บุปผาพรางใจ

บุปผาพรางใจ: บทที่ 10 สิ่งหายากกมากกว่าอัจฉริยะ ตอนที่ 10

#10บทที่ 10 สิ่งหายากกมากกว่าอัจฉริยะ

บทที่ 10 สิ่งที่หายากมากกว่าอัจฉริยะ

ผู้ที่พูดนั้นมีใบหน้าที่งดงามราวหยกที่เกลี้ยงเกลา หางคิ้วยาวจรดจอนผม มีหนวดยาว*ห้าหลิว ดูเหมือนเซียนผู้มีพลังดั่งรูปวาด ทำให้ผู้คนแค่พบเห็นก็ต่างเคารพนับถือ

เขาแซ่เจิ้ง ชื่อฉวน เป็นหนึ่งในบรรดาอาวุโสของฝ่ายต่างๆ ฐานะไม่ใช่เล็กๆ เมื่อเขาพูดขึ้นทุกคนก็หันเหความสนใจไปที่คนที่เขาหมายถึงทันที

คนที่เขาชี้มานั้นคือจูจู ตั้งแต่เข้ามาในตำหนักเขาก็เอาแต่จ้องมองจูจูพลางครุ่นคิด ไม่ได้มองแม้กระทั่งอัจฉริยะอย่างอิ๋นจื่อจาง

อิ๋นจื่อจางใจเต้นพลางบีบแขนของนาง จูจูจึงพูดขึ้นมาอย่างซื่อตรงทันทีว่า “ข้าชื่อจูจู เอ่อ น่าจะอายุสิบสี่ปีแล้ว”

ทำไมต้องน่าจะ?

เจิ้งฉวนฉีกยิ้ม รอยยิ้มของเขาน่ามองเหมือนดั่งพระจันทร์ ดูเหมือนจะนำความภาคภูมิใจมาให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมด และดูเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจของจูจูรู้สึกว่าหนาวเย็นอย่างยากที่จะเข้าใจและรู้สึกคุ้นเคยกับรอยยิ้มนี้อย่างบอกไม่ถูก

“เจ้าสำนักท่านไม่สู้ลองดูเด็กผู้หญิงคนนี้เสียหน่อย นางอาจจะเป็นบุคคลที่หาได้ยากกมากกว่าเด็กหนุ่มคนนี้หลายเท่าก็ได้” เจิ้งฉวนพูดคลุมเครือ

ปกติแล้วเจิ้งฉวนมักจะไม่ค่อยพูดอะไร คำพูดของเขานั้นถือว่ามีความน่าเชื่อถือ เหล่าอาวุโสที่เหลือได้ยินเข้าก็ตกใจไปชั่วขณะ ฝูอวี้รีบยื่นมือไปจับที่ข้อมือของจูจูเตรียมที่จะปล่อยพลังผ่านข้อมือของนางเพื่อดูรากวิญญาณพื้นฐานของนาง

ฝูอวี้รวบรวมพลังปราณทั้งหมดให้ไหลมารวมกัน แต่เมื่อสัมผัสไปที่จุดชีพจรของนางก็ถูกดีดกลับออกมาในทันที ฝูอวี้ตกตะลึง และรวบรวมพลังปราณที่มากขึ้นส่งกลับไปอีกครั้ง ผลลัพธ์ก็คือพลังค่อยๆโดนตีกลับอีกครั้ง

“เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร? ! “ฝูอวี้อดตกตะลึงไม่ได้

“เป็นอย่างไร?” ไม่เพียงแค่ฝูอวี้ เหล่าอาวุโสต่างๆ ก็ประหลาดใจ ค่อยๆ ทยอยมาลองจับที่ข้อมือของจูจูเพื่อทดลองบ้าง ผ่านไปสี่คน สีหน้าก็ยิ่งประหลาดใจกันมากยิ่งขึ้น

“ประหลาด ประหลาดมาก!” ฝูอวี้ถอนหายใจพลางพูด

ภายในใจของอิ๋นจื่อจางรู้สึกยินดี เขาบอกแล้วใช่ไหม จูจูที่ถูกท่านยายลึกลับเลี้ยงดูมาอย่างของล้ำค่าจะเป็นเพียงเด็กหญิงธรรมดาที่ไม่มีรากวิญญาณได้อย่างไร?

ตั้งแต่จำความได้นางมักจะถูกคนพูดว่าเด็กบ้านนอกอัปลักษณ์เท่านั้น ไม่มีใครพูดว่านางประหลาด ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทั้งตื่นเต้นและดีใจ ถึงแม้นางจะหน้าตาไม่ได้ดีมาก แต่นางก็รู้ตัวว่าตัวเองมีอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น!

ยังไม่ทันที่ทั้งสองคนจะดีใจเสร็จก็ถูกเหล่าอาวุโสทำลายความดีใจจนหมด

“จะเป็นชีพจรหินได้อย่างไร? ในโลกนี้มีคนแปลกๆ แบบนี้ด้วยหรือ!”

“นึกว่าเจออัจฉริยะอีกคนซะอีก ที่ไหนได้ก็แค่คนไร้ประโยชน์!”

“คนไร้ประโยชน์ก็เจอมาแล้ว แต่ไร้ประโยชน์สุดๆ แบบนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต!”

“โชคร้าย โชคร้าย ไม่ใช่ว่าคนที่ชีพจรหิน หมื่นปีจะมีสักคนหรือ?”

“ท่านอาจารย์เจิ้ง สายตาแหลมคม แต่ก็ไม่ควรจะล้อเล่นกับพวกข้าแบบนี้สิ ทำให้พวกเราดีใจเก้อ”

เจ้าสำนักฝูอวี้และอาวุโสระดับเจี๋ยตันทั้งสี่คน ต่างพูดกันคนละประโยค และมองไปที่จูจูราวกับเป็นของหายาก…ตัวประหลาด

อิ๋นจื่อจางอดไม่ได้ที่จะถาม “เจ้าสำนัก ชีพจรหินหมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?”

ฝูอวี้รู้สึกพอใจในการมีความอดทนของผู้ที่จะกลายเป็นยอดฝีมือในอนาคต พลางอธิบายให้ฟัง “ชีพจรหินก็หมายความว่าชีพจรแข็งดั่งหิน พลังลมปราณไม่มีทางไหลเวียนได้ แบบนี้จะฝึกฝนได้อย่างไร? คนที่ไม่มีรากวิญญาณ กินยารากวิญญาณเพื่อเพิ่มวิชา ก็ยังพอมีหวังได้บ้าง แต่ชีพจรหิน…เป็นคนที่ฟ้าบันดาลให้ไม่สามารถฝึกพลังได้ ข้ายังเคยแต่ได้ยินมา ไม่คิดว่าวันนี้จะมาพบด้วยตัวเอง”

ฝูอวี้ส่ายหน้าไปมา กวักมือเรียกจินว่านเลี่ยงพลางพูดว่า : “พาเด็กคนนี้ออกไป”

จูจูฟังไม่เข้าใจว่าพวกเขาพูดถึงเรื่องอะไร แต่เรื่องที่จะจับนางออกไปนั้นนางฟังรู้เรื่อง ชั่วขณะนั้นนางรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที ในโลกข้างนอกนางไม่มีญาติอีกแล้ว จึงถูกอิ๋นจื่อจางพามาที่นี่ แต่ตอนนี้ที่นี่ก็ไม่ต้องการนาง แม้แต่ทางกลับบ้านนางยังไม่รู้เลย!

อิ๋นจื่อจางยื่นมืออกมาจับนางไว้ โดยไม่สนใจถึงมารยาทพลางเงยหน้าขึ้นไปพูดกับฝูอวี้ “จูจูจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!”

ฝูอวี้ได้ยินแล้วก็ไม่ได้รู้สึกโกรธ เขาแค่ขมวดคิ้วพลางพูดว่า “นางไม่มีทางฝึกฝนพลังได้ อยู่ที่นี่ไปก็ไร้ประโยชน์”

อิ๋นจื่อจางหลอกล่อให้นางมาที่นี่อย่างยากลำบาก จะยอมให้คนพานางออกไปได้อย่างไร? แล้วเขายังเคยรับปากยายของนางเอาไว้ว่าจะดูแลนางให้ดี จะผิดคำสัญญาได้ยังไง?

ขณะที่เขาจะเปิดปากพูด เจิ้งฉวนที่เงียบไปพักใหญ่ก็พูดขึ้นมาอย่างสบายๆ ว่า “ใครบอกว่านางไม่มีทางฝึกพลังได้? ท่านโหยวก็ไม่ใช่คนที่มีชีพจรหินหรือ?”

โหยวเชียนเริ่นฟังแล้วก็ตอบด้วยเสียงเย็นๆ ว่า “อาวุโสเจิ้งไม่ต้องมาเยาะเย้ยข้า ชีพจรของข้าห่างไกลจากชีพจรหินนัก”

ฝูอวี้เห็นอิ๋นจื่อจางจ้องมาที่ตน ก็ถอนหายใจพลางพูดว่า : “ชีพจรจะแข็งขึ้นตามระดับของพลัง และจะสามารถจุพลังปราณได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองช่วยส่งเสริมพลังให้แก่กัน พอฝึกมาถึงระดับหยวนอิงสูงสุดแล้ว ชีพจรก็จะเปลี่ยนเป็นแข็งดั่งหิน พลังภายนอกยากที่จะทำลายได้และพลังลมปราณภายในก็รวมตัวไหลเวียนได้อย่างไม่ติดขัด แต่ถ้าหากว่ามีชีพจรแข็งดั่งหินตั้งแต่เกิด การดูดซึมพลังปราณเข้าไปเป็นเรื่องที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้ มันจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการฝึก”

อิ๋นจื่อจางเป็นคนฉลาดมาก เขาคิดทบทวนไปมาแล้วก็เข้าใจความหมายของฝูอวี้ ปัญหาของจูจูไม่ใช่ชีพจรไม่ดี แต่ชีพจรที่ฟ้าประทานมาให้คือชีพจรของผู้บำเพ็ญระดับหยวนอิงสูงสุด เป็นเพราะนางไม่มีตบะบำเพ็ญที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงเป็นเหตุทำให้นางไม่มีหนทางในการฝึกพลัง

“ถ้าเป็นปรมาจารย์ระดับหยวนอิงสูงสุดใช้พลังบีบพลังปราณใส่เข้าไปในตัวนางล่ะ? นั่นหมายความนางมีโอกาสที่จะฝึกฝนได้ใช่หรือไม่?” อิ๋นจื่อจางขมวดคิ้วพลางถาม

ฝูอวี้อึ้งไป ยิ้มพลางพูดว่า “ก็อาจจะได้ แต่การฝึกฝนจำเป็นต้องให้พลังปราณเข้าไปในตัวนางอย่างต่อเนื่อง นี่เท่ากับว่าต้องให้ผู้บำเพ็ญระดับหยวนอิงสูงสุดทุ่มเทแรงกายแรงใจมหาศาลเพื่อช่วยคนธรรมดาฝึกบำเพ็ญตั้งแต่ขั้นฝึกฝน ถ้าหากว่าเป็นระดับจู้จีเจี๋ยตันก็ยิ่งยากเข้าไปอีก แม้แต่เป็นญาติสนิทกัน ก็ยังไม่มีใครยอมทำแบบนี้เลย”

ปากของฝูอวี้ปฎิเสธอิ๋นจื่อจาง แต่ในใจกลับรู้สึกพอใจกับความฉลาดของเขา

เรื่องก็เป็นแบบนี้แล้ว อิ๋นจื่อจางรู้ว่าการที่จูจูจะเข้าไปในสำนักญาณศักดิ์สิทธิ์ได้ต้องคิดหาว่าวิธีอื่น ตอนที่เขากำลังคิดจะให้จูจูอยู่ที่นี่โดยใช้ฐานะผู้ติดตามของเขานั้น เจิ้งฉวนก็พูดขึ้นว่า “ให้เด็กคนนี้เป็นศิษย์ของข้าก็แล้วกัน! รับอัจฉริยะมาแล้วมีอะไรยอดเยี่ยมกัน? สู้ทำให้คนที่ไร้ค่ากลายเป็นอัจฉริยะได้สิ ถึงจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถของข้า”

ผู้คนที่อยู่ในตำหนักหน้าเปลี่ยนสี ไม่รู้ว่าวันนี้เจิ้งฉวนเกิดบ้าอะไรขึ้นมา ปกติแม้แต่เด็กที่ใช้ยาฝึกฝนก็ยังไม่ยอมรับ แต่นี่กลับอยากรับลูกศิษย์ด้วยตัวเอง แถมยังเป็นลูกศิษย์ที่ไร้ค่าขนาดนี้

โหยวเชียนเริ่นพูดอย่างโกรธๆ ว่า : “เจ้าต้องการเด็กคนนี้ แต่ข้าไม่ต้องการ!”

แต่ไหนแต่ไรมาสำนักญาณศักดิ์สิทธิ์นี้มีธรรมเนียม หลักการก็คือลูกศิษย์ของทุกหุบเขาก็คือศิษย์ของหัวหน้าหุบเขาทุกคน การที่เจิ้งฉวนรับจูจูมาเป็นลูกศิษย์ ก็หมายความว่าโหยวเชียนเริ่นจะต้องกลายเป็นอาจารย์ของจูจูไปโดยปริยาย

โหยวเชียนเริ่นเป็นคนหยิ่งทะนง มาตรฐานในการรับลูกศิษย์ของเขาสูงมาก จะยอมรับคนไร้ค่าอย่างจูจูได้อย่างไร?

เจิ้งฉวนเก็บความโกรธไว้ในใจ ยิ้มพลางพูดว่า : “ข้าก็ไม่คิดว่าการที่ข้าจะมีลูกศิษย์เพิ่มสักคน จะเป็นการเอาเปรียบอาจารย์ที่ไร้ความสามารถหรอกนะ”

*หนวดยาวห้าหลิว คือมีหางคิ้วสองข้าง หนวดข้างริมฝีปาก และเคราที่คาง รวมเป็นห้าจุด

devc-88b8c9ff-33080บุปผาพรางใจ: บทที่ 10 สิ่งหายากกมากกว่าอัจฉริยะ ตอนที่ 10