ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 3 ตอนที่ 3
ตอนที่ 3 คุณชาย คุณชาย (3)
นายบ่าวทั้งสองมองหลินหว่านหรงแล้วยิ้มขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เด็กรับใช้คนนั้นจดจ้องผมสั้นของหลินหว่านหรง ท่าทางเหมือนกำลังอยากจะหัวเราะแต่ไม่กล้าหัวเราะออกมา ใบหน้าน้อยๆ สะกดกลั้นจนขึ้นสีแดงก่ำ
หลินหว่านหรงย่อมรู้แน่ว่าเจ้าเด็กนี่กำลังหัวเราะเยาะผมสั้นของตัวเอง แต่พอเห็นคนเขามีหน้าตากระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักน่าชังก็ไม่อาจหักใจทนดูเขาทรมาน จึงโบกมือด้วยความใจกว้างครั้งหนึ่งแล้วพูดว่า “น้องชาย อยากหัวเราะก็หัวเราะเถอะ อย่ากลั้นจนตัวเองทรมานเลย”
ครั้นได้ยินหลินหว่านหรง หนึ่งไม่เรียกขานว่าคุณชาย สองไม่เรียกว่าสหาย คุณชายสะคราญโฉมผู้นั้นกลับรู้สึกคาดไม่ถึงอยู่บ้าง เด็กรับใช้หน้าสวยกลับมองหลินหว่านหรงแล้วเปล่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากออกมาปราศจากการสงวนท่าที
เสียงของเขากังวานและไพเราะ หลินหว่านหรงฟังดูแล้วเหมือนผู้หญิงมาก สตรีปลอมตัวเป็นชายเคยอ่านในนิยายมาก็มาก แต่เมื่อเขาพินิจพิเคราะห์หน้าอกของสองคนให้ดี ก็แบนราบเรียบ พอที่จะให้เครื่องบินแบบโบอิ้ง 777 และแอร์บัส A380 (ชื่อประเภทของเครื่องบินโดยสาร) แล่นขึ้นร่อนลงได้เลย ถ้าเป็นผู้หญิงหรือว่าจะเฉือนไอ้เจ้าสองก้อนนั้นทิ้งไปแล้ว หลินหว่านหรงย่อมไม่เชื่อเรื่องพรรค์นี้แน่ เอาเป็นว่าให้ถือพวกเขาเป็นผู้ชายไปชั่วคราวก่อนก็แล้วกัน
เพียงแต่เจ้าสองคนนี้ช่างสวยเสียเหลือเกิน หลินหว่านหรงยังรู้สึกไม่วางใจอยู่บ้าง หรือเจ้าสองคนนี้จะเป็นของนำเข้าจากประเทศไทย
แม้จะไม่รู้ว่าในยุคนี้มีประเทศไทยหรือไม่ แต่หลินหว่านหรงก็อดที่จะขนลุกขนพองไปทั้งตัวไม่ได้ ถอยหลังแล้วถอยหลังอีก จนเข้าใกล้ตลิ่งของทะเลสาบเสวียนอู่โดยไม่รู้ตัว
คุณชายสะคราญโฉมผู้นั้นเมื่อเห็นหลินหว่านหรงไม่พูดไม่จาอยู่นาน สายตาเคลื่อนอยู่บนเรือนร่างของพวกตนนายบ่าวทั้งสองอยู่ตลอด ใจจึงบังเกิดความหงุดหงิดโมโหอยู่หลายส่วน
ครั้นเห็นสีหน้ารังเกียจของหลินหว่านหรง คุณชายสะคราญโฉมกลับมีสีหน้าตะลึงงัน รีบพูดเสียงค่อยว่า “คุณชาย คุณชาย——”
เขาเรียกอยู่หลายครั้งหลินหว่านหรงถึงได้สติคืนกลับมา รีบเงยหน้าแล้วพูดว่า “พี่น้องมีเรื่องอันใดหรือ?” ถึงกระนั้นสายตากลับยังคงอยู่บนหน้าอกของคุณชายสะคราญโฉมผู้นี้โดยไม่รู้ตัว
ครั้นได้ยินหลินหว่านหรงเรียกขานเช่นนี้ เห็นชัดว่าคุณชายสะคราญโฉมไม่อาจปรับตัวได้ชั่วขณะ ขณะกำลังจะเอ่ยปากพูดกลับเห็นสายตาเขายังคงจดจ้องอยู่บนหน้าอกของตน คล้ายกับกำลังเล่นสนุกอะไรอยู่
คุณชายสะคราญโฉมรู้สึกฉุนยิ่งนัก ถึงกระนั้นกลับไม่อาจแสดงออกมาได้ ได้แต่ถลึงตามองหลินหว่านหรงอย่างดุดันประหนึ่งอยากจะเขมือบเขาเสีย
หนังหน้าของหลินหว่านหรงหนาขนาดไหน สำหรับเขาย่อมไม่หวาดหวั่นอยู่แล้ว ทั้งไม่ได้รั้งสายตากลับมาเช่นเดียวกัน มอง——หน้าอกของเจ้าหนุ่มคนนี้อย่างเปิดเผย มองจนใบหน้าน้อยๆ ของเขาบัดเดี๋ยวแดงบัดเดี๋ยวขาว ถึงกระนั้นกลับไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา
“ไอ้เจ้านี่ ดูอะไรกัน?” คุณชายสะคราญโฉมยังรู้สึกไม่พอใจ ถึงกระนั้นกลับเป็นเด็กรับใช้ชุดเขียวที่ยืนอยู่ข้างเขาผู้นั้นที่ไม่อาจทนไหว
หลินหว่านหรงตะลึงงัน รู้สึกน่าหัวร่อ ก็ใช่นะ ตูจะมาพิเคราะห์หน้าอกของผู้ชายสองคนหาอะไรกัน
เขาพิเคราะห์อยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่ประสบผล จึงถือพวกเขาเป็นของจากประเทศไทยทันควัน โชคดีที่เขาเคยไปสถานที่อย่างกรุงเทพฯ และย่างกุ้งมาหลายครั้ง ไม่ได้รู้สึกแปลกแยกกับเรื่องพวกนี้มากเท่าไหร่นัก จึงเงยหน้าขึ้นมาแล้วมองคุณชายสะคราญโฉม กล่าวด้วยท่าทางสบายๆ ว่า “สหาย เมื่อสักครู่ท่านเรียกข้ามีเรื่องอันใดรึ?”
ขณะนี้ทั้งสองคนกำลังยืนเรียงรายอยู่ ณ ริมทะเลสาบเสวียนอู่ ในสายตาของผู้อื่นเหมือนบัณฑิตสองคนที่กำลังถกบทกลอน วิจารณ์ภาพเขียนกันอยู่ มีเพียงตัวของหลินหว่านหรงเท่านั้นที่รู้ดี บัณฑิต? คนโฉดยังจะใกล้เคียงเสียกว่า
ครั้นคุณชายสะคราญโฉมเห็นหลินหว่านหรงเรียกขานตามปกติสีหน้าจึงดีขึ้นเล็กน้อย ผงกศีรษะแล้วพูดว่า “ไม่ทราบว่าสหายเป็นคนที่ใดหรือ?”
สายตาของหลินหว่านหรงประทับบนใบหน้าของคุณชายสะคราญโฉมผู้นี้ ผิวขาวอมชมพู นวลเนียนละเอียด ทำให้คนเพ้อฝันไปไกลประดุจหยกงามอันพร่างพราว
หลินหว่านหรงลอบกลืนน้ำลาย แม่เจ้าโว้ย เจียงหนานไม่เพียงให้กำเนิดโฉมสะคราญจำนวนมาก แถมยังให้กำเนิดกะเทยที่สวยระดับนี้ออกมาอีก
คุณชายสะคราญโฉมเมื่อเห็นหลินหว่านหรงจ้องมองเขา ใบหน้าก็พลันแดงขึ้นมา ทั้งไม่เอื้อนเอ่ย ถลึงตามองเขาด้วยความโมโห
ด้วยท่าทางเช่นนั้น หลินหว่านหรงจึงรีบหันหน้ากลับมา ไม่กล้ามองดูเขา ตอนนี้เขาเชื่อแล้วว่าจะต้องมีประเทศไทยแน่ๆ ไม่เช่นนั้นจะมี “สะคราญโฉม” ระดับนี้มาจากที่ไหนกันเล่า
“ฟังจากสำเนียงของสหายคล้ายไม่ใช่คนท้องที่กระมัง คำ คำ เรียกขานนี้ก็น่าสนใจมากเช่นกัน” คุณชายสะคราญโฉมผู้นี้เมื่อเห็นหลินหว่านหรงไม่จ้องเขาอีกต่อไป ใบหน้าจึงเป็นปรกติขึ้นมาก หาหัวข้อสนทนาเพื่อคุยกับหลินหว่านหรง
“อ้อ ใช่แล้วล่ะ ข้าไม่ใช่คนท้องที่จริงๆ” หลินหว่านหรงปั้นรอยยิ้มจอมปลอมขึ้นมาประดับบนใบหน้า “ข้ามาจากแถบจิงฉู่ คนสองหู” (จิงฉู่คือแถบหูเป่ยและหูหนานในปัจจุบัน)
หลินหว่านหรงไม่ได้โป้ปด บ้านเกิดของเขาคือมณฑลหูเป่ยจริงๆ เหตุที่ได้มายืนอยู่ตรงหน้าของคุณชายสะคราญโฉมผู้นี้ในวันนี้ก็แค่บังเอิญมาผิดทางเท่านั้นเอง
“นับแต่โบราณกาลแคว้นฉู่ (ปัจจุบันครอบคลุมดินแดนของมณฑลหูหนาน, มณฑลหูเป่ย, ฉงชิ่ง, มณฑลเหอ หนาน, มณฑลอานฮุย และบางส่วนของมณฑลเจียงซูกับมณฑลเจียงซี) กอปรด้วยผู้มีความสามารถ แต่ก่อนข้ายังมิเชื่อสนิทใจ ทว่าวันนี้เพียงได้สดับรับฟังบทกวีอันยอดเยี่ยมที่สหายได้ร่ายออกมา ข้าจึงปราศจากข้อกังขาอีกต่อไป” คุณชายสะคราญโฉมกล่าวด้วยความสัตย์จริง
“กล่าวได้ดี กล่าวได้ดี” หลินหว่านหรงไอสองครั้ง หัวเราะแล้วพูดว่า “สหายท่านนี้เรียกให้ข้าหยุด ไม่ทราบว่ามีข้อชี้แนะอันใด?”
“เมื่อสักครู่ได้ยินบทกวีที่คุณชายร่ายออกมา คล้ายเป็นบาทท้ายเท่านั้น (คำประพันธ์ส่วนใหญ่ กำหนด 1 บท เป็น 2 บาท และ 1 บาท เป็น 2 วรรค) ถึงกระนั้นก็ทราบว่าไม่ธรรมดา ทำให้คนเกิดจิตใจฮึกเหิม แต่มิทราบว่ากวีบทนี้มีบาทต้นหรือไม่? ให้ผู้น้อยได้ฟังเป็นบุญหูได้หรือไม่?”คุณชายสะคราญโฉมกล่าวด้วยความหวังเปี่ยมล้น
ที่แท้ก็เป็นไอ้คนบ้ากลอน หลินหว่านหรงเข้าใจแล้ว เขายิ้มด้วยท่าทางล้ำลึก พูดเรียบๆ ว่า “ถ้อยคำอันยอดเยี่ยมเดิมนั้นรังสรรค์ออกมาโดยธรรมชาติ ความอันล้ำเลิศได้มาโดยเหตุบังเอิญ สองวรรคนี้สามารถสื่อความในใจออกมาอย่างชัดแจ้งข้าก็พึงพอใจแล้ว ไหนเลยจะเอ่ยถึงบาทต้นบาทท้ายได้ ฝืนร้องขอมิสู้ไม่ร้องขอ”
คลุกคลีอยู่ในสนามการค้ามาตลอด หลินหว่านหรงย่อมเป็นยอดฝีมือในการแสดงละครอยู่แล้ว เขาจงใจล่อความสนใจของเจ้าหนุ่มนี่ จะมาคุณถามคำผมตอบคำไปตลอดไม่ได้หรอก ไม่มีประโยชน์สักนิด ใครเขาจะอยากทำงานให้กัน
เป็นจริงดังคาด คุณชายสะคราญโฉมมีสีหน้านับถือ โค้งคำนับให้หลินหว่านหรงแล้วกล่าวว่า “สหายเป็นผู้สูงส่งจริงดังคาด ผู้น้อยได้รับคำชี้แนะแล้ว”
การประพันธ์บทกวีของคนยุคนี้จำเป็นต้องมีบาทต้นและบาทท้าย อีกทั้งยังมีการพรรณนาด้วยถ้อยคำอันงดงามเพื่อโอ้โลมปฏิโลมสตรีอีกด้วย ผู้ที่สนใจแต่บาทท้ายไม่สนใจบาทต้นเยี่ยงหลินหว่านหรงไม่กล้าพูดว่าไม่มี ทว่าหายากยิ่งย่อมใช่แน่นอน
ครั้นเห็นสีหน้าเลื่อมใสของคุณชายสะคราญโฉมผู้นี้ หลินหว่านหรงก็แอบบังเกิดความภาคภูมิใจเล็กๆ ขึ้นมาหลายส่วนเช่นกัน แสร้งกล่าวถ่อมตนด้วยท่าทีสำรวมว่า “มิกล้า มิกล้า น่าละอาย น่าละอาย”
เด็กรับใช้ชุดเขียวซึ่งอยู่ด้านข้างส่งเสียงหัวเราะดังพรืดออกมาครั้งหนึ่ง คำพูดหัวมังกุท้ายมังกรของหลินหว่านหรงนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เข้ากัน
คุณชายสะคราญโฉมถลึงตามองเด็กรับใช้ของตนด้วยโทสะแวบหนึ่ง เด็กรับใช้หน้าตึง ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยวาจา
“หยิ่งทะนง ถือดีทว่าไม่โอหังเยี่ยงสหายเช่นนี้ ช่างเหนือล้ำกว่าพวกที่เรียกว่าบัณฑิตผู้ทรงภูมิเหล่านั้นมากนัก”
สายตาของคุณชายสะคราญโฉมจดจ้องอยู่บนร่างของเหล่าบัณฑิตซึ่งกำลังโอ้อวดภูมิความรู้และความสง่างามขณะล่องเรือสำราญเหล่านั้น ทว่าสิ่งที่เผยให้เห็นบนใบหน้ากลับเป็นความหยามเหยียด “อ้อ?” เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้หลินหว่านหรงก็กลับรู้สึกแปลกใจ ถึงแม้เขาจะมาได้เพียงเดือนเดียวก็ตาม แต่จากที่เขาเห็น ผู้คนในโลกนี้ล้วนให้ความสำคัญกับอักษรศาสตร์ ดูเบาวิชาการต่อสู้ ผู้เป็นเลิศด้านวรรณศิลป์ได้รับความสำคัญมากที่สุด การสอบราชการใช้การเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์วีรบุรุษทั้งสิ้น ขอเพียงสะบัดเขียนพู่กันได้ดี ย่อมมีอนาคตอันรุ่งโรจน์ในโลกแห่งนี้แน่
ถึงกระนั้นเห็นท่าทางเจ้าหนุ่มสะคราญโฉมคนนี้มีความสามารถทางวรรณศิลป์เป็นเลิศ แล้วทำไมถึงมีอคติต่อคนจำพวกเดียวกันอย่างเหล่าบัณฑิตผู้ทรงภูมิพวกนี้ได้ล่ะ
ถึงกระนั้นคำพูดของเจ้าคุณชายสะคราญโฉมผู้นี้กลับกล่าวได้ดีมาก สอพลอถูกจุดมาก หลินหว่านหรงรู้สึกเบิกบานใจเป็นสุดเช่นกัน ถ้าเจ้าหนุ่มนี้อยู่ในบริษัทที่เขาทำเมื่อก่อนจะต้องเป็นเซลล์ที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
ที่ไอ้หนุ่มอย่างเอ็งพูดนั้นถูกต้องมาก ฉันไม่ใช่บัณฑิตผู้สง่างาม ควรเป็นบัณฑิตต่ำทรามถึงจะถูก หลินหว่านหรงลอบหัวเราะในใจ
“บัณฑิตผู้ทรงภูมิแห่งเจียงหนานมีชื่อเสียงอันดีงามมาแต่ครั้งโบราณกาล นามอุโฆษทั่วหล้า แม้จิงฉู่ จะมีผู้มีความสามารถล้ำเลิศ ถึงกระนั้นไม่ว่าจะเป็นคุณภาพหรือว่าปริมาณต่างด้อยกว่าเจียงหนานเล็กน้อย” หลินหว่านหรงแสร้งกล่าวถ่อมตน
“คุณภาพ? ปริมาณ?” คุณชายสะคราญโฉมหัวคิ้วขมวดมุ่น ไม่อาจเข้าใจ “คำศัพท์ใหม่” ที่เขาเอ่ยออกมา
“อ้อ ประมาณว่า หากพูดให้ง่ายเสียหน่อยก็หมายถึงจุดเด่นและจำนวน” หลินหว่านหรงเหงื่อแตกเต็มหน้าผาก การอธิบายเรื่องพวกนี้ให้กับคนในโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ออกจะทำให้เขาลำบากอยู่บ้างจริงๆ
คุณชายสะคราญโฉมผงกศีรษะ มองเขาแวบหนึ่ง เม้มปากยิ้มแล้วเอ่ยว่า “คำอธิบายของสหายนี้ช่างมีความโดดเด่นเฉพาะตัวเสียจริง ผู้น้อยเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก”
ยามคุณชายสะคราญโฉมเม้มปากแย้มยิ้ม บนใบหน้ายังปรากฏลักยิ้มน้อยๆ สองแห่งอีกด้วย ทำให้ใจของหลินหว่านหรงอดเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งไม่ได้!