสายใหญ่ที่คึกคักเต็มไปด้วยผู้คน สามารถเลือกขึ้นรถประจำทางได้ เพราะไม่ว่าสายไหนก็ผ่านตรงนี้ทั้งนั้น
อวิ๋นตั่วไม่รู้ว่าต้องนั่งรถสายไหน อีกทั้งครูหลิวก็เคยพูดถึงแค่ตอนไปที่บ้านของเธอ ไม่เคยพูดถึงตอนกลับบ้านสักที
ในตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกว่าท้องของเธอร้องขึ้นมา เช่นนั้นจึงได้เอาโดนัทจากกระเป๋าเป้ออกมากินหนึ่งชิ้น และก็เห็นว่าคนแถวนั้นหลายคนแค่โบกแท็กซี่ แล้วบอกคนขับว่าจะไปไหน เท่านั้นก็เรียบร้อย
เพราะแบบนั้น เธอจึงแค่ทำตามไป เด็กสาวโบกแท็กซี่หนึ่งคัน บอกกับคนขับว่า “ไปโรงเรียนมัธยมตี้อี”
เธอจำได้ลางๆ ว่าโรงเรียนของครูหลิวกับพี่ชายเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในเมือง พวกเขาบอกว่าเป็นโรงเรียนมัธยมตี้อี
“เด็กตัวคนเดียวจะไปโรงเรียนมัธยมตี้อีทำไมกัน”
“ไปหาพี่ชายค่ะ”
คนขับรถหัวเราะ “มีเงินหรือเปล่า”
อวิ๋นตั่วดึงแบงก์ร้อยหยวนออกจากกระเป๋าใบเล็กที่อยู่ข้างกระเป๋าหนังสือออกมาส่งให้คนขับรถ
คนขับรับเงินไป รู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อ เด็กตัวแค่นี้ ทำไมถึงได้ใจกว้างนักนะ?
ไปส่งที่โรงเรียนก่อนค่อยว่ากันก็แล้วกัน
อวิ๋นตั่วลงจากรถ แล้วเดินเข้าไปเคาะประตูป้อมยาม
คนขับรถเดินตามหลังเธอมาด้วยความเป็นห่วง
คุณลุงมีอายุคนหนึ่งเปิดประตูออกมา “พวกคุณมาหาใครครับ”
คนขับชี้ไปที่อวิ๋นตั่ว “ไม่ใช่ผม หนูน้อยนี่ต่างหาก”
“หนู มาหาใครเหรอ?”
“มาหาพี่ชายค่ะ”
“พี่ชายชื่ออะไรล่ะ”
“พี่หนูชื่อหลิวอวี่เจ๋อค่ะ”
“เป็นครูที่นี่หรือเปล่า”
“ไม่ใช่ค่ะ เป็นนักเรียน”
“แต่ตอนนี้เลิกเรียนแล้ว เด็กนักเรียนก็กลับบ้านกันหมดแล้วนะ เขาอยู่ในโรงเรียนเหรอ?”
อวิ๋นตั่วส่ายหน้า “อย่างนั้นช่วยโทรหาครูของพี่ได้ไหมคะ คุณครูจะต้องติดต่อพี่ได้แน่ๆ”
“เขาหนีออกจากบ้านอย่างนันเหรอ”
อวิ๋นตั่วพยักหน้า
ลุงยามมองอวิ๋นตั่วด้วยความเห็นใจ “น่าสงสารจริงๆ พี่ชายอายุมากกว่ายังไม่รู้ความเท่าน้องสาว ทำตัวให้น้องสาวต้องออกมาตามหาแบบนี้”
คนขับแท็กซี่พูดขึ้น “ตอนนี้เด็กคงกำลังเครียด อย่าไปตำหนิเธอเลย ยังไงก็ช่วยโทรหาครูประจำชั้นให้ได้ไหมครับ”
“พี่ชายหนูอยู่ชั้นไหนล่ะ”
“ม.4 ห้อง 1 ค่ะ”
ลุงยามเอาสมุดเบอร์โทรภายในของโรงเรียนออกมาเปิดหาเบอร์โทรของครูประจำชั้นม.4 ห้อง 1 จากนั้นก็ล้วงเอาโทรศัพท์ออกมากดโทรออก “ฮัลโหล ครูหวังใช่ไหมครับ คือแบบนี้ครับ นักเรียนที่ชื่อหลิวอวี่เจ๋อ จากห้องของคุณครูเขาหนีออกจากบ้าน น้องสาวเขาก็เลยมาที่โรงเรียน ใช่ครับ หลิวอวี่เจ๋อ ไม่ผิดครับ!”
ลุงยามวางสายไป ก่อนจะหันมาปลอบใจอวิ๋นตั่ว “ครูหวังบอกว่าจะช่วยติดต่อพี่ชายของหนูให้ แต่เขาบอกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะหลิวอวี่เจ๋อเป็นเด็กดีมาตลอด เขาทะเลาะกับคนที่บ้านมาเหรอ?”
อวิ๋นตั่วปิดปากเงียบ ดวงตาคู่โตกระพริบปริบๆ มองลุงยามตรงหน้า
คนขับแท็กซี่เมื่อเห็นท่าทางผิดหวังของเด็กน้อยแล้วก็ได้แต่เอ่ยถาม “หนูจะรอข่าวอยู่ที่นี่ หรือจะกลับไปรอที่บ้าน?”
“หนูจะรอพี่อยู่ที่นี่ค่ะ”
“ถ้าพี่หนูไม่มาล่ะ”
“เขาต้องมาแน่ค่ะ”
ไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมา โทรศัพท์ของป้อมยามก็ดังขึ้น
ลุงยามรับสาย “ใช่ครับ เป็นเด็กผู้หญิง อายุประมาณเจ็ดแปดขวบ ผิวขาว อ้วนหน่อย น่ารักมาก เธอบอกว่าคุณเป็นพี่ชายของเธอ ครับ ผมจะให้เธอรออยู่ที่นี่”