บัลลังก์พญาหงส์: บทที่ 12 ตอนที่ 12
บทที่ 12 นกกระจอกเป็นพญาหงส์
อาจเป็นเพราะพูดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมากะทันหัน ทำให้ถาวจวินหลันเก็บเอาไปฝันในตอนกลางคืน ตื่นขึ้นมาแล้วจึงรู้สึกว่าใบหน้านั้นเปียกชื้นไปหมด แม้แต่ปลอกหมอนเองก็มีร่องรอยคราบน้ำตาออกมาให้เห็น
นางลืมตาโพล่งและเรียกสติกลับมาอยู่ครู่หนึ่ง พลางตบหน้าตัวเองเบาๆ "ไม่ต้องคิดแล้ว" คิดแล้วก็เสียสุขภาพจิต เรื่องในอดีตมันย้อนกลับมาไม่ได้แล้ว ทำไมยังต้องคิดเช่นนี้อีก?
ในเมื่อนางคิดว่านางเองยังก็เป็นเช่นนี้อยู่ตลอด จึงแอบมองถาวซินหลันอย่างระมัดระวัง กลัวว่าถาวซินหลันก็จะคิดถึงวันเวลาในอดีตแล้วรู้สึกไม่สบายใจเช่นเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางยังเด็กหรือว่าอย่างไร นางกลับไม่มีอาการผิดปกติเลยสักนิด
ถาวจวินหลันค่อยสบายใจลงได้นิดหน่อย นางรู้สึกว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว
แน่นอนว่าไม่ต้องทำงานในวันแรกของปี ทว่าเมื่อวันแรกของปีผ่านไปแล้วงานก็จะเยอะขึ้นอีก ช่วงปีใหม่หรือช่วงเทศกาลฮ่องเต้จะไม่ออกว่าราชการในตอนเช้า แน่นอนว่าพวกนางสนมยิ่งจะต้องพยายามแต่งตัวให้งดงาม อย่างแรกที่ทำคือ เปลี่ยนเสื้อผ้าจำนวนหลายชุด
คนที่รับผิดชอบซักเสื้อผ้าของพวกเจ้านายนั้นงานเยอะจนทำไม่ไหว ดังนั้นถาวจวินหลันจึงถูกเรียกให้ไปช่วยงานตรงส่วนนี้ ทว่านางกำนัลอาวุโสซุนกลับไม่ได้พูดว่าต่อไปจะให้นางกลับมาทำตำแหน่งนี้ นางคาดการณ์ว่า คงจะได้ทำหน้าที่นี้เพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
ในใจก็รู้สึกเสียดายและเสียใจ ทว่าจะเสียดายหรือเสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น
ผ่านวันที่สิบห้าของเดือนแรกไปแล้ว ก็เป็นดั่งที่นางคาดการณ์ไว้จริงๆ หลังจากเสื้อผ้าลดลงนางก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ในตำแหน่งเดิม ทว่ายังดีที่อากาศเริ่มค่อยๆ อบอุ่นขึ้น ดังนั้นจึงไม่ต้องทนทรมานขนาดนั้นอีกแล้ว มือที่แห้งแตกเป็นแผลนั้น ครั้นทายาก็เริ่มจะค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว
หลังจากผ่านวันไหว้ฟ้าดินเดือนสองวันที่สองไปแล้ว ฮ่องเต้ก็เลิกใส่ชุดไว้อาลัย แม้ว่าฮ่องเต้ยังต้องไว้อาลัย ทว่าก็เปลี่ยนจากปีเป็นเดือน จากที่ต้องไว้ทุกข์สามปี ก็ไว้ทุกข์เพียงแค่สามเดือน แม้แต่คนในวังหลวงก็ได้เลิกใส่ชุดไว้อาลัยตามฮ่องเต้เช่นกัน หากคนข้างกายของฮ่องเต้ยังใส่ชุดไว้อาลัยอยู่แบบนี้ก็นับว่าคงจะไม่ดีเท่าไรกระมั้ง?
หลังจากเลิกไว้อาลัยแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นมาตามมานั่นก็คือ การคัดเลือกนางสนม
ฮ่องเต้องค์ใหม่นี้มีนางสนมทั้งหมดสี่ห้าตำหนัก ในนั้นยังรวมฮองเฮาอีกองค์หนึ่งด้วย ดังนั้นจึงถึงเวลาคัดเลือกนางสนมแล้ว
จากปกติแล้วการคัดเลือกนางสนมนี้น่าจะคัดเลือกจากนอกวังมาตามขั้นไป แล้วสุดท้ายก็ส่งเข้ามาในวังหลวงให้ฮ่องเต้เป็นผู้เลือกด้วยพระองค์เอง
ทว่าเช่นนี้นั้นเป็นงานที่เหนื่อยเอาการอยู่ เพราะไม่ถึงปีครึ่งก็ต้องคัดเลือกอีกครั้ง จึงทำไม่ไหวอย่างแน่นอน อีกทั้งฮ่องเต้องค์เก่าก็ทำการรบอยู่บ่อยครั้ง พระคลังจึงมีเงินอยู่ไม่มากนัก ดังนั้นฮองเฮาจึงได้ออกความเห็นว่า การคัดเลือกพระสนมนั้นยังต้องทำอยู่ ทว่าทำช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน เวลานี้ก็คัดเลือกนางกำนัลจากในวังมาถวายการรับใช้ฮ่องเต้ไปก่อน
การคัดเลือกนางกำนัลในวังเปรียบได้กับการคัดเลือกนางสนม เงื่อนไขก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไรนัก นอกจากฐานะทางบ้านและความสามารถแล้ว แม้แต่หน้าตาก็ไม่ได้วางเงื่อนไขต่างกันเท่าไรนัก
หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไป พริบตาเดียวในวังหลวงก็เดือดพล่านขึ้นมาทันที นางกำนัลในวังนั้น มีใครบ้างที่ไม่ได้อยู่ในวัยแรกแย้ม? จากที่คิดว่าอยู่ไปอย่างไม่มีความหวัง ได้แค่อดทนอยู่ไปจนกว่าจะได้ออกจากวังไปแต่งงาน ใครจะรู้ว่าจะมีเรื่องดีๆ เช่นนี้ เช่นนั้นแล้วจะไม่ให้ทุกคนตื่นเต้นมีความหวังได้อย่างไร? หากโดนเลือกให้เป็นพระสนมขึ้นมาจริงๆ ก็จะได้ดิบได้ดีกันไปทั้งตระกูล ใครจะไม่หวังตำแหน่งและเงินทองกันเล่า?
แน่นอนว่า มีบางคนที่มองเรื่องนี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงไม่ออกอาการดีอกดีใจ และเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ซึ่งถาวจวินหลันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
นางรู้ดีถึงข้อดีของอำนาจและความรุ่งเรื่อง ทว่าก็ยิ่งรู้ถึงข้อเสียของอำนาจและความรุ่งเรืองเช่นกัน ดังนั้นนางจึงไม่ได้ดีอกดีใจ ในทางตรงกันข้ามกลับรู้สึกไม่ค่อยชอบใจ และพูดได้ว่านางรู้สึกรังเกียจเรื่องพวกนี้มาก
หลี่ว์หลิ่วเห็นก็รู้สึกแปลกใจ "ช่วงนี้เจ้าเป็นอะไรไป? ทุกคนต่างดีใจกันยกใหญ่ แต่ทว่าเจ้ากลับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนกับว่าทำเงินหายอย่างนั้นล่ะ"
ถาวจวินหลันไม่กล้าพูดว่ากลัวจะถูกเลือก จึงตอบปัดๆ ไปว่า "ช่วงนี้ในวังหลวงดูร้อนรนไปหมด ข้าเห็นอย่างนี้แล้วในใจก็รู้สึกร้อนรนเช่นกัน"
"แน่นอนว่าต้องร้อนรนน่ะสิ" หลี่ว์หลิ่วแสยะยิ้มมุมปาก แล้วพูดอย่างไม่เข้าใจ "ทุกคนต่างรอจะได้เปลี่ยนจากนกกระจอกเป็นพญาหงส์กันทั้งนั้นน่ะสิ"
ถาวจวินหลันถอนใจแรงๆ ‘ง่ายอย่างนั้นเสียที่ไหนกัน’ อีกทั้งไม่ใช่ว่าได้รับเลือกแล้วสุขสบายไปตลอด หากคิดจะสุขสบายไปทั้งชีวิต นั่นก็ต้องผ่านบททดสอบที่หนักหนาเอาการ อีกทั้งนางกำนัลที่ไม่มีอะไรเลยอย่างพวกนาง ไม่มีอะไรมาคุ้มครองและปกป้อง เดิมทีก็เป็นแค่ความคิดเพ้อฝัน
"ที่จริงแล้วเจ้าน่าจะได้รับเลือกอย่างง่ายๆ" หลี่ว์หลิ่วมองดูถาวจวินหลัน ด้วยดวงตาเป็นประกาย และน้ำเสียงมีความตื่นเต้นเล็กน้อย "เจ้าดูตัวเจ้าสิ หน้าตาก็งดงาม ทั้งยังรู้หนังสือ เทียบกับคนอื่นแล้วไม่ดีกว่าเป็นร้อยเท่าหรือ? หากต่อไปเจ้า...จะต้องดูแลพวกข้าด้วย"
ในใจของถาวจวินหลันนั้นคัดค้าน ทว่าก็ไม่อยากแตกคอกันหรือแสดงท่าทางอะไรไม่ดีออกมา จึงได้แต่ส่ายหัว "ข้าเป็นลูกสาวของขุนนางนักโทษ ข้าไม่มีสิทธิ์"
พูดจบแล้วนางก็สบายใจขึ้นไม่น้อย ใช่สิ หลังจากนางเป็นลูกสาวของขุนนางนักโทษ คิดดูแล้วนางไม่มีทางได้รับเลือก
หลี่ว์หลิ่วส่งเสียง "อ๋อ..." น้ำเสียงลากยาวออกไป ราวกับว่าในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเสียดาย
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลี่ว์หลิ่วก็ถามขึ้นอีกว่า "เจ้าว่า ข้าพอจะมีโอกาสได้รับเลือกบ้างหรือไม่?"
ถาวจวินหลันได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ เงยหน้ามองหลี่ว์หลิ่วอยู่ครู่หนึ่ง แล้วน้ำเสียงก็แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย "เจ้าอยากเป็นพระสนมหรือ?"
หลี่ว์หลิ่วพยักหน้า แล้วเอามือเท้าคางพลางพูดว่า "เป็นพระสนมไม่ดีตรงไหนกัน? ไม่ต้องไว้หน้าใคร ทั้งยังสูงส่ง อยากได้อะไรก็ต้องได้ คนที่บ้านเองก็ได้รับผลประโยชน์ไปด้วย อย่างไรก็ดีกว่าตอนนี้ ช่วงนี้ซุนกูกูยิ่งเข้มงวดขึ้นอีกแล้ว เดือนนี้ข้าถูกสั่งสอนไปตั้งสามครั้งแล้ว" พูดไปก็กัดฟันกรอดๆ ไป "หากข้ามีวันนั้นล่ะก็ ข้าจะทำให้พวกที่รังแกข้ามันอยู่กันไม่เป็นสุขเลยทีเดียว!"
ถาวจวินหลันเห็นหลี่ว์หลิ่วมีท่าทีแบบนี้แล้ว ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร นางอยากบอกกับหลี่ว์หลิ่วว่า อันที่จริงการได้ดิบได้ดีนั้น ไม่ใช่ว่าอยากได้อะไรก็จะได้ตามใจ กลับกันจะต้องถูกกฎระเบียบต่างๆ รัดตัวไว้แน่น แต่ละวันจะผ่านไปอย่างลำบากกว่าในตอนนี้เป็นแน่
ทว่าคำพูดพวกนี้ นางได้แต่เก็บไว้ในใจไม่พูดออกมา
ช่างเถอะ ให้นางฝันสักหน่อยก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ถาวจวินหลันบอกกับตัวเองเช่นนั้นเหมือนกัน ถึงอย่างไรพวกนางก็เป็นคนของหน่วยงานซักล้าง ไม่น่าจะมีโอกาสได้รับเลือกแน่นอน
ไม่เพียงแต่หลี่ว์หลิ่ว ฉ่ายยวนเองก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน
มีแค่เหวินซิ่งเพียงคนเดียวที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกวันยังคงพูดคุยหัวเราะคิกคักกับถาวซินหลัน ดูแล้วไม่ได้มีความคิดพวกนี้อยู่เลย
นี่เป็นเรื่องดี ถาวจวินหลันรู้สึกเช่นนี้จากใจจริง
การคัดเลือกนางสนมนั้นจะมีหน่วยงานคัดเลือกโดยเฉพาะ วันนี้มีขันทีอาวุโสมาที่หน่วยงานซักล้าง หลังจากพูดกับซุนกูกูไม่กี่ประโยค นางกำนัลอาวุโสซุนก็ให้พวกนางหยุดงานในมือ แล้วเรียงกันเป็นแถวให้ขันทีอาวุโสดูทีละคน
แน่นอนว่า คนที่อยู่หัวแถวนั้นเป็นคนที่นางกำนัลอาวุโสซุนชอบ ถึงอย่างไรจำนวนก็มีจำกัด ยิ่งได้อยู่แถวหน้าเท่าไรก็ยิ่งได้รับเลือกง่ายขึ้นเท่านั้น
ถาวจวินหลันลากถาวซินหลันมา แล้วแอบกระซิบกับซุนกูกูถึงฐานะของพวกนาง
นางกำนัลอาวุโสซุนขมวดคิ้วแล้วโบกมือ "เป็นอย่างนี้เองหรือ งั้นพวกเจ้ากลับไปทำงานของพวกเจ้าก่อนเถอะ"
ถาวจวินหลันรับคำ แล้วรีบเดินไปโดยไม่หันหลังกลับมาอีก
เพียงแต่ตอนที่กำลังทำงานอยู่นั้น นางกลับจิตใจเหม่อลอย อยู่ร่วมห้องเดียวกันมานานขนาดนี้แล้ว จะไม่ให้นางกังวลใจแทนคนที่อยู่ห้องเดียวกันกับนางได้อย่างไร
ถาวซินหลันอายุยังน้อย จึงรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก ไปแอบดูการคัดเลือกนางสนม จากนั้นก็รีบวิ่งกลับมาบอกนางว่ามีใครได้รับเลือกไปแล้วบ้าง
สุดท้ายเพียงแค่หน่วยงานซักล้างหน่วยงานเดียว ก็มีนางกำนัลถูกเลือกไปถึงแปดคนแล้ว จำนวนนี้ทำให้ถาวจวินหลันถึงกับอ้าปาก ขนาดหน่วยงานซักล้างยังถูกเลือกไปตั้งแปดคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหน่วยงานอื่นเลย กลัวว่าสุดท้ายแล้วคนที่ได้รับเลือกในขั้นแรก จะมีถึงหลายร้อยกว่าคน หลังจากคัดจนเหลือแต่คนที่โดดเด่นแล้ว อย่างไรก็น่าจะเหลือสิบกว่าคนได้ล่ะมั้ง?
"พี่หลี่ว์หลิ่วและพี่ฉ่ายยวนได้รับเลือกแล้ว" ถาวซินหลันแอบมากระซิบบอกนาง
ถาวจวินหลันตกใจ "ได้รับเลือกแล้วหรือ?" จากนั้นก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรให้น่าแปลกใจสักหน่อย ความงามของหลี่ว์หลิ่วและฉ่ายยวนนั้น ที่จริงแล้วอยู่ในหน่วยงานซักล้างนี้ ก็นับว่าโดดเด่นเลยทีเดียว จะได้รับเลือกก็ไม่น่าแปลกอะไร อีกทั้งในครั้งนี้น่าจะเป็นการเลือกแบบคร่าวๆ ไม่ได้คัดเลือกให้ละเอียด เงื่อนไขก็ไม่ได้มากนัก ได้รับเลือกนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ที่ยากก็เกรงว่าจะเป็นด่านสุดท้าย
เพียงแต่ในใจนางนั้นไม่ได้หวังให้หลี่ว์หลิ่วกับฉ่ายยวนได้รับเลือกเท่าไร ทว่านี่ก็เป็นเพียงความเห็นแก่ตัวของนางเอง เกรงว่าจริงๆ แล้วหลี่ว์หลิ่วและฉ่านยวนนั้นจะดีใจเอาเสียมากกว่า
หลังจากเงียบอยู่พักใหญ่ ถาวจวินหลันได้เพียงแต่ถอนใจแล้วซักผ้าต่อ อันที่จริงเรื่องพวกนี้นางก็ไปยุ่งไม่ได้ จะมัวเป็นห่วงให้มันได้อะไรขึ้นมา?
ตอนที่หลี่ว์หลิ่วและฉ่ายยวนกลับมาที่ห้องนั้น ต่างก็มีท่าทียินดีเป็นอย่างมาก
พอเห็นถาวจวินหลัน หลี่ว์หลิ่วก็รีบเข้ามาเกาะแขนไว้ ยิ้มหัวเราะคิกคักและบอกนางว่า "จวินหลัน ข้าได้รับเลือกแล้ว"
ถาวจวินหลันได้เพียงแต่แสดงความยินดี
ทว่าในใจนางนั้นกลับไม่ได้ดีใจแทนหลี่ว์หลิ่วเลย กลับกันรู้สึกว่า หนักใจอยู่บ้าง กลัวว่าทางต่อไปข้างหน้านั้น คงจะไม่ง่ายดายเท่าไรนัก?
ฉ่ายยวนที่อยู่ตรงนั้นก็พูดแทรกขึ้นมาว่า "มีอะไรน่าอวดกัน นี่เป็นเพียงแค่ด่านแรก ต่อไปยังไม่รู้จะได้รับเลือกหรือไม่"
ความดีใจของหลี่ว์หลิ่วหายไปในชั่วขณะ แล้วยิ้มอย่างฝืนๆ "อย่างไรก็นับได้ว่ายังมีโอกาส"
ฉ่ายยวนเหลือบมองถาวจวินหลัน แล้วจึงพูดอย่างหมดความอดทนว่า "พอเถอะ ไม่ต้องพูดเรื่องพวกนี้ให้รำคาญใจแล้ว"
หลี่ว์หลิ่วมองฉ่ายยวนอย่างขุ่นเคือง "อยู่ดีๆ เจ้ามาโมโหข้าเรื่องอะไรกัน?"
ฉ่านยวนไม่พูดอะไรอีก ทว่าถึงอย่างไรบรรยากาศในห้องก็เสียไปแล้ว ไม่มีใครอยากพูดเรื่องอะไรอีก ต่างคนต่างแยกกันไปทำเรื่องของตัวเอง
หลี่ว์หลิ่วและฉ่ายยวนได้รับเลือกแล้ว จึงได้รับอนุญาตให้ไม่ต้องทำงาน แล้วให้เตรียมตัวเพื่อการคัดเลือกครั้งต่อไป ดังนั้นจึงอยู่แต่ในห้องพัก
ถาวจวินหลันเดินออกมาได้ไม่ไกล อยู่ดีๆ ก็รู้สึกช่วงล่างร้อนวูบ นางรีบหมุนตัวเดินกลับไป รอบเดือนของนางมาแล้ว
เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตู ยังไม่ทันจะได้ผลักประตูเข้าไปก็ได้ยินเสียงของฉ่ายยวน "เจ้าดูท่าทางผิดหวังของนางไม่ออกหรือ? พ่อของนางนั้นเป็นนักโทษ ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่มีวันได้เงยหน้าอ้าปาก ทำไมเจ้ายังจะต้องไปโอ้อวดต่อหน้านางอีกเล่า?"
ถาวจวินหลันตกตะลึง นางรู้ได้ในทันทีว่าคนที่ฉ่ายยวนพูดถึงนั้นเป็นใคร คิดถึงความหมายที่ฉ่ายยวนพูดนั้น นางก็รู้สึกอบอุ่นในใจ และรู้สึกว่าที่ผ่านมามองฉ่ายยวนผิดไปจริงๆ ฉ่ายยวนดูเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก ทว่ากลับเป็นคนจิตใจดี
หลี่ว์หลิ่วได้ยินฉ่ายยวนพูดเช่นนั้นก็รู้สึกตัว จึงรู้สึกผิดขึ้นมาทันที "โทษข้าเถอะ พอดีใจแล้วก็ลืมทุกอย่างไปหมด"
ฉ่ายยวนพูดออกมาอีกไม่กี่ประโยค
เมื่อพวกนางเลิกพูดเรื่องนี้แล้ว ถาวจวินหลันจึงแอบย่องเดินออกไปไกลๆ แล้วค่อยเดินกลับมาด้วยเสียงที่ดัง ทำท่าทางร้อนรนและผลักประตูเข้าไป "เร็วเข้า รีบดูให้ข้าหน่อย กระโปรงข้ามีตรงไหนเปื้อนหรือไม่"