บัลลังก์พญาหงส์: บทที่ 9 ตอนที่ 9
บทที่ 9 คนทำความผิด
แม้ว่าหลี่ว์หลิ่วจะระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี ทว่าถึงอย่างไรก็ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากการถูกหาเรื่องได้ อันที่จริงไม่ว่าจะระมัดระวังขนาดไหน ก็ต้องมีสักวันที่เกิดเหตุผิดพลาดขึ้นอยู่ดี
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคราวเคราะห์หรือนางเองที่ไม่รอบคอบ จึงได้เอาเสื้อผ้าสองชิ้นที่มีรูปแบบและสีใกล้เคียงกันไปส่งผิดที่ จากที่ต้องส่งไปให้กุ้ยเฟย กลับส่งผิดไปให้จวง
เจี๋ยยวี๋*****
แทน แล้วเสื้อตัวนั้นก็ยังเป็นเสื้อที่กุ้ยเฟยต้องใส่ใน
วันตงจื้อ******
ที่จะมีวันรุ่งขึ้น นี่จึงเลยกลายเป็นเรื่องราววุ่นวายใหญ่โต
ได้ยินว่ากุ้ยเฟยไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก ถึงขั้นให้นางกำนัลข้างกายมาต่อว่าถึงหน่วยงานซักล้างเลยทีเดียว
แน่นอนว่า กุ้ยเฟยไม่สนพระทัยว่าใครเป็นคนส่งผิด เพียงแค่ส่งคนมาหานางกำนัลอาวุโสของหน่วยงานซักล้างเท่านั้น
ได้ยินว่า นางกำนัลอาวุโสซุนยิ้มเข้าสู้ให้นางกำนัลคนนั้นหายโกรธอยู่นานสองนาน ทว่าอย่างไรก็ยังต้องโดนลงโทษเป็นการหักเบี้ยเลี้ยงรายเดือนครึ่งเดือนอยู่ดี
ที่จริงเบี้ยเลี้ยงนั้นนับว่าไม่ได้มากมาย เพียงแค่ไม่กี่ตำลึงเท่านั้น ทว่าเรื่องเสียหน้านั้น เมื่อครั้งก่อนนางกำนัลอาวุโสซุนเคยรับใช้อยู่ข้างกายฮองเฮา การที่กุ้ยเฟยทำเช่นนี้ ถือเป็นการหักหน้าฮองเฮาอยู่ไม่น้อย ดังนั้นฮองเฮาจึงได้สั่งให้คนมาคอยกำชับอีกครั้ง
แน่นอนว่านางกำนัลอาวุโสซุนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก หลังจากทุกคนไปแล้ว จึงได้เรียกหลี่ว์หลิ่วให้เข้าไปพบ
ในใจทุกคนต่างก็รู้ว่า นางกำนัลอาวุโสซุนจะต้องระบายโทสะออกมาอย่างแน่นอน และคนรองรับอารมณ์ในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าคือหลี่ว์หลิ่ว
ถาวจวินหลันในใจรู้สึกกังวลจนพูดไม่ออก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ถึงอย่างไรเรื่องครั้งนี้หลี่ว์หลิ่วก็ทำผิดจริง เพียงแต่ความผิดไม่ได้ใหญ่หลวงอะไรนัก เรื่องนี้คนที่ผิดที่สุด ก็น่าจะเป็นนางกำนัลคนที่เอาเสื้อมาวางไว้ผิดที่
ตอนนี้ทำได้เพียงหวังว่านางกำนัลอาวุโสซุนจะพอมีเหตุผลอยู่บ้าง อย่าพยายามหาเรื่องหลี่ว์หลิ่วไม่เลิกราก็พอแล้ว
แต่แน่นอนว่าผิดจากที่หวังไปอย่างมาก หลี่ว์หลิ่วโดนลงโทษอย่างหนักในวันนั้น ไม่เพียงแค่ถูกไล่ออกจากหน้าที่ส่งเสื้อผ้า ทั้งยังต้องนั่งคุกเข่าแล้วยกถังใส่น้ำไว้บนหัวเป็นเวลาหนึ่งวันอีก
ฉ่ายยวนรู้สึกโกรธเคืองเป็นที่สุด “นี่มันเรื่องอะไรกัน? จะมาโทษหลี่ว์หลิ่วได้อย่างไร?”
ถาวจวินหลันมองฉ่ายยวนอย่างแปลกใจ ปกติแล้วฉ่ายยวนจะเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก นึกไม่ถึงว่าในตอนนี้ นางจะเป็นคนแรกที่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรมให้หลี่ว์หลิ่ว เห็นได้ว่า ฉ่ายยวนเป็นคนมีน้ำใจอย่างมาก เป็นคนท่าทางปากร้ายแต่ใจดี
เหวินซิ่งเองก็ทำหน้าเศร้า “ซุนกูกูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ฉวยโอกาสกลั่นแกล้งกันนี่ ถังหนักถึงเพียงนั้น ซ้ำยังต้องคุกเข่าทั้งวันเช่นนี้ ไม่ถึงตายก็สาหัสเอาการ อีกทั้งอากาศหนาวเช่นนี้ คุกเข่าลงบนพื้นที่ไม่มีอะไรรอง...หัวเข่าจะทนได้อย่างไรกันเล่า?”
ถาวซินหลันกรอกตาไปมาครุ่นคิด “เช่นนั้น เราไปติดสินบนซุนกูกูกันดีหรือไม่?”
ถาวจวินหลันยิ้มอย่างขมขื่น “หากใช้เงินทองแก้ปัญหาได้ เช่นนั้นเรื่องนี้ก็คงจะง่ายขึ้นเยอะ อีกทั้งซุนกูกูเป็นคนของฮองเฮา จะมาสนใจเศษเงินของพวกเราหรือ?” หากนางกำนัลอาวุโสซุนเห็นแก่เงิน เช่นนั้นคนของนางกำนัลอาวุโสหลิวก็คงไม่ต้องมาโดนกำจัดจนหมดเช่นนี้หรอก ในตอนนี้ แม้แต่หลี่ว์หลิ่วที่เป็นบุตรสาวบุญธรรมก็โดนกด จนไม่เหลืออำนาจอะไรอีกแล้ว
ฉ่ายยวนทุบเตียงอย่างแรง “บ้านเมืองยังมีกฎระเบียบอยู่อีกหรือไม่ ไม่ได้การ พวกเราต้องช่วยกันหาวิธี” พูดไปตาก็มองถาวจวินหลันไป “เจ้าว่า พอจะมีวิธีอะไรบ้างหรือไม่?”
ถาวจวินหลันรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย ทำไมฉ่ายยวนจึงถามนางเช่นนี้ นางจะยังมีหนทางใดอีกเล่า? นางได้เพียงแค่ส่ายหัวไปมา “ไม่มีวิธีอะไรหรอก มีเพียงแค่เราจะต้องหาคนที่มีตำแหน่งสูงกว่ามาข่มซุนกูกู” แต่ปัญหาในตอนนี้คือ เบื้องบนไม่สนใจเรื่องพวกนี้แน่นอน อีกทั้งการลงโทษสั่งสอนของนางกำนัลอาวุโสซุนก็มีเหตุมีผล ใครบอกให้หลี่ว์หลิ่วไม่รอบคอบเองเล่า? หากนางตรวจดูให้ดีก่อนอีกรอบ เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
ฉ่ายยวนแววตาล่องลอย พลันมองดูเหวินซิ่ง “แล้วเจ้าเล่า? ข้าจำได้ว่า เจ้ากับลูกศิษย์ของขันทีอาวุโสหน่วยงานเครื่องเงินรู้จักกันดี มิเช่นนั้นพวกเราลองใช้วิธีนี้กันดีหรือไม่?”
เหวินซิ่งรู้สึกใจชื้นขึ้นมา “ท่านนั้นชอบเงินเป็นที่สุด การจะให้เขาช่วยเราครั้งหนึ่ง หากมีไม่ถึงห้าสิบตำลึงเกรงว่าจะไม่ได้”
ถาวซินหลันซูดปากตกใจ “ห้าสิบตำลึง?!” แบบนี้เยอะไป เข้าวังมาก็หลายเดือน เบี้ยเลี้ยงของพวกนางสองพี่น้องรวมกัน ยังห่างไกลจากห้าสิบตำลึงมากนัก
“แต่ที่สำคัญคือ ให้มาช่วยแล้วก็ไม่รู้จะใช้การได้จริงหรือไม่” เหวินซิ่งถอนใจ พร้อมทั้งแสดงสีหน้าลำบากใจ “พี่ฉ่ายยวนเองก็รู้มิใช่หรือ เมื่อก่อนหลิวกูกูกับฝั่งนั้นไปมาหาสู่กันตลอด แต่ทว่าในตอนนี้...เกรงว่าซุนกูกูคงจะไม่ยอมเห็นดีเห็นงามด้วย”
ถาวจวินหลันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ค่อยเข้าใจว่าที่เหวินซิ่งกำลังพูดเป็นเรื่องจริงหรือว่าต้องการปัดความรับผิดชอบกันแน่ ทว่านางค่อนข้างจะโอนเอียงไปทางข้อแรกมากกว่า เหวินซิ่งมีนิสัยบริสุทธิ์ไร้เดียงสา จิตใจใสสะอาดไม่ขุ่นมัว คิดว่าอย่างไรนางก็ไม่ใช่คนเห็นแก่เช่นนั้น
ฉ่ายยวนยิ้มเยาะ “ดูท่าว่า ครั้งนี้แม้แต่เทพก็คงคุ้มครองหลี่ว์หลิ่วไว้ไม่ได้แล้ว คับแค้นใจเหลือเกินที่พวกเราก็หมดหนทางจะช่วย” พูดไปก็ควานหาของในกล่องตัวเองไปเสียงดังกุกกัก แล้วหยิบที่รองเข่าออกมาสองชิ้น แอบซ่อนไว้ในเสื้อแล้วเดินก็ออกไป
เหวินซิ่งขมวดคิ้ว “ทำหน้าไม่พอใจใส่ใครกัน” น่าโมโหเสียจริง
ถาวจวินหลันดันถาวซินหลันให้ไปห้ามเหวินซิ่งเอาไว้ ส่วนนางก็เดินตามหลี่ว์หลิ่วออกไป
เวลานี้เป็นเวลากลางคืน น้ำค้างกำลังหยดลงมา เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศหนาวเย็นเป็นอย่างมาก อยู่ข้างนอกเพียงครู่เดียว ก็รู้สึกได้ว่าโดนลมเย็นพัดเข้าไปถึงกระดูกจนปวดร้าวไปหมด
ฉ่ายยวนแอบย่องออกจากห้องโถงไปจนถึงกำแพง หลี่ว์หลิ่วคุกเข่าอยู่ตรงนั้น
หลี่ว์หลิ่วนั่งคุกเข่ามาทั้งบ่าย เวลานี้มีท่าทางว่าจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ตัวนางกำลังโน้มเอียงไปที่พื้น
ถาวจวินหลันและฉ่ายยวนประคองหลี่ว์หลิ่วไว้คนละข้าง เมื่อเห็นท่าทางอิดโรยของหลี่ว์หลิ่วก็รู้สึกปวดใจจนพูดไม่ออก
ฉ่ายยวนกัดฟัน ยื่นมือไปวางที่รองเข่าให้หลี่ว์หลิ่ว “เจ้าแอบพักสักหน่อยเถอะ ไม่ต้องซื่อสัตย์ถึงเพียงนั้นหรอก ดึกขนาดนี้แล้ว ใครจะยังมาสนเจ้า”
ถาวจวินหลันหยิบขนมที่ซ่อนอยู่ออกมายัดใส่ปากหลี่ว์หลิ่ว “มา กินอะไรสักหน่อย” อากาศหนาวถึงเพียงนี้ หากไม่กินอะไรสักหน่อย ก็คงจะทนอยู่ต่อไปไม่ได้
ข้าวเย็นหลี่ว์หลิ่วก็ไม่ได้กิน ถึงตอนนี้ก็คงจะหิวอย่างมาก รีบกินของจากมือถาวจวินหลัน แล้วรีบกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะได้กินอะไรลงท้องบ้าง ทำให้หลี่ว์หลิ่วดูมีเรี่ยวแรงมากขึ้น ทันใดนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา พร้อมกัดฟันพูดว่า “คราวนี้ ข้าฝากไว้ก่อนเถอะ!”
ถาวจวินหลันและฉ่ายยวนตกใจ มองดูหลี่ว์หลิ่วอย่างไม่ปริปาก
หลี่ว์หลิ่วยิ้มเยาะดูถูก เผยรอยยิ้มที่ดูน่าเกลียดยิ่งกว่าตอนร้องไห้ “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับข้า? ข้าแค่รับหน้าที่ส่งของ แล้วก็ไม่รู้ว่าใครทำเรื่องชั่วช้าวางเสื้อผ้าไว้ผิดที่ ทำให้ข้าต้องมารับกรรมเช่นนี้!” ผ่านไปครู่หนึ่งก็พูดด้วยความเสียใจอีกว่า “แต่ก็เป็นเพราะความประมาทและไม่เตรียมพร้อมของข้าเอง! แบบนี้เหมือนเป็นกับดักให้ข้าไปติด! ยังไม่ได้พูดอะไรก็กล่าวหาเป็นความผิดของข้า! แม้แต่จะพูดแก้ตัวก็ไม่ให้โอกาส!”
น้ำเสียงของหลี่ว์หลิ่วแสดงออกถึงความรู้สึกไม่ยุติธรรมและความเกลียดชัง
ถาวจวินหลันคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่า เป็นแผนการของซุนกูกูหรือ?”
หลี่ว์หลิ่วส่งเสียงเยาะเย้ยออกมา “นอกจากยายแก่ใจยักษ์แล้วจะยังมีใครอีกเล่า?”
ถาวจวินหลันนิ่งเงียบ นางคิดว่าไม่น่าจะใช่ แต่นางก็ไม่กล้าพูดออกมา ในตอนนี้หลี่ว์หลิ่วเชื่อเช่นนี้ ไม่ว่านางจะพูดอย่างไร หลี่ว์หลิ่วก็คงไม่ยอมเชื่อ
แต่ว่าน่าจะไม่ใช่นางกำนัลอาวุโสซุนอย่างแน่นอน นางกำนัลอาวุโสซุนไม่ได้โง่ขนาดนั้น พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา แม้แต่นางเองก็พลอยตกที่นั่งลำบาก ทั้งยังเสียหน้าไปด้วย แล้วทำไมนางจึงต้องทำเช่นนั้นกันเล่า?
ทว่าท่าทีของนางกำนัลอาวุโสซุนในการจัดการกับเรื่องนี้ กลับบ่งบอกถึงท่าทีกดดันหลี่ว์หลิ่วของนางกำนัลอาวุโสซุนอยู่ไม่น้อย นางกำนัลอาวุโสซุนรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ก็ยังเลือกที่จะทำเช่นนี้ ในใจนางคิดอะไรอยู่ยังไม่ทราบแน่ชัด
ถาวจวินหลันคิดแบบนี้ ทว่าฉ่ายยวนกลับเชื่อแบบเดียวกับหลี่ว์หลิ่ว “ใช่แล้ว แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ต้องเป็นนางที่คิดแผนแบบนี้ขึ้นแน่”
ถาวจวินหลันค่อยๆ ขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ช่างเถอะ พูดไปตอนนี้ กลัวว่าฉ่ายยวนจะหาว่านางประจบนางกำนัลอาวุโสซุน แล้วจะพูดไปเพื่ออะไรกัน?
อีกอย่าง เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรจะต้องพูดแล้ว หลี่ว์หลิ่วโดนสั่งให้รับโทษนั้นก็เกิดขึ้นไปแล้ว อีกทั้งหลี่ว์หลิ่วยังไม่มีทางไปร้องขอความยุติธรรมจากนางกำนัลอาวุโสซุนได้ ต่อให้เจอคนที่แอบวางแผนอยู่เบื้องหลัง นางกำนัลอาวุโสซุนก็คงจะไม่ลบล้างความผิดให้หลี่ว์หลิ่วอยู่ดี
เพราะฉะนั้น จะต่อความยาวสาวความยืดไปทำไม ในตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะก่อเรื่องขึ้นอีก
อยู่เป็นเพื่อนหลี่ว์หลิ่วสักพัก หลี่ว์หลิ่วก็รีบเร่งให้พวกนางกลับไป หากเรื่องนี้มีคนรู้เข้าก็จะต้องรับโทษอีก
วันต่อมาหลังจากหลี่ว์หลิ่วพ้นโทษแล้ว ก็เริ่มทำงานซักผ้า นางกำนัลอาวุโสซุนให้คนอื่นมาทำงานแทนงานเก่าของหลี่ว์หลิ่ว แล้วคนๆ นั้นยังไม่ค่อยถูกกับหลี่ว์หลิ่วสักเท่าไรอีกด้วย ทำให้หลี่ว์หลิ่วนั้นโกรธจนกัดฟันกรอดๆ
ถาวจวินหลันนอกจากจะคอยห้ามแล้ว ก็ทำได้แค่ช่วยหลี่ว์หลิ่วซักผ้านิดหน่อยเท่านั้น อันที่จริงหลี่ว์หลิ่วทำงานสบายมาหลายปี งานที่ต้องใช้แรงใช้กำลังพวกนี้ นางเองก็ลืมไปจนจะหมดแล้ว
หลี่ว์หลิ่วเป็นคนหัวแข็ง ต่อให้ถูกคนรังแกอย่างไรก็ไม่ปริปากพูด ก่อนฟ้าจะมืดนางก็ได้ซักผ้าทั้งหมดเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เพียงแต่นิ้วมือแดงจนเหมือนแครอท ยืดมือตรงๆ ก็ไม่ได้แล้ว แม้แต่ตะเกียบก็คีบไม่ไหว ถาวจวินหลันเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกเจ็บปวดใจ
นอกจากปวดใจแล้ว นางเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ใครจะรู้เล่าว่า คนที่นางกำนัลอาวุโสซุนจะเล่นงานคนต่อไป จะเป็นนางหรือไม่?
ถาวจวินหลันปลอบใจตัวเองแล้วคิดว่า ถึงอย่างไรถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากหลี่ว์หลิ่วในตอนแรก ตอนนี้นางก็คงไม่ได้ทำงานสบายเช่นนี้ ถึงแม้ในตอนนี้จะถูกไล่ให้กลับไปทำงานอย่างเดิม ก็ยังดีที่ได้มาทำงานสบายแบบนี้ตั้งหลายเดือน
ถาวซินหลันเองก็พูดออกมาประมาณนี้เหมือนกัน ไม่คิดว่าถาวซินหลันจะรู้ความถึงเพียงนี้ “ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ก็แค่ทำงานมิใช่หรือ? พี่เหวินซิ่งบอกกับข้าว่า หากข้าต้องกลับไปทำงานเดิม นางก็จะคอยแอบช่วยข้า”
ถาวจวินหลันยิ้มพลางลูบหัวน้องสาว “เด็กโง่ เจ้าจะให้พี่เหวินซิ่งคอยช่วยเจ้าตลอดได้อย่างไร?”
ถาวซินหลันยกมือกุมหัว “ข้าก็ช่วยพี่เหวินซิ่งเหมือนกันนะ” สักพักก็ทำเสียงต่ำและกระซิบว่า “ข้าคิดว่า เรื่องของพี่หลี่ว์หลิ่วนั้น จะต้องมีคนอยู่เบื้องหลังแน่ๆ ปกติแล้วพี่หลี่ว์หลิ่วก็ผิดใจกับคนอื่นไม่น้อย”
ถาวจวินหลันนิ่งไม่พูดอะไร หลี่ว์หลิ่วคนนี้ชอบทำความรู้จักกับคนอื่น นิสัยก็ร่าเริง ทั้งยังกระตือรือร้นมีความสามารถ แม้ว่าจะนิสัยดี แต่ก็ทำให้ใครหลายคนไม่พอใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะตอนที่นางกำนัลอาวุโสหลิวยังอยู่ ถ้าพูดแบบไม่เกรงใจ ในตอนนั้นหลี่ว์หลิ่วเองก็ใช้อำนาจของนางกำนัลอาวุโสหลิวคอยช่วยเหลือตัวเองอยู่ตลอด เวลาโกรธหรือด่าว่าใคร ก็ไม่ไว้หน้าใครเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไม่มีอะไร แต่ก็ทำให้ใครหลายคนไม่สบายใจ อีกเรื่องที่ทำให้คนอื่นไม่พอใจก็คือ เวลาที่ช่วยใครซื้อของก็จะคิดเงินค่าฝากซื้อ
สีทาปากหนึ่งกล่อง นอกวังขายเพียงไม่กี่สิบสลึง แต่พอเข้าวังมาแล้วกลับมีราคามากกว่าหนึ่งหรือสองตำลึง ราคาแพงขึ้นเกินกว่าเดิมหลายเท่า เช่นนี้จึงทำให้คนอื่นรู้สึกเหมือนโดนขูดเลือดขูดเนื้อ
ในขณะที่กำลังคิดอยู่ ทันใดนั้นก็มีนางกำนัลคนหนึ่งเข้ามาส่งเสียงแข็งใส่นาง “ซุนกูกูเรียกให้ไปพบ”
ถาวจวินหลันหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ นางกำนัลอาวุโสซุนเรียกนางไปพบทำไมกัน?
*
เจี๋ยยวี๋
คือพระสนมในองค์จักรพรรดิ ขั้นสาม ชั้นเอก
** วันตงจื้อ
ตรงกับวันที่ 21 ธันวาคมในปีนี้ เป็นวันที่กลางคืนยาวนานกว่ากลางวันเพราะดวงอาทิตย์ส่องแสงสั้นที่สุด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวันไหว้ขนมบัวลอย