ยามเมฆฝนพัดผ่าน: 0003 ราวกับหนังแฟนตาซี ตอนที่ 3
บทที่ 3 : ราวกับหนังแฟนตาซี
หลังจากที่สอนเสร็จแล้วอวี่เจ๋อก็กลับบ้าน ราวกับเป็นการข้ามผ่านจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่ง จากเขตคฤหาสน์ที่เงียบสงบ ไปยังถนนหนทางที่คึกคัก จากนั้นก็เข้าสู่เขตที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายที่ตัวเองอยู่ พลอยทำให้เจ้าตัวเกิดรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมา
ปัญญาชน หากยังอาลัยอาวรณ์ถึงความสุขสบาย ก็ไม่สมควรเป็นปัญญาชน
อวี่เจ๋อยิ้มเจื่อนออกมา ก่อนหน้าเขาคงประเมินตัวเองสูงเกินไปจริง ๆ
ระเบียงทางเดินแออัดมาก เพราะแต่ละบ้านมักจะเอาของจิปาถะมากองไว้บริเวณที่ปล่องบันได เพื่อให้ในบ้านมีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้น ราวกับทุกคนจะไม่ต้องเดินขึ้นบันไดอย่างไรอย่างนั้น
อวี่เจ๋อผลักประตูเปิดเข้าไป แม่ของเขากำลังทำอาหารอยู่ในครัว น้องสาวกำลังทำการบ้าน ส่วนพ่อก็กำลังซ่อมวอล์คแมน (เครื่องเล่นเพลงที่สามารถพกพาได้)
“พี่กลับมาแล้ว” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าเปื้อนยิ้มหวานราวกับดอกไม้บาน “บ้านตระกูลอวิ๋นเป็นยังไงบ้างคะ ใหญ่หรือเปล่า”
“ใหญ่จนน่าตกใจเลยล่ะ” อวี่เจ๋อตอบตามความจริง
“หนูก็ว่าอย่างนั้น อวิ๋นอี้ฟานเป็นคนมีชื่อเสียง ทั้งชื่อทั้งรูปก็มักปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ”
อวิ๋นอี้ฟาน สามคำนี้ เมื่อก่อนสำหรับครอบครัวของเขาแล้วเป็นเหมือนภาพมายา แต่ตอนนี้ในครอบครัวของพวกเขานั้นกลับมีสมาชิกหนึ่งคนที่ได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งภาพมายานั้นแล้ว อวี่ซีรู้สึกตื่นเต้นมากจริงๆ
“แล้วอวิ๋นอี้ฟานเป็นยังไงบ้าง ดูดุมากเลยหรือเปล่าคะ”
“พี่ยังไม่ได้เจอเขาเลย”
“งั้นภรรยาของเขาล่ะคะ ได้ยินว่าเธอสวยมาก”
“ก็ยังไม่เจอเหมือนกัน”
“นักเรียนของพี่ล่ะ น่าจะเจอแล้วใช่ไหม เธอเป็นยังไงบ้างคะ เจ้าอารมณ์เหมือนเจ้าหญิงขี้วีนอะไรแบบนั้นหรือเปล่า”
ตรงหน้าของอวี่เจ๋อปรากฏใบหน้ากลมๆ ดวงตาเป็นประกาย ดูฉลาดมีไหวพริบ เขาคิดว่าทั้งที่เธอเป็นเหมือนเจ้าหญิง แต่กลับไม่เหมือนเจ้าหญิงเลยสักนิด เธอสอบได้ยี่สิบเจ็ดคะแนน แต่ก็ยังพูดจาฉะฉานมั่นใจ คงไม่ใช่ทุกคนที่จะทำแบบนี้ได้
“เธอฉลาดมาก”
อวี่ซีไม่เชื่อ “ฉลาดมาก แต่สอบได้ยี่สิบเจ็ดคะแนนเนี่ยนะคะ”
“ความฉลาดของคนคนหนึ่งอาจจะไม่ได้แสดงออกมาบนกระดาษข้อสอบก็ได้นะ จะต้องดูที่คำพูดคำจาของเธอต่างหาก” อวี่เจ๋อปกป้องนักเรียนของตน แปลกจริงๆ ทั้งที่เจอกันแค่ครั้งเดียว แต่ดูเหมือนเขาจะทนฟังคนอื่นนินทาอวิ๋นตั่วไม่ได้
ฟางผิงเดินออกมาจากห้องครัว เธอกางโต๊ะพับออก แล้วเอาตะเกียบกับถ้วยมาวางบนโต๊ะ
ลูกชายลูกสาวต่างพากันลุกขึ้นไปช่วยยกอาหารอย่างรู้หน้าที่
ห้องรับแขกของพวกเขาเล็กมาก โต๊ะอาหารสี่เหลี่ยมถูกวางเบียดจนเกือบติดผนัง ทั้งสี่คนนั่งแออัดกันอยู่ที่โต๊ะตัวเล็ก หลิวห้าวตงนั่งอยู่หัวโต๊ะ ฟางผิงนั่งทางด้านซ้าย สองพี่น้องอวี่เจ๋อและอวี่ซีนั่งลงตรงข้ามพ่อกับแม่ ด้วยโต๊ะที่ตัวเล็กจนข้อศอกชนกัน ทำให้ทำอะไรได้ไม่ค่อยสะดวกนัก
“วันนี้มีข่าวว่าทางตะวันออกของเมืองมีการพัฒนาเขตใหม่ ตารางล่ะตั้งสามหมื่นกว่า ยิ่งสร้างใหม่ก็ยิ่งแพง” หลิวห้าวตงดื่มเหล้าลงไปหนึ่งอึก คำนวณเงินเดือนของตัวเอง พยายามจะให้ใช้จ่ายได้จนครบเดือน การซื้อบ้านสักหลังนั้นกลายเป็นราวกับภาพความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงได้
เลิกคิดๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งหมดกำลังใจไปเปล่าๆ ว่าแล้วก็ดื่มเหล้าลงไปอีกหนึ่งอึก เพื่อปลอบใจตัวเอง
“หนูรู้จักนะเขตนั้นนะ เขตนั้นพัฒนาโดยตระกูลอวิ๋น” อวี่ซีพูดต่อบทสนทนา
ฟางผิงเหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลูกชายของตนไปสอนพิเศษให้เจ้าหญิงจากตระกูลอวิ๋น “ลูกๆ ของอวิ๋นอี้ฟานเป็นยังไงบ้าง”
อวี่เจ๋อไม่ได้ตอบอะไร
อวี่ซีจึงพูดขึ้น “ลูกสาวของพวกเขาอายุยังน้อย ตอนนี้เธอสอบได้แค่ 27 คะแนน แบบนี้อนาคตจะยังได้ดีอีกเหรอคะ หนูว่าก็คงไม่ต่างจากพี่ชายของเธอที่ยัดเงินเลื่อนชั้นเอานั่นแหละ อนาคตก็คงไปเรียนต่อต่างประเทศไปงั้นๆ อวิ๋นเฉียวเองก็มีแพลนไปต่างประเทศแล้วนี่ใช่ไหมคะ”
อวี่ซีมองพี่ชาย อวี่เจ๋อรู้สึกไม่ค่อยพอใจที่คนเป็นน้องตัดสินนักเรียนของเขาแบบนี้ “พี่ไม่รู้”
ที่จริงแล้วเขานั้นรู้ดี อวิ๋นเฉียวเคยบอกเขาหมดแล้วว่า อย่างมากที่สุดก็ม. 5 เจ้าตัวก็จะถูกส่งไปยังโรงเรียนที่พ่อกับแม่ติดต่อไว้ในต่างประเทศ
เมื่ออวี่ซีเห็นสีหน้าของพี่ชายดูแปลกไป เธอก็ได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ไม่พูดอะไรต่ออีก
“ผมจะไปอ่านหนังสือนะครับ” อวี่เจ๋อลุกขึ้นยืน อารมณ์ของเขาไม่ค่อยดีนัก
เขาเดินเข้ามาในห้องนอนคับแคบของตัวเอง บนโต๊ะมีหนังสือกองสูงราวภูเขา คนอื่นๆ บอกว่าเขาเป็นพวกอัจฉริยะ ที่จริงพวกเขาไม่รู้ว่าคะแนนดีๆ ทั้งหมดนั้น ไม่ใช่ได้มาจากการเรียนตามระบบและกฎเกณฑ์ของโรงเรียน แต่เพราะเขาตระหนักได้มาตั้งแต่เด็กว่าชีวิตหนึ่งมีเพียงครั้งเดียว และเขาจะปล่อยให้ตัวเองล้มเหลวไม่ได้เป็นอันขาด
เขาเปิดหนังสือแล้ว แต่กลับอ่านไม่เข้าใจเลยแม้สักตัว ในใจตอนนี้ยากที่จะสงบลงได้ เขากับพี่น้องตระกูลอวิ๋นก็เหมือนโลกคนละใบ และตอนนี้โลกสองใบก็เข้ามาบรรจบกันพอดี ทำให้เขารู้สึกเหมือนทุกอย่างไม่ใช่เรื่องจริง ราวกับเป็นเพียงหนังแฟนตาซีเรื่องหนึ่งเท่านั้น!