บุปผาพรางใจ: บทที่ 16 อาจารย์ก็พึ่งไม่ได้ ตอนที่ 16
บทที่ 16 อาจารย์ก็พึ่งไม่ได้
ในใจของจูจูร้องว่า ซวยแล้ว ตาเฒ่าคนนี้นางพบเขาแล้วเมื่อวาน ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของหุบเขาโอวหยวนชื่อ ซูจิง เขามองนางด้วยสายตาเคียดแค้นแบบนี้ หรือว่าจะคิดแก้แค้นแทนซูหลิง?
จากที่อิ๋นจื่อจางบอกนางถึงระดับแต่ละระดับของที่นี่เมื่อเช้า ทำให้รู้ว่าตาเฒ่าผู้นี้อยู่ระดับเจี๋ยตัน ตบะต่ำกว่านี้ก็คือระดับจู้จี ส่วนอิ๋นจื่อจางนั้นยังห่างไกลจากระดับจู้จีอยู่มาก
ก็พูดได้ว่า เขาแข็งแกร่งกว่าอิ๋นจื่อจางเป็นอย่างมาก !
จูจูมองไปทางอาจารย์ของตนเจิ้งฉวน ระดับของเขาก็คือเจี๋ยตัน น่าจะสามารถต้านตาเฒ่านิสัยไม่ดีคนนี้ได้สิ? !
เจิ้งฉวนยืนอยู่ทางด้านซ้ายมือตำแหน่งไกลสุดจากเจ้าสำนัก ดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกได้ถึงดวงตาของจูจูที่จ้องมองมา เลยยิ้มสบายๆ กลับมาให้นาง จูจูรู้สึกได้ว่าในรอยยิ้มนั้นไม่มีความปรารถนาดีหรือการปลอบโยนอยู่เลยสักนิด แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกสนุกที่จะได้ดูละครฉากใหญ่
อาจารย์ไม่ชอบนางแถมยังไม่คิดจะช่วยนาง…จูจูอึ้งไปหลุบตาลงต่ำ
ตั้งแต่พบหน้ากันครั้งแรกเมื่อวานนี้ นางก็รู้สึกว่าอาจารย์ไม่ชอบนาง เพราะแววตาที่เขามองนางนั้นจะเต็มไปด้วยความลึกลับซับซ้อนมากมาย ท่านยายเคยบอกไว้ว่า ไม่มีความรักที่ไม่มีเหตุผล และก็ไม่มีความเกลียดชังอย่างไม่มีเหตุผลเช่นกัน ถึงแม้ว่านางจะรู้สึกว่ามีความรู้สึกคุ้นเคยกับอาจารย์แต่ในความทรงจำของนางนั้นไม่เคยรู้จักคนคนนี้
ทำไมเขาแสดงออกว่าไม่ชอบนางแต่กลับรับนางเข้าเป็นศิษย์? จูจูคิดยังไงก็คิดไม่ออก
คงได้แต่หวังว่าหัวหน้านิสัยไม่ดีคนนั้นจะไม่ลงมือเร็วเกินไปนัก อิ๋นจื่อจางรีบๆ เก่งขึ้นหน่อยเถอะ ไม่งั้นอนาคตของนางคงต้องมืดมนเป็นแน่
จูจูไม่ได้รู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน คนอย่างซูหลิง ถึงแม้ว่านางจะอดทนยังไงก็ไม่สามารถปฎิบัติต่อนางดีๆ ได้หรอก ยิ่งกลับจะรังแกนางมากกว่าเดิม เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้ ไม่สู้ฉีกหน้านางเสียตั้งแต่แรก กลับจะทำให้นางระมัดระวัง ไม่กล้าลงมือง่ายๆ
สำหรับเรื่องของซูจิง นางก็ยังไม่มีวิธีที่จะจัดการ เขาไม่คิดจะพูดถึงเหตุผล จะให้นางทำอย่างไร? ดูจากตอนนี้ ซูจิงคงยังไม่ลงมือจัดการนางและอิ๋นจื่อจางตอนนี้หรอก
จูจูรู้ดีว่านางโมโหไปก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อยู่ดี ก็เลยไม่คิดอะไรมาก
บนแท่นไท่เสวียน เจ้าสำนักฝูอวี้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของที่นี่ หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แนะนำเซียนระดับเจี๋ยตันหลายท่านที่อยู่ข้างกาย คนแรกคือหัวหน้าแห่งหุบเขาโอวหยวน ซูจิง ต่อมาคือ หัวหน้าหุบเขาเม่ยหย่วน จิงลี่ หัวหน้าหุบเขาไท่จู๋ หลิวหยวนถง หัวหน้าหุบเขากังปี่ เฉิงฟากู้ หัวหน้าหุบเขาอิงปั้ง เจิ้งฉวน
เจิ้งฉวนก็นับได้ว่าเป็นหัวหน้าหุบเขาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะเดิมทีหัวหน้าหุบเขาอิงปั้งคือโหยวเชียนเริ่น แต่หนึ่งร้อยปีก่อนเขาเลื่อนขึ้นเป็นปรมาจารย์ระดับหยวนอิงเพียงหนึ่งเดียวของสำนักญาณศักดิ์สิทธิ์ เพราะหุบเขาอิงปั้งยังมีภารกิจมากมายที่ต้องมีคนคอยดูแล ต่อมาเจิ้งฉวนซึ่งเป็นผู้อาวุโสของที่นั่น จึงได้รับภารกิจครึ่งนึงของหุบเขาไป ทั้งสองคนยุ่งมาก คนหนึ่งก็ยุ่งกับการฝึกพลัง รับลูกศิษย์ อีกคนก็ยุ่งอยู่กับการปรุงยา ทำให้หุบเขาอิงปั้งมีหัวหน้าสองคน
นอกจากยอดเขากลาง ฮุ่ยลู่ ที่เป็นที่พักอาศัยของเจ้าสำนักแล้ว เขาณาณศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมีหุบเขาใหญ่ๆ อีกห้าหุบเขา ดูจากความแข็งแกร่งแล้วแน่นอนว่าหุบเขาอิงปั้งของปรมาจารย์หยวนอิงนั้นแข็งแกร่งที่สุด แต่ถ้าดูจากจำนวนของลูกศิษย์แล้ว หุบเขาอิงปั้งกลับมีจำนวนลูกศิษย์น้อยที่สุด
การรับลูกศิษย์ของโหยวเชียนเริ่นคือยอมไม่มีดีกว่ามีมากแต่ไม่ได้มาตรฐาน ทุกวันนี้รับอิ๋นจื่อจางเข้ามาเพิ่มอีกคนก็มีศิษย์เอกเพียงแค่สี่คน ส่วนเจิ้งฉวนนั้นไม่มีศิษย์เอกแม้แต่คนเดียว ตามมาตรฐานที่สูงมากของพวกเขา แม้แต่ศิษย์สายในก็มีแค่ยี่สิบคน ศิษย์สายนอกมีแค่หนึ่งร้อยคน
เมื่อแนะนำมาถึงตรงนี้ ต่อไปเป็นการแนะนำตัวของศิษย์สายนอกสำนักที่โดดเด่น มีทั้งหมดสิบกว่าคนที่สามารถฝึกพลังจนถึงขั้นเก้า เมื่อถูกเรียกชื่อแต่ละคนก็มีสีหน้าหยิ่งทะนงก้าวออกมาข้างหน้าทำท่าคารวะทุกคนตามธรรมเนียม ถึงแม้พลังของพวกเขาจะไม่แข็งแกร่งเท่าระดับเจี๋ยตันที่อยู่บนเวที แต่ก็กลับทำให้ลูกศิษย์นับพันที่อยู่ข้างล่างเกรงกลัวได้
ประมุขฝูอวี้รอจนพวกเขาเดินกลับเข้าที่เรียบร้อยก็พูดขึ้นว่า “ในการรับลูกศิษย์ใหม่ของปีนี้ ผู้ที่มีความสามารถสูงก็มีไม่น้อย เช่นอิ๋นจื่อจางรากวิญญาณเดี่ยวธาตุน้ำแข็ง ปีนี้อายุสิบเก้าปี เป็นผู้ฝึกพลังขั้นที่เจ็ด และยังมีซูหลิง รากวิญญาณคู่ธาตุไฟและไม้ อายุสิบเอ็ดปี เป็นผู้ฝึกพลังระดับสี่ จิงจี๋เหรินรากวิญญาณสามรากธาตุ น้ำ ดิน ไฟ แต่อายุเพียงสิบเจ็ดปีก็ฝีกฝนสำเร็จกลายเป็นผู้ฝึกพลังระดับสี่ได้” ฝูอวี้ยังพูดถึงอีกสิบกว่าคน มีทั้งที่มีพรสวรรค์และความสามารถเหมือนอิ๋นจื่อจาง และมีทั้งคนที่ธรรมดาแต่หมั่นฝึกฝนและฝึกพลังมากกว่าคนอื่น
สุดท้ายก็สรุปว่า “ผู้ที่เป็นศิษย์พี่จงอย่าเย่อหยิ่งและหุนหันพลันแล่น อย่าถือว่าตัวเองใหญ่กว่า ที่เป็นศิษย์น้องก็ให้ดูพวกศิษย์พี่เป็นตัวอย่าง ตั้งใจฝึกฝน หลีกเลี่ยงการต่อสู้ ศิษย์ในสำนักห้ามไม่ให้มีการต่อสู้กันเองโดยเด็ดขาด”
ฝูอวี้พูดมาถึงคำว่า ‘หลีกเลี่ยงการต่อสู้’ ก็จงใจมองมาที่อิ๋นจื่อจาง แต่อิ๋นจื่อจางก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรไม่รู้ว่าฟังเข้าหูหรือไม่
“หนึ่งปีหลังจากนี้จะมีการประลองระหว่างศิษย์นอกสำนัก หวังว่าพวกเจ้าจะแสดงฝีมือของตนออกมาได้เป็นอย่างดี ตามกฎแล้วสิบคนแรกที่โดดเด่นที่สุดจะได้กลายเป็นศิษย์สายใน ได้รับยาจู้จีหนึ่งเม็ด และยังสามารถเลือกม้วนคัมภีร์เวทย์ลับระดับกลางที่อยากจะฝึกฝนได้ด้วยตัวเองอีกด้วย”
ตอนที่ฝูอวี้พูดถึงยาจู้จีนั้น พวกที่ระดับพลังต่ำนั้นต่างก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่สำหรับผู้ที่ระดับพลังขั้นที่เจ็ดขึ้นไป สายตาของพวกเขาต่างผุดแววตากระหายเลือดเหมือนหมาป่าที่หิวโซ ทำให้รู้ว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับยาจู้จีเป็นอย่างมาก
มีเพียงแค่อิ๋นจื่อจางที่ไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมา ในแหวนจัดเก็บองเขามียาจู้จีอยู่สามเม็ด แล้ว เขาเองก็เป็นศิษย์เอกของปรมาจารย์หยวนอิงแล้ว รางวัลของลูกศิษย์สายนอกไม่ได้ดึงดูดเขาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ถ้าหากว่าเขาแสดงออกแย่เกินไป จะต้องเป็นการไม่ไว้หน้าอาจารย์อย่างโหยวเชียนเริ่นแน่นอน
จูจูฟังที่เจ้าสำนักฝูอวี้พูด ก็เข้าใจความหมายการอบรมในวันนี้ทันที เป็นการกระตุ้นลูกศิษย์ใหม่ ถ้าหากไม่พยายามฝึกฝน ปีหน้าก็จะไม่มีโอกาสกลายเป็นหนึ่งในสิบได้ แล้วยังเป็นการแสดงให้ลูกศิษย์เห็นถึงพลังของสำนัก แค่ลูกศิษย์สายนอกที่มีพลังระดับเก้า ก็มีสิบกว่าคนแล้วเพราะฉะนั้นอย่าชะล่าใจ หมั่นฝึกฝนให้ดี
การบรรยายของประมุขนั้นยาวนานมาจนเกือบเที่ยงถึงสิ้นสุด ลูกศิษย์สายนอกต่างแยกย้าย ลูกศิษย์เก่าต่างกลับไปฝึกฝนพลังที่หุบเขา ลูกศิษย์ใหม่นั้นก็แบ่งกลุ่มมุ่งหน้าไปที่หอคัมภีร์ที่อยู่ใจกลางของหุบเขาเริ่มต้นเพื่อเลือกคัดลอกคัมภีร์เวทย์ระดับเริ่มต้นที่เหมาะสมกับตนเอง
จูจูและอิ๋นจื่อจางถูกพามาที่ห้องฝึกวิชาแค่สองคน ฝูอวี้นั่งขัดสมาธิรอพวกเขาอยู่
จูจูรู้ทันทีว่าเขาจะต้องพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นแน่ นางจึงแอบอยู่หลังอิ๋นจื่อจางโดยไม่รู้ตัว!
ฝูอวี้แอบขมวดคิ้วเงียบๆ เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเจิ้งฉวนจะต้องรับจูจูเข้าเป็นศิษย์เอก นี่ไม่ใช่การทำให้สำนักญาณศักดิ์สิทธิ์ต้องขายหน้าอย่างนั้นหรือ?
แต่เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เขาปรับสีหน้าเป็นเข้มงวดและพูดกับอิ๋นจื่อจางว่า “เจ้าน่าจะรู้ดีว่าเจ้าได้สร้างปัญหาใหญ่เข้าแล้ว?”
อิ๋นจื่อจางเม้มริมฝีปากไม่พูดอะไรออกมา
ฝูอวี้รู้สึกปวดหัว เด็กหนุ่มคนนี้คุณสมบัติสูงมาก แต่นิสัยก็ช่างยากจะคาดเดา เขายิ่งไม่มีกะจิตกะใจจะมาคาดเดาแล้ว จึงพูดไปตรงๆ ว่า “เมื่อคืนหัวหน้าหุบเขาซูจิงโกรธมาก เกือบจะให้ลูกศิษย์ของเขามาลงโทษเจ้า ข้าต้องพูดกล่อมเขาและเตือนถึงกฎสำนักอยู่นาน เขาถึงจะยอม ถึงแม้ว่าในกฎของสำนักจะห้ามต่อสู้กัน แต่มันก็มีการฝึกประลองจริงบนสนามของศิษย์สายในที่ระดับพลังเดียวกัน นั่นไม่ถือว่าเป็นการต่อสู้ รอเจ้าออกจากหุบเขาเริ่มต้น หัวหน้าหุบเขาโอวหยวนจะต้องส่งลูกศิษย์ผู้ฝึกพลังระดับเก้ามาท้าประลองกับเจ้าแน่นอน”