บัลลังก์พญาหงส์: บทที่ 2 ตอนที่ 2

#2บทที่ 2

บทที่ 2 ซักผ้า

นางกำนัลอาวุโสดูโกรธอย่างเห็นได้ชัด

ใครต่างก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา

ถาวจวินหลันลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร ในเวลานี้ ใครจะพูดอะไรออกมาก็ไม่เหมาะสมทั้งนั้น

สุดท้ายนางกำนัลอาวุโสจึงสุ่มเลือกให้คนหนึ่งออกมาพูด ท่าทางเคร่งขรึมของนางกำนัลอาวุโสทำให้ไม่มีใครกล้าขัด ดังนั้นเรื่องราวทั้งหมดจึงถูกทอดถ่ายออกมาอย่างตะกุกตะกักและจบลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีการใส่สีตีไข่ ทั้งยังไม่มีการเข้าข้างฝ่ายใด

สายตาของนางกำนัลอาวุโสดูอ่อนลงเล็กน้อย เรียกให้คนที่ก่อเรื่องวุ่นวายออกไป “ดูเหมือนว่า พวกเจ้าจะไม่ได้ใส่ใจคำพูดของข้าเลย กฎระเบียบที่ข้าสอนข้อแรกนั้นคือห้ามใครก่อเรื่องขึ้นโดยเด็ดขาด!”

ถาวซินหลันนั้นอายุยังน้อย เมื่อเห็นนางกำนัลอาวุโสโกรธมาก นางจึงอดไม่ได้ ชี้ไปทางคนที่เริ่มหาเรื่องก่อน แล้วพูดขึ้นว่า “กูกู นางเป็นคนหาเรื่องก่อนเจ้าค่ะ นางตั้งใจจะรังแกพี่สาวของข้าน้อย...”

นางกำนัลอาวุโสไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแค่ใช้สายตาก็ทำให้ถาวซินหลันเงียบลงได้ จากนั้นนางกำนัลอาวุโสก็กล่าวขึ้นว่า "ข้าไม่ได้ถาม ใครสั่งให้เจ้าพูด? เดี๋ยวเจ้าไม่ต้องไปเรียนกฎระเบียบ ไปนั่งคุกเข่าสำนึกตรงกำแพง" จากนั้นก็มองมาที่ถาวจวินหลัน แล้วส่งเสียง หึ เบาๆ อย่างเยือกเย็น “พี่สาวของเจ้าดูเหมือนคนตาย ที่ยอมให้ใครรังแกง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”

ถาวซินหลันรู้สึกไม่เป็นธรรม อดกลั้นจนดวงตาแดงก่ำ เม้มปากแน่นไม่กล่าวอะไรออกมา ยังดีที่นางไม่เรียกร้องอะไรขึ้นมาอีก

ถาวจวินหลันโล่งอกขึ้นเล็กน้อย ในใจนางนั้นเข้าใจตั้งแต่แรก เพิ่งเข้ามาก็ทำเรื่องวุ่นวายขนาดนี้ นางกำนัลอาวุโส...คงไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จบไปง่ายๆ อย่างแน่นอน

เป็นดั่งที่คาดไว้ ต่อมาเป็นการตัดสินโทษของพวกนาง “พวกเจ้าสองคนก่อเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน แสดงว่าพวกเจ้าโกรธแค้นกันอยู่มากนัก เช่นนั้น พวกเจ้าจงอดข้าวหนึ่งวันระงับอารมณ์โกรธของพวกเจ้า นอกจากนั้น พวกเจ้าจะต้องคุกเข่าสำนึกผิดอีกสองชั่วยาม”

ถาวจวินหลันค่อยๆ ย่อตัวลงรับคำ “เจ้าค่ะ”

แต่กระนั้นนางก็รู้สึกไม่เป็นธรรม หากแต่ยังไม่ทันจะกล่าวอะไรออกมา นางกำนัลอาวุโสก็ได้กวาดสายตามาและกล่าวว่า “หากไม่ยอมรับ ข้าจะให้คุกเข่าเพิ่มอีกสองชั่วยาม!”

คำพูดดูทรงอำนาจและมีพลัง ทำให้คำพูดทุกอย่างของนางนั้นติดอยู่ในท้องไม่กล้าพูดออกมาอีก

ทว่าเมื่อมองดูอีกฝ่ายที่แสดงท่าทีไม่พอใจและไม่ยอมรับ ถาวจวินหลันก็รับรู้ได้ว่า ถึงปากของอีกฝ่ายจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ในใจนั้นคงด่าไปไม่รู้ตั้งเท่าไรแล้ว

รอจนกระทั่งนางกำนัลอาวุโสไปแล้ว ถาวจวินหลันก็ลากน้องสาวไปที่กำแพง รีบไปทำให้จบๆ หลังจากรับโทษแล้ว ยังมีงานอีกมากมายที่ต้องทำ

“หึ” น้ำเสียงเย็นชา ดังมาจากด้านหลัง น้ำเสียงนั้นราวกับมีดบางๆ ที่คว้านลึกลงไปในหัวใจ “ข้าก็คิดว่าเจ้าเป็นชนชั้นสูงมาแต่กำเนิดเสียอีก ที่ไหนได้พอเจอกูกู เจ้าก็ยอมก้มหัว ทำตัวไร้ศักดิ์ศรี ประจบประแจงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

ถึงแม้จะเหมือนตุ๊กตาดินเหนียว แต่ก็มีความรู้สึกโกรธอยู่เหมือนกัน ถาวจวินหลันหยุดฝีเท้าลง แล้วหันกลับไปมองอย่างไร้ความรู้สึก พลางหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดว่า “น่าเสียดายนะที่เจ้าร่ำเรียนมาขนาดนี้ แต่กระนั้นกลับแยกความเคารพกับการประจบประแจงไม่ออก เสียดายที่อาจารย์เคยสอนเจ้า อีกอย่าง หยวนฉงหวา ข้าจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า แต่ที่เจ้าตามรังควานไม่เลิกเช่นนี้เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”

พูดจบแล้ว นางก็ไม่อยากจะพูดอะไรต่ออีก จึงลากน้องสาวเดินออกไป

ส่วนหยวนฉงหวานั้นยืนอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าแดงก่ำ กัดฟันกรอด ทว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ตามไปรังควานอีก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่อยากโดนตราหน้าว่าตามรังควานไม่เลิก หรือรู้ดีว่าหากยังก่อเรื่องขึ้นอีกจะไม่เป็นผลดีต่อใครกันแน่

“ท่านพี่ ข้าไม่ยอมรับเจ้าค่ะ” เมื่อเดินถึงกำแพงแล้ว ให้ตายอย่างไรถาวซินหลันก็ไม่ยอมคุกเข่าลง ดวงตาแดงก่ำ เชิดคอขึ้นพูดประโยคนี้ออกมาอย่างแข็งกร้าว

“ไม่มียอมไม่ยอมอะไรทั้งนั้น” ถาวจวินหลันไม่ได้บังคับนาง เพียงแต่ใช้เสียงเบาๆ โน้มน้าว “ไม่ว่าใครจะเป็นคนมาหาเรื่องก่อน หรือใครกลั่นแกล้งใคร แต่ในเวลานี้ไม่ควรจะก่อเรื่อง ที่นี่คือที่ใด? เจ้าลืมกฎระเบียบในวังไปแล้วหรือ? หากเจ้าโดนใครกลั่นแกล้ง เจ้าไปบอกกูกูได้ แต่เจ้าจะไปจัดการด้วยตัวเองไม่ได้ ดังนั้นไม่มีอะไรยอมรับไม่ยอมรับ พวกเราทำผิดกฎจริงๆ”

“นี่มันกฎอะไรกัน เอาอะไรมาวัด...” ถาวซินหลันกัดฟันจนกรามปูดออกมา

“เอาอะไรมาวัดหรือ?” น้ำเสียงของถาวจวินหลันเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ก็เพราะว่าที่นี่คือวังหลวง และเราทั้งสองคนเป็นนางกำนัล! นั่นคือนางกำนัลอาวุโส! แล้วเจ้าก็ไม่ใช่หญิงสาวสูงศักดิ์อีกต่อไปแล้ว! หากเจ้ายังไม่เข้าใจฐานะของตัวเองในตอนนี้ เช่นนั้นเจ้าก็ควรจะฆ่าตัวตายไปพร้อมกับท่านแม่ตั้งแต่แรก! หากเจ้าทนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เจ้าก็ไม่ควรอยู่ต่อไป! เราสองคนดูเป็นอย่างไรหรือ? ลองคิดถึงพี่ชายของเจ้าดูสิ! เจ้าคิดว่าเขาต้องลำบากกว่าพวกเรามากมายเพียงใด! พื้นที่แห้งแล้งของภาคตะวันตกเฉียงเหนือ แทบทั้งปีมีแต่ความหนาวเหน็บ ถึงเป็นเช่นนั้นก็ยังต้องทำงานใช้แรงงาน! เจ้าคิดว่าเขาสุขสบายกว่าเราอย่างนั้นหรือ?”

ถาวซินหลันตกใจ จ้องมองพี่สาวแท้ๆ ของตัวเอง แล้วน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลออกมา สุดท้ายก็ร้องไห้โฮ จากนั้นจึงยืนมือออกมาจับชายกระโปรงของพี่สาว “ท่านพี่ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ท่านอย่าโกรธข้าเลย...ข้าผิดไปแล้ว...ต่อไปข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว...”

ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำ น้ำตาที่เกาะบนขนตาเป็นประกาบวิบวับ

เห็นน้องสาวเป็นเช่นนี้ จะไม่ให้ถาวจวินหลันใจอ่อนได้อย่างไร? จะตำหนิหรือดุว่าอะไรก็พูดไม่ออกแล้ว สุดท้ายก็ได้แต่ถอนใจ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นอย่างมาก “ข้ารู้ว่าในใจเจ้านั้นไม่ยอมรับ แต่นี่เป็นเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้ เจ้าต้องจำฐานะของตัวเองในตอนนี้ไว้ให้ดี ห้ามลืมโดยเด็ดขาด”

ถาวซินหลันพยักหน้าอย่างน่าสงสาร

ถาวจวินหลันหยิบผ้าออกมาเช็ดหน้าของน้องสาวอย่างทะนุถนอม หลังจากนั้นทั้งคู่ก็คุกเข่าลงด้วยกันที่กำแพง พลางคิดทบทวนเรื่องต่างๆ

เวลาสองชั่วยามช่างยาวนานเหลือเกิน โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ใส่เพียงเสื้อผ้าบางๆ  มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย เหมือนกับคุกเข่าลงไปบนพื้นหินตรงๆ หัวเข่าจึงทนรับไม่ไหว ผ่านไปเพียงแค่ครึ่งชั่วยาม หัวเข่าก็ชาจนไม่มีความรู้สึกอะไรแล้ว

โทษของถาวซินหลันนั้นเบากว่าเล็กน้อย อดทนคุกเข่าหนึ่งชั่วยามก็ถูกเรียกให้ลุกขึ้นแล้ว ทว่าถาวจวินหลันนั้นยังต้องอดทนต่อไป

ตอนที่ถาวซินหลันลุกขึ้นนั้น ถาวจวินหลันก็ได้ถอนใจออกมาอย่างโล่งใจ หนึ่งคือนางนั้นสงสารถาวซินหลัน อีกอย่างคือนางจะได้ไม่ต้องนั่งตัวตรงตลอดแล้ว ที่จริงนางรู้สึกเจ็บเป็นอย่างมาก รู้สึกว่าจะคุกเข่าต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว แต่เป็นเพราะน้องสาวอยู่ข้างๆ นางจึงไม่กล้าแอบขี้เกียจ กลัวว่าจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับน้องสาว

อดทนจนผ่านไปสองชั่วยาม ถาวจวินหลันรู้สึกว่า เข่านั้นชาจนเหมือนเข่าของนางไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปเสียแล้ว นางกัดฟันแล้วค่อยๆ ดันกำแพงลุกขึ้นมา รู้สึกเพียงแต่ว่าเจ็บหัวเข่าเป็นอย่างมาก ขาไม่สามารถยืดให้ตรงได้เลย นางกัดฟันทนเดินกลับเข้าห้องพัก แต่ก็ทนต่อไปไม่ไหว จึงนั่งลงบนเตียง ถกกระโปรงขึ้นดูว่าเข่าของนางเป็นอย่างไรบ้าง

เข่าทั้งสองข้างเป็นสีม่วง และยังบวมแดง เพียงแค่แตะโดนเบาๆ ก็เจ็บไปถึงหัวใจ

ถาวจวินหลันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในใจอดไม่ได้ที่จะด่าแช่งหยวนฉงหวา พูดตามตรง เรื่องที่ต้องรับโทษในวันนี้ นอกจากจะใช้คำว่า ‘หายนะที่คาดไม่ถึง’ แล้ว ก็ไม่รู้จะหาคำไหนมาแทนได้อีก หยวนฉงหวาคนนี้ไม่รู้ว่าเป็นศัตรูตลอดกาลของนางหรือไม่ เมื่อครั้งที่อยู่นอกวังหลวง หยวนฉงหวาก็ไม่ได้ชอบหน้านางเท่าไรนัก ในครั้งนั้นนางเป็นถึงบุตรสาวจากภรรยาเอกของครอบครัวขุนนางขั้นสอง ถึงหยวนฉงหวาจะไม่ชอบนางเพียงใด ก็ยังต้องให้ความเคารพนาง หากแต่ตอนนี้...หยวนฉงหวาดูเหมือนจะไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังอีกแล้ว

แต่หยวนฉงหวาเข้าวังมาได้อย่างไร? ยังมีบางอย่างที่ถาวจวินหลันไม่เข้าใจ ดูจากฐานะทางบ้านของหยวนฉงหวาแล้ว นางไม่จำเป็นต้องเข้ามารับใช้ในวังหลวงก็ได้

ทว่าถาวจวินหลันไม่ใช่คนที่คิดเรื่องจุกจิก ถึงแม้ว่าจะรู้สึกแปลกใจ แต่ก็เก็บมาคิดเพียงครู่เดียว แล้วไม่นานก็สลัดทิ้งไป

เนื่องจากโดนลงโทษในครั้งนี้ พวกนางทั้งสามคนจึงมีชื่อเสียงขึ้นมา พวกนางกำนัลอาวุโสจะชอบ ‘จับตามอง’ พวกนางทั้งสามคนมากกว่าผู้อื่น ถึงแม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เข้าวังมาพร้อมกัน แต่ก็ไม่ค่อยมีใครมาพูดคุยกับพวกนางเท่าไรนัก

ทว่าหยวนฉงหวายังถือว่าดีกว่าพวกนางเล็กน้อย ถึงอย่างไรฐานะทางบ้านของนางก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว พอมีเงินทอง ซ้ำยังใจกว้าง ดังนั้นจึงมีคนจำนวนไม่น้อยยินดีที่จะไปประจบประแจงนาง

ต่างจากถาวจวินหลันและน้องสาว แต่ละวันผ่านไปอย่างยากลำบาก อย่างแรก ทั้งสองคนไม่มีเงินทองติดตัว เป็นธรรมดาที่จะไม่มีคนมาประจบประแจง อย่างที่สอง พวกนางนั้นเป็นลูกของขุนนางนักโทษที่ใครๆ ต่างก็รู้ ยิ่งยากที่จะเข้าไปอยู่ในกลุ่มกับคนอื่น คนรอบข้างมีแต่จะคอยขับไล่สองพี่น้องออกไปจากกลุ่ม

ยังดีที่ในวังหลวงไม่ได้แค่อยู่ไปวันๆ ไม่มีงานอะไรทำ กลับกัน มีงานยุ่งตลอดเวลา ทุกวันต้องเรียนกฎระเบียบ ฟังการอบรมจากนางกำนัลอาวุโส ท่องกฎในวังหลวง ทำให้หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

พริบตาเดียวก็ถึงเวลาที่จะต้องถูกส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ในเวลานี้นับว่าเป็นเวลาที่สำคัญที่สุดของนางกำนัลที่เพิ่งเข้าวังมา หากโชคดีถูกส่งไปอยู่หน่วยงานด้านอาหาร นั่นนับว่าเป็นโชคดี หากโชคร้ายถูกส่งไปยังหน่วยงานที่ต้องลำบาก อย่างนั้นก็นับว่าน่าอนาถอย่างมาก แน่นอนว่า โชคดีที่สุดก็คือถูกส่งไปอยู่ดูแลข้างกายเจ้านาย ไม่ว่าตำแหน่งของเจ้านายนั้นจะสูงหรือต่ำ อย่างไรก็ดีกว่าที่อื่นมากนัก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ไม่ต้องทำงานหนัก หากได้พบกับเจ้านายผู้มีเมตตา ก็อาจจะประทานของต่างๆ ให้มากมาย

ถาวจวินหลันไม่หวังว่านางและน้องสาวจะถูกส่งไปอยู่ข้างกายเจ้านาย แต่แน่นอนว่าก็ไม่อยากถูกส่งไปหน่วยงานที่ลำบากที่สุดเช่นกัน สิ่งที่นางหวังที่สุดคือไม่ต้องแยกกับน้องสาว หากต้องแยกจากกันแล้ว นางคงไม่มีทางทำใจให้สบายได้เลย หากข้างกายถาวซินหลันไม่มีนางคอยตักเตือน นางก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร

ดังนั้นก่อนวันแบ่งหน้าที่หลายคืนก่อน ถาวจวินหลันจึงไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ นางรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก

อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีเลย หากมีเงินทอง แม้จะเลือกไม่ได้ว่าจะไปอยู่หน่วยงานใด แต่ก็แน่ใจได้ว่าจะถูกส่งไปอยู่ที่ดีๆ อย่างแน่นอน

แต่ที่น่าเสียดายคือ นางไม่มีเงินทองติดตัวเลยสักนิดเดียว

ถาวจวินหลันหัวเราะอย่างขมขื่น ตั้งแต่เกิดมา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่นางต้องทุกข์เรื่องเงินทอง

ทว่าเรื่องพวกนี้ นางไม่อยากให้ถาวซินหลันรับรู้แม้แต่นิดเดียว หนึ่งคือหากถาวซินหลันรู้แล้วทำอะไรไม่ได้ ก็จะยิ่งกังวลมากขึ้นไปอีก สองคือ นางเกรงว่าถาวซินหลันจะทำอะไรลงไปโดยที่ไม่คิด

มองดูแล้ว นางคงเหลือทางเดียวคือสวดภาวนา

แต่การสวดภาวนาของเธอก็ไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อเวลาแบ่งหน้าที่มาถึง ถึงแม้นางและถาวซินหลันจะถูกแบ่งให้อยู่ด้วยกัน แต่ที่ที่ถูกส่งไปไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไรนัก หน่วยงานซักล้างถึงแม้จะไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ลำบากที่สุด แต่ก็ไม่ได้นับว่าเป็นที่ที่ดีนัก หน่วยงานซักล้าง ชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเป็นสถานที่สำหรับซักเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าของเจ้านายทุกคนในวังหลวงจะถูกส่งมาที่นี่ แน่นอนว่า นางกำนัลและขันทีในวังหลวงก็ไม่ต้องซักเสื้อผ้าด้วยตัวเอง ดังนั้น ตลอดทั้งปีหน่วยงานซักล้างจะมีเสื้อผ้ามากมายที่ซักอย่างไรก็ไม่หมดเสียที

ฤดูร้อนนับว่ายังดี หากแต่เป็นฤดูหนาว...จะต้องลำบากเป็นแน่

ถาวจวินหลันไม่อยากไป ทว่าก็...ไม่มีทางเลือกใดทั้งสิ้น จึงทำได้เพียงแค่เก็บของแล้วพาน้องสาวไปเท่านั้น

แม้แต่คนรู้จักคุ้นเคยอย่าง หยวนฉงหวา นางก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก แม้ว่าหยวนฉงหวาจะชอบหาเรื่องนางตลอด ทว่านางกลับไม่คิดว่า ต่อไปนางและหยวนฉงหวายังจะต้องพอเจอกันอีกในวังหลวงแห่งนี้

devc-75d0bbbd-32992บัลลังก์พญาหงส์: บทที่ 2 ตอนที่ 2