ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 40 ตอนที่ 40
ตอนที่ 40 เข้าคฤหาสน์ตระกูลเซียว (1)
ด้านหน้ามีคนเดินเข้ามาคนหนึ่ง สวมชุดสีเขียวทั้งร่างเช่นเดียวกับหลินหว่านหรง บนหน้าอกและแขนเสื้อมีตัวอักษร “เซียว” เช่นเดียวกัน เอ๋ หรือเจ้านี่จะเป็นเพื่อนร่วมงานในคฤหาสน์ตระกูลเซียว
“สหาย ——” สองคนเดินเข้าหากัน ร้องเรียกเสียงดังโดยพร้อมเพรียงกัน
ใบหน้าของคนผู้นั้นเผยความตื่นเต้นยินดี ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า “สหาย เจ้าใช่บ่าวที่รับเข้ามาใหม่ปีนี้ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว” หลินหว่านหรงปั้นรอยยิ้ม แสร้งกล่าวด้วยความกระตือรือร้น
“ข้าก็เช่นกัน ดูท่าพวกเรานับว่าเป็นผู้สอบเข้าได้ในการประกาศผลรุ่นเดียวกัน เสียมารยาท เสียมารยาทแล้ว” คนผู้นี้เป็นหนอนหนังสือเสียจริง พูดจาหลายประโยค ปล่อยคำทิ้งท้ายไม่หยุด คนผู้นี้น่าจะอยู่ในจำพวกคนซื่อที่สุดซึ่งสามารถไปเฝ้าคลังเก็บสมบัติได้ที่ตาเฒ่าสามคนพูดถึงเมื่อวานประเภทนั้น
ผู้สอบ “เข้าได้” ในการประกาศผลรุ่นเดียวกัน เรื่องนี้จริงที่สุดแล้ว แต่ไหนแต่ไรหลินหว่านหรงเป็นคนชอบรวมกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ยิ่งนัก ครั้นเห็นระหว่างทางได้พบกับพวกเดียวกันย่อมรู้สึกยินดีอยู่หลายส่วน รีบประสานมือคารวะพูดตอบเช่นเดียวกัน “กล่าวได้ดี กล่าวได้ดี ทว่ามิทราบว่าสหายท่านนี้มีนามอันสูงส่งว่ากระไร?”
คนซื่อกล่าวอย่างถ่อมตนว่า “มิกล้า มิกล้า ผู้น้อยชื่อแซ่ต่ำต้อย ก่อนเข้ามาแซ่เฉียว ชื่อพยางค์เดียวว่าเฟิง หลังจากเข้ามาแล้วฮูหยินเซียวมอบแซ่เซียวให้ ดังนั้นผู้น้อยตอนนี้จึงมีชื่อว่าเซียวเฟิง”
พระเจ้า หลินหว่านหรงเกือบล้มหัวคะมำ เฉียวเฟิง? เซียวเฟิง? สภาพดูไม่จืดแบบนี้กลับกล้าใช้ชื่ออันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้ หากท่านอ๋องใต้เซียวฟง (เฉียวฟงหรือเซียวฟง เป็นหนึ่งในสามตัวเอกของนิยายเรื่องแปดเทพอสูรมังกรฟ้า ซึ่งประพันธ์โดยกิมย้ง) รู้เรื่องนี้เข้าเกรงว่าคงหัวโขกพื้นไปนานแล้ว
“ที่แท้ก็พี่เซียวเฟิง ได้ยินชื่อมานาน ได้ยินชื่อมานาน” ครั้นเข้าตระกูลเซียว ทุกคนล้วนแซ่เซียว หากเรียกพี่เซียวก็ยากที่จะจำแนกได้ ดังนั้นจึงเรียกว่าพี่เซียวเฟิง
“ไม่ทราบว่านามอันสูงส่งของสหายมีชื่อว่าอันใด?” เซียวเฟิงเอ่ยถามอย่างยินดีปรีดา
“ข้าชื่อหลินซาน” หลินหว่านหรงกล่าวระคนยิ้ม นับแต่นี้เป็นต้นไปหลินซานก็คือคำเรียกขานของเขาแล้ว
“เอ๋ พี่หลินอาจยังไม่ทราบ เมื่อเข้าตระกูลเซียวแล้วพวกเราจะได้รับแซ่ว่าเซียว เจ้าควรเรียกว่าเซียวซานถึงจะถูก” หนอนหนังสือเซียวเฟิงกล่าวโดยวางมาดจริงจัง
ครั้นเห็นเจ้าหนอนหนังสือมีความน่ารักอยู่หลายส่วน หลินหว่านหรงจึงเล่าสถานะลูกจ้างสัญญาจ้างของตัวเอง หนอนหนังสือเซียวเฟงตบหน้าขาฉาดหนึ่งแล้วพูดว่า “ไอ้หยาพี่หลิน เจ้าเลอะเลือนแล้ว”
“ข้าเลอะเลือนที่ใดกัน?” หลินหว่านหรงกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสถานะบ่าวตระกูลเซียวนั้นมีผู้คนมากมายที่ไม่อาจแย่งชิงมาได้? ครั้นเข้าตระกูลเซียวแล้วก็ถือว่าได้ถือชามข้าวทองคำ ไม่ต้องกลัดกลุ้มไปชั่วชีวิต เหตุใดเจ้าถึงละทิ้งโอกาสดีเช่นนี้ไปได้เล่า ไม่ได้ ไม่ได้ ข้าจะช่วยไปขอร้องกับท่านพ่อบ้านให้เจ้า ให้เจ้าได้ไปวิงวอนกับฮูหยินและคุณหนู แก้ไขให้เจ้าอยู่ตลอดชีวิต”
ถึงแม้เซียวเฟิงผู้นี้จะเป็นหนอนหนังสือ แต่กลับมีคุณธรรมน้ำมิตรอยู่บ้าง ไม่เลว หลังจากนี้ในคฤหาสน์ตระกูลเซียวข้าคุ้มครองมันแล้ว หลินหว่านหรงหัวเราะพลางตบบ่าเขาแล้วพูดว่า “พี่เซียวเฟิง ช่วยมิได้ ช่วยมิได้ ข้าทำเช่นนี้ ขอเพียงใช้ชีวิตมีความสุขปราศจากเรื่องราว มีอิสรเสรีเท่านั้น เรื่องอื่นข้าไม่ต้องการ นี่ยืดหยุ่นกว่าเจ้ามาก แบบนี้ก็แล้วกัน จากนี้ไปภายในคฤหาสน์ตระกูลเซียวหากเรื่องอันใดก็จงมาหาข้าเถิด”
ครั้นเซียวเฟิงเห็นหลินหว่านหรงไม่ยึดติดเช่นนี้ก็ได้แต่ถอนใจด้วยความเสียดาย ไม่โน้มน้าวเขาอีกต่อไป
สองคนพูดจาหัวเราะครื้นเครง เดินมุ่งตรงเข้าไปในตระกูลเซียว ระหว่างทางหลินหว่านหรงเพิ่งจะรู้ว่าเซียวเฟิงผู้นี้เป็นคนยากจนในเขตตะวันออกของเมืองจินหลิง ถึงกระนั้นบิดาของเขากลับเป็นซิ่วไฉ (คือผู้ที่สอบผ่านระดับต้น หรือระดับท้องถิ่น ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษทางสังคม เช่น ได้รับการยกเว้นจากการถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน) ตกอันดับที่สอบสิบครั้งไม่ติด ดังนั้นบุตรชายที่สอนสั่งจึงคร่ำครึเช่นนี้
ถึงกระนั้นเจ้าเซียวเฟิงคนนี้มีจิตใจดีงาม ซื่อสัตย์ ไม่มีทางแอบฟ้องรายงาน จุดนี้ถูกชะตากับหลินหว่านหรงมาก
สองคนเดินมาถึงประตูตระกูลเซียว เห็นเพียงบ่าวหน้าตาถมึงทึงยืนอยู่ตรงประตู ท่าทางราวกับภูตผีปีศาจ
หลินหว่านหรงมีประสบการณ์ล้นเหลือ มองปราดเดียวก็เข้าใจแล้วว่าคือเรื่องอะไร
นี่เป็นการแสดงอำนาจของบ่าวรุ่นเก่าต่อบรรดาบ่าวรุ่นใหม่ ก็เหมือนรุ่นพี่ที่ชอบวางท่าใหญ่โตแสดงอำนาจต่อนักศึกษาใหม่อย่างนั้น
หลินหว่านหรงย่อมไม่ใช่คนดิบดีอะไร ขณะเป็นนักศึกษาใหม่ยังไม่เคยเห็นรุ่นพี่คนไหนเคยเอาเปรียบเขาได้มาก่อนเลย เขาลากเซียวเฟิงเดินไปทางประตูใหญ่
เซียวเฟิงรีบดึงแขนเขาแล้วพูดว่า “พี่หลิน เจ้าจะไปที่ใด?”
หลินหว่านหรงตอบว่า “ยังจะไปที่ใดได้อีก ย่อมต้องเข้าประตูใหญ่สิ”
“ไม่ใช่นะพี่หลิน การรายงานตัววันแรกควรจะเข้าจากประตูนั้น” เซียวเฟิงชี้ไปยังประตูที่ต่ำเตี้ยที่สุดทางด้านข้างพร้อมกับพูด
หลินหว่านหรงมองประตูเล็กบานนั้นแวบหนึ่ง สูงเพียงครึ่งคนเท่านั้น ดีกว่ารูสุนัขลอดไม่เท่าไหร่ บ่าวจำนวนหลายคนซึ่งมาก่อนพวกเขาทั้งสองค้อมเอวลง แม้กระทั่งสองมือก็ต้องนาบอยู่กับพื้นถึงจะมุดเข้าไปได้
“รูสุนัข? ความหมายของเจ้าคือพวกเรามุดรูสุนัขเข้าไป?” หลินหว่านหรงเบิกตาโพลง บังเกิดเพลิงโทสะขึ้นในใจ
เซียวเฟิงมองเขาด้วยความประหลาดใจแล้วพูดว่า “พี่หลิน พูดอันใดกัน ประตูใหญ่ขนาดนี้ สุนัขเบียดเข้าไปได้ตั้งสองตัว ดีกว่ารูสุนัขนั่นตั้งเยอะ”
รูสุนัขที่สุนัขสองตัวเบียดเข้าไปได้? เซียวเฟิงที่เป็นผู้พูดโดยไม่คิดอะไร แต่หลินหว่านหรงที่เป็นผู้ฟังกลับคิด เพลิงโทสะนิรนามคุขึ้นในใจเขา ขณะที่กำลังจะระเบิดออกมากลับได้ยินเซียวเฟิงพูดต่อไปว่า “อีกอย่างพี่หลิน เจ้าก็ใช่ไม่รู้กฎของการเป็นบ่าว วันแรกที่บ่าวใหม่เข้าทำงาน ไปที่ตระกูลไหนก็เป็นเช่นนี้”
“กฎ? กฎอะไร?” หลินหว่านหรงกล่าวอย่างอารมณ์เสีย “หรือว่าการมุดรูสุนัขก็เป็นกฎด้วย?”
เซียวเฟิงหัวเราะแหะสองทีแล้วพูดว่า “เฉพาะตอนที่บ่าวมารายงานตัวครั้งแรกล้วนต้องมุดประตูเล็กบานนี้ เมื่อเต็มใจเข้าประตูนี้ก็จะเป็นบ่าว ต้องอยู่ต่ำกว่าผู้อื่นขั้นหนึ่งไปตลอดกาล ท่านอย่ามองว่าพี่ชายสองคนที่ยืนอยู่ตรงประตูบานนั้นมีอำนาจ ตอนที่พวกเขาเข้าประตูในสมัยนั้นก็ต้องเข้าจากตรงนี้ไปเช่นเดียวกัน ไม่เพียงตระกูลเซียว บ่าวของตระกูลใหญ่ทั้งหลายก็ล้วนเป็นเช่นนี้ ถึงกระนั้นก็แค่เพียงครั้งเดียว จากนั้นก็เข้าทางประตูข้างได้แล้ว”
ที่แท้เจ้ารูสุนัขนี้ก็ใช้เพื่อสั่งสอนบ่าวที่มาใหม่ให้จดจำสถานะของตัวเองให้แม่น แม้จะบอกว่าแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว แต่ครั้งเดียวนั้นก็ทำให้คนประทับความทรงจำอันน่าอดสูไปทั้งชาติ
เพลิงโทสะในใจของหลินหว่านหรงคุโชน ข้ามาทำงานไม่ได้มามุดรูหมา เขาเลิกคิ้วขึ้น จูงเซียวเฟิงมาแล้วพูดว่า “สหาย เจ้าอย่าไปทางนั้นเลย เดินเข้าประตูหน้ากับข้าเถอะ”
“ไม่ได้ ไม่ได้ พี่หลิน ข้าไม่เหมือนท่าน ท่านไปมาอย่างอิสระ ปราศจากข้อผูกมัดได้ แต่ข้าไม่อาจเลียนแบบความมีอิสระเช่นท่าน งานนี้สำคัญต่อข้ามาก บิดามารดาบ้านข้ายังต้องพึ่งพาข้าหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพ อีกอย่างตระกูลใหญ่ในใต้หล้าก็เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าไปที่ใดก็ไม่อาจหลุดพ้นชะตาชีวิตเช่นนี้ได้ พี่หลิน ขะ...ข้าจะเข้าไปแล้ว”
เมื่อเขาพูดจบก็สลัดมือของหลินหว่านหรงออก วิ่งไปที่หน้ารูเตี้ยๆ นั้น ค่อยๆ มุดเข้าไป จากนั้นจึงหันหน้ากลับมามองหลินหว่านหรงแวบหนึ่ง น้ำตาคลอหน่วย
หลินหว่านหรงมิได้ดูถูกเซียวเฟิง เขาเข้าใจความคิดของเซียวเฟิง พวกเขาไม่เหมือนตน เนื่องจากเติบโตในโลกแห่งนี้ตั้งแต่เด็ก พวกเขาจึงคุ้นเคยกับกฎเกณฑ์ของโลกนี้ นึกว่าทุกสิ่งเป็นเรื่องสมเหตุผล ดังนั้นจึงเกิดข้อผูกมัดขึ้นมากมาย จะกระทำสิ่งใดก็ได้แต่ทำตามกฎเกณฑ์ สำหรับหลินหว่านหรง ชีวิตแบบนี้เขาอาจอยู่จนเหนื่อยล้า ทว่านี่เป็นชะตาของเขา ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
หลินหว่านหรงเข้าใจการกระทำของเซียวเฟิง ยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร
ครั้นเซียวเฟิงเห็นว่าเขาไม่ได้ดูถูกตนเองจึงรีบปาดน้ำตาด้วยความกระดาก ร้องเรียกอยู่ตรงประตูว่า “พี่หลิน เจ้าก็รีบเข้ามาเถิด”
หลินหว่านหรงส่ายหน้า มุดรูสุนัข? ล้อเล่นน่า! ชายชาตรีอกสามศอก คุกเขาให้ฟ้าดินและบิดามารดา กระดูกสันหลังใช้ค้ำผืนฟ้าตั้งอยู่บนผืนปฐพี แล้วทำจะต้องก้มเอวเพื่อข้าวสามถังด้วย
เขามองเซียวเฟิงด้วยสายตาให้สบายใจ จากนั้นจึงสาวเท้ายาวๆ เดินไปทางประตูใหญ่