บุปผาพรางใจ

บุปผาพรางใจ: บทที่ 30 รอจังหวะแก้แค้น ตอนที่ 30

#30บทที่ 30 รอจังหวะแก้แค้น

บทที่ 30 รอจังหวะแก้แค้น

เพียงไม่กี่อึดใจ อิ๋นจื่อจางก็ได้รับชัยชนะ!

ด้านล่างของเวทีมีคนนอนอยู่สองคน ด้านบนก็มีอีกสองคน และยังมีอีกหนึ่งคนที่ใช้อาคมไฟในการปล่อยมังกรไฟ เขาสูญเสียปราณวิญญาณไปเยอะมาก ตัวของเขาเอนไปเอนมาแล้วล้มลงไปนั่งอยู่กับพื้น ท่าทางจะล้มลงไปทุกเมื่อ

ทั้งสนามนั้นเงียบกริบ ทุกคนต่างตกตะลึงมองไปยังผู้ที่สยบพวกเขาได้อย่างขาดลอย จนลืมแม้กระทั่งการตอบสนอง

ผ่านไปสักพัก ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ส่งเสียงชื่นชมออกมาเสียงดังเป็นคนแรก แต่หลังจากนั้นทั้งสนามก็มีแต่เสียงโห่ร้องยินดี

สำหรับศิษย์ใหม่แล้วมีเพื่อนร่วมรุ่นที่ทั้งแข็งแกร่งกล้าหาญไร้เทียมทานอย่างอิ๋นจื่อจางก็ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นเกียรติมาก ศิษย์เก่าไม่น้อยที่เห็นความสามารถของอิ๋นจื่อจางก็ส่งเสียงโห่ร้องดีใจแล้วก็อดไม่ได้ที่จะละอายใจ เขาเพิ่งเข้ามาได้หนึ่งเดือน อายุก็ยังไม่ถึงยี่สิบปีแต่มีพลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้นี่มันสุดยอดจริงๆ

มิน่าล่ะถึงเข้าตาปรมาจารย์หยวนอิงและรับเขาเข้าเป็นศิษย์เอก

ลูกศิษย์ของหุบเขาโอวหยวนเห็นปอเย่าเหลียนและคนอื่นๆ พ่ายแพ้อย่างหมดรูปต่างก็หน้าเสียไปตามๆ กัน ลูกศิษย์สองสามคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขามาตลอดต่างก็รีบพาพวกเขาไปรักษา โชคดีที่ถึงแม้ว่าสภาพของพวกเขาจะดูน่าอนาถแต่บาดแผลเป็นแค่บาดแผลภายนอก มีบาดแผลภายในแค่นิดหน่อยพักฟื้นไม่กี่วันก็หาย

สองคนในนั้นถึงแม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บแต่ยังมีสติอยู่แต่พวกเขารู้สึกขายหน้าเลยแกล้งทำเป็นหมดสติไป

แต่เดิมพวกเขาก็ถูกตำหนิว่าอ่อนแอและชอบใช้คนหมู่มากรุมคนอื่นอยู่แล้วจึงคิดอยากจะออกหน้าระบายแค้นแทนผู้อาวุโสซูจิง เผื่อว่าท่านจะสนใจพวกเขาบ้าง คิดไม่ถึงว่าจะทำไม่สำเร็จ แต่กลับต้องขายหน้าต่อหน้าคนมากมาย ได้รับบาดเจ็บและเสียหน้าก็ช่างเถอะแต่กลัวว่ากลับไปแล้วต้องไปโดนผู้อาวุโสและคนที่เกี่ยวข้องด่าว่าด้วยความโกรธนี่สิ หน้าก็ไม่ได้แถมยังต้องมาเสียหน้าอีก

การต่อสู้เมื่อครู่นี้อิ๋นจื่อจางได้ทุ่มเทกำลังสุดความสามารถที่มี พลังทั้งหมดของร่างกายถูกนำออกมาใช้ในเวลาเพียงสั้นๆ ที่จริงแล้วก็ไม่ได้น้อยไปกว่าผู้ที่ถูกซัดกระเด็นจนลอยไปสักเท่าไหร่ แต่เพียงเพราะความหยิ่งทะนงจึงทำให้เขายังยืนหยัดอยู่ได้

เขาหลับตาลงพลางค่อยๆ สูดหายใจเข้าอย่างช้าๆ พลังของเขาจึงค่อยๆ รวมตัวกันที่จุดตันเถียนใหม่อีกครั้ง ร่างกายจึงรู้สึกได้ว่าเริ่มกลับมาฟื้นฟูอีกครั้ง จากที่เผยกู่เคยพูดคือการที่เขากินอาหารเทพบ่อยๆ นั้นจะทำให้พลังในการฟื้นฟูร่างกายของเขาไวกว่าคนอื่น

เมื่อลืมตาขึ้นเขามองลงไปด้านล่างเวที ที่ซึ่งมีผู้คนมากมายโห่ร้องแสดงความยินดี จูจูก็ยืนตกตะลึงอยู่ในคนกลุ่มนั้น ท่าทางของนางทั้งตกใจและอึ้ง ซึ่งไม่ใกล้เคียงกับคำว่าสวยเลยสักนิด แต่ก็กลับทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายลง

ผู้ตัดสินที่อยู่ด้านล่างเวทีได้สติกลับคืนมา ชี้ไปที่อิ๋นจื่อจางอย่างตกตะลึงพลางพูดว่า “เจ้า เจ้าเป็นผู้ฝึกพลัง…ระดับเก้า?”

อิ๋นจื่อจางพยักหน้า รอบข้างก็มีเสียงสูดลมหายใจดังขึ้นมาอีกระลอกนึง

ตอนแรกเขาเป็นผู้ฝึกพลังระดับเจ็ด ในสายตาของคนอื่นถือว่าโดดเด่นมากแล้ว ตอนนี้ยังใช้เวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งเดือนก็สามารถทะลวงระดับพลังมาเป็นระดับเก้าได้ นี่มันความเร็วอะไรกันนี่!

ถ้าหากไม่ใช่ว่าเจ้าสำนักเป็นคนทดสอบพลังของเขาด้วยตนเองก่อนที่จะรับเข้าสำนักนั้น คนอื่นคงไม่เชื่อคิดว่าเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ

ก็ไม่สามารถโทษว่าคนของหุบเขาโอวหยวนประมาทได้ จริงๆ แล้วไม่มีใครคิดถึงว่า เขาจะใช้ความเร็วระดับนี้ในการพัฒนาพลัง และเมื่อครู่คู่ต่อสู้ของเขาก็ถูกจัดการจนเรียบ ถึงแม้ว่าจะคาดไม่ถึง แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าพลังของเขาแข็งแกร่งจริงๆ

ผู้ตัดสินทั้งสองสังเกตอิ๋นจื่อจางอย่างละเอียด แล้วมองสบตากันด้วยสายตาที่แฝงความนัยบางอย่าง ศิษย์ใหม่คนนี้จงใจใช้อาวุธวิเศษบางอย่างซ่อนเร้นพลังที่แท้จริงของตัวเอง ทำให้คนของหุบเขาโอวหยวนประเมินความสามารถของเขาผิดไป

ท่านปรมาจารย์หยวนอิงของเรานี่สายตาเฉียบแหลมจริงๆ อิ๋นจื่อจางไม่เพียงมีความสามารถในการเรียนรู้ไว ยังมีความกล้าหาญ เจ้าแผนการ ใจเย็น ฉลาดหลักแหลม อนาคตของเขาต้องไร้ขีดจำกัดเป็นแน่

พวกเขาก็มองออกว่าตอนนี้อิ๋นจื่อจางแข็งแกร่งมาก จึงเป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะผูกสัมพันธ์ด้วย ดังนั้นเขาจึงเป็นฝ่ายพูดกับอิ๋นจื่อจางก่อนว่า “ศิษย์น้องไปที่ห้องสมาธิที่อยู่ด้านหลังแล้วทำสมาธิเสียหน่อยเถอะ ข้ามีคำถามหลายอย่างอยากให้ชี้แนะ”

อิ๋นจื่อจางไม่ได้โง่ ก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งสองได้ออกตัวพูดเพื่อปกป้องเขา ตอนนี้ยังชวนเขาไปที่ห้องสมาธิ จริงๆ แล้วไม่ใช่เพื่อจะไปขอคำชี้แนะอะไรมากมายหรอก เพียงแต่อยากให้เขาพักผ่อน เพื่อฟื้นพลัง เขาจึงพยักหน้าตอบรับ

จูจูใบหน้าฉีกยิ้มวิ่งเข้ามาพยุงและตามเขาไปที่ห้องสมาธิ พลางจงใจพูดไม่หยุดว่า “ศิษย์พี่ท่านเก่งมาก เมื่อครู่ข้ามองไม่ชัดว่าท่านจัดการพวกเขายังไง”

อิ๋นจื่อจางแห็นความกังวลที่อยู่ในดวงตาส่วนลึกของนาง จึงทิ้งน้ำหนักกว่าครึ่งไปบนร่างกายของนางอย่างเบาใจ ทั้งสองเดินมาถึงห้องและปิดประตูลง น้ำตาของนางก็ไหลลงมา พูดเสียงต่ำๆ ว่า “เจ้าเจ็บมากใช่ไหม? เจ้ายังมียาฟื้นฟูพลังอยู่หรือไม่?” นางรู้สึกได้ว่าอิ๋นจื่อจางอ่อนแอและไม่เหมือนปกติ

อิ๋นจื่อจางบังคับตัวเองให้เปิดแหวนจัดเก็บออกและนำขวดยาฟื้นฟูพลังออกมาอย่างยากลำบาก เป็นการแสดงเจตนาให้นางรู้ว่าช่วยป้อนเขาสักหนึ่งเม็ด หลังจากนั้นก็หลับตาลงทำสมาธิ

ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาที่เขาเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถที่จะหละหลวมการทำสมาธิได้ เขาจึงยอมเสียเวลาสักนิดเพื่อทำสมาธิ ผลลัพธ์จะดีกว่าปกติหลายเท่า นี่เป็นประสบการณ์ที่บันทึกอยู่ในคัมภีร์ที่อาจารย์โหยวเชียนเริ่นให้มา

ถึงแม้จะพูดแบบนั้นก็ตาม แต่ในสถานการณ์แบบนี้หาคนที่ยังสามารถยืนหยัดฝึกพลังได้ยากนัก ความล้าของร่างกาย ความว่างเปล่า และความเจ็บปวดทุกข์ทรมานสามารถทำลายความตั้งใจของคนได้

อิ๋นจื่อจางบังเอิญเป็นคนที่หายากคนนั้น เขาทนความลำบากได้อยู่พักหนึ่ง ประสิทธิภาพของยาก็ทำให้จุดตันเถียนที่ว่างเปล่าของเขาถูกเติมเต็มอีกครั้งอย่างรวดเร็ว พลังที่สดชื่นต่างไหลเวียนตามชีพจรของเขา รู้สึกเพียงว่าทั้งร่ายกายแช่อยู่ในน้ำพุที่สะอาดสดชื่นอย่างสบายอารมณ์ พลังในจุดตันเถียนดูเหมือนจะแข็งขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

เขาถอนหายใจยาว เมื่อเขาลืมตาขึ้น ห้องสมาธิที่เงียบประหนึ่งไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต จูจูนั่งสัปหงกอยู่ตรงประตูทางเข้า ถ้าหากว่ามีคนคิดจะเปิดประตูเข้ามา นางก็จะรู้ตัวทันที

เจ้าหมูโง่ตัวนี้คิดจะปกป้องเขาหรือ? อิ๋นจื่อจางขำน้อยๆ ยื่นมือออกไปบีบจมูกของนาง จูจูหายใจติดขัดถึงทำให้ลืมตาขึ้นมาอย่างสะลืมสะลือ พอเห็นชัดว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าคือใครก็ยิ้มอย่างดีใจพลางพูดว่า “เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม?”

อิ๋นจื่อจางดึงนางให้ลุกขึ้น พลางพูดว่า “เจ้าหมู่โง่ ข้าจะเป็นอะไรไปได้หรือ? เราไปลาศิษย์พี่สองคนนั้นกันเถอะ แล้วเราก็ควรจะไปรายงานตัวที่หุบเขาอิงปั้งได้แล้ว”

ผู้ตัดสินระดับจู้จีสองคนนั้น คนหนึ่งชื่อว่าไช่หยุน อีกคนชื่อว่าโหยวมี่ ต่างเป็นคนที่อิ๋นจื่อจางรู้สึกว่าเป็นมิตร ทั้งสองทำความรู้จักกัน แล้วยังมาส่งพวกเขาที่ด้านล่างของหุบเขาอิงปั้งด้วยตัวเอง ถึงจะจากไป

ตอนนี้พระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ทางเดินบนหุบเขาอิงปั้งจึงค่อนข้างลำบาก อิ๋นจื่อจางใช้แรงที่เหลืออยู่ของเขาแบกนางขึ้นไป ตามเส้นทางที่ไปถึงศาลาต้อนรับที่ไช่หยุนและโหยวมี่ชี้บอก

จูจูปีนขึ้นมาบนหลังเขา ทันใดนั้นก็พูดเสียงต่ำๆ ว่า “เจ้าชอบด่าข้าว่าหมูโง่ จริงๆ แล้วเจ้านั่นแหละโง่” พูดไปก็ทำท่ารัดเขาแน่นเหมือนปลาหมึก เพื่อไม่ให้เขาโยนนางลงกับพื้น

“เป็นเรื่องปกติที่หมูอย่างเจ้าจะไม่เข้าใจว่าต้องชื่นชมอัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาอย่างข้า” วันนี้อิ๋นจื่อจางได้จัดการลูกศิษย์ของหุบเขาโอวหยวนทั้งห้าไปจนเรียบ ทำให้จิตใจของเขารู้สึกมีความสุข จึงขี้เกียจจะถือสาการกระทำของจูจู

สองสามวันนี้จูจูทั้งกังวลและกลัว ในที่สุดเวลานี้เรื่องทุกอย่างก็จบลงแล้ว พอเห็นว่าอิ๋นจื่อจางไม่มีท่าทีโกรธอะไร ก็บ่นอย่างหมดเปลือกว่า “ซูหลิงนิสัยเกเร เจ้าแค่ขู่ให้นางกลัวสักหน่อยก็พอแล้ว แต่ยังลงมือทำร้ายนางด้วย แล้วพวกที่มาหาเรื่องในวันนี้ ถ้าเจ้าค่อยๆ จัดการไปทีละคนตัวเจ้าเองก็ไม่ต้องเจ็บตัวแล้ว แต่เจ้ากลับให้พวกเขาเข้ามาพร้อมกัน ถึงเจ้าจะแข็งแกร่งขนาดไหนแต่ก็ไม่ควรจะทำให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในอันตรายสิ”

devc-af530e87-33711บุปผาพรางใจ: บทที่ 30 รอจังหวะแก้แค้น ตอนที่ 30