ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 001 ตอนที่ 1
ตอนที่1 ลมพัดเปลือกไข่
เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปบนกิ่งของต้นอู๋ถง หรี่ตามองแสงแดดที่สาดส่องลอดผ่านระหว่างช่องว่างของใบไม้เข้ามา จากนั้นยกอุ้งเท้าถูใบหู ขยับท่าทางให้อยู่ในท่าที่สบาย พลางหาวออกมาหนึ่งครั้ง
ยามบ่ายในเดือนกันยายน แสงอาทิตย์กำลังดีเหมาะมากที่จะนอนกลางวัน
เจิ้งทั่นเป็นแมว แต่เป็นแมวที่เคยเป็นคนมาก่อน เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น พอตื่นขึ้นมาก็เป็นแบบนี้เสียแล้ว
เมืองที่ไม่คุ้นตา บ้านที่ไม่คุ้นเคย ผู้คนที่ดูแปลกหน้า ตัวตนใหม่ที่แปลกเสียจนทำให้รู้สึกหมดหวัง โลกที่ดูกว้างใหญ่ อีกทั้งยังย้อนกลับไปในช่วงปี 2003
แต่ก่อนเจิ้งทั่นเป็นคนที่ไม่ชอบแมว เรียกได้ว่าเกลียดสัตว์ชนิดนี้เลยแหละ เขารู้สึกว่าแมวเป็นสิ่งมีชีวิตเทียบเท่ากับโรคประสาท แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นสัตว์ชนิดนี้ไปเสียได้
นี่กรรมตามสนองเหรอ
เจิ้งทั่นยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนดีนัก เคยรังแกคนที่อ่อนแอกว่า เคยวางเพลิงเล็กๆ ก็หลายครั้ง มีชีวิตเสเพลหายใจทิ้งไปวันๆ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยฆ่าใคร หากจะใช้ตรรกะความคิดในแบบของเขามาพูดล่ะก็ คนเลวกว่าเขามีตั้งมากมาย แล้วทำไมถึงเป็นเขาที่ต้องมารับกรรมนี้
มึนงง ทำอะไรไม่ถูก โกรธ หมดหวัง
ในขณะที่เรื่องทุกอย่างยังไม่ชัดเจนและไม่สามารถทำอะไรได้นั้น เจิ้งทั่นคงได้แต่ใช้คำพูดที่ว่า ‘ลมพัดเปลือกไข่ ถึงจะเสียบางอย่างไปแต่ตัวเราก็ยังคงเป็นตัวเรา’ มาปลอบใจตัวเอง
3 เดือนผ่านไป เป็นช่วงเวลาใน 1 ฤดู 1 ใน 4 ของปี วัฏจักรของธรรมชาติได้หมุนไปแล้ว 90 องศา ทำให้จิตใจของเจิ้งทั่นจากที่สับสนกระวนกระวายก็สงบลง ค่อยๆ คุ้นเคยไปตามกาลเวลา
บางครั้งการอยู่แบบไร้เป้าหมาย ให้ชีวิตผ่านไปวันๆ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี
ที่นี่คือมหาวิทยาลัยฉู่หัวอายุกว่าร้อยปีที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศจีน ข้อดีของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ก็คือมีเนื้อที่มาก พื้นที่สีเขียวกระจายอยู่ถ้วนทั่ว
บนถนนใต้ต้นไม้บางครั้งมีนักศึกษาเดินผ่านไปมา บรรยากาศของที่นี่สงบแต่กลับไม่ดูน่าเบื่อขาดสีสัน
เจิ้งทั่นพักสายตาอยู่ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ แบบนี้ได้สักพักก็ถูกเสียงสุนัขเห่าปลุกให้ตื่นจากภวังค์ เขาขยับใบหู ถึงไม่หันไปดูก็รู้ว่าเป็นใครที่กำลังส่งเสียงหนวกหูนี้อยู่
ห่างออกไปจากเจิ้งทั่นร้อยเมตรมีสุนัขสีน้ำตาลพันธุ์ชิวาว่ากำลังเห่าใส่ต้นการบูร ส่วนบนกิ่งของต้นการบูรมีแมวลายดำสลับขาวอยู่หนึ่งตัว มันสะบัดหางขึ้นพร้อมกับส่งเสียงร้องไปยังด้านล่าง
หากดูจากภายนอกภาพเหตุการณ์นี้คงดูปกติสำหรับคนที่เลี้ยงสัตว์ที่พบเห็นได้บ่อยๆ แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือทั้งสุนัขและแมวคู่นี้กำลังส่งเสียงร้อง ‘โฮ่ง โฮ่ง’
แมวตัวนี้ชื่อ ‘จ่า’ อายุประมาณแปดเดือน ตัวเล็กกว่าเจิ้งทั่นนิดหน่อย เพราะสีขนของมันเหมือนแมวในการ์ตูนเรื่องนักสืบแมวดำ (Black Cat Detective) จึงถูกตั้งชื่อให้ว่าจ่า ในขณะเดียวกันมันเป็นหนึ่งในเพื่อนตัวร้ายของเจิ้งทั่นนับตั้งแต่เขาได้กลายเป็นแมว
แมวตัวนี้มีจุดเด่นอยู่ 2 ประการ คือ เป็นนักสู้ หากเกิดการทะเลาะขึ้นมามันสู้แบบไม่คิดชีวิต อีกประการหนึ่งก็คือ เลียนแบบเสียงเห่าของสุนัขได้ มีความเป็นหมาอยู่ในตัวสูง
ตอนที่เจิ้งทั่นได้พบกับ ‘จ่า’ เป็นครั้งแรกนั้น มันกำลังนั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่ที่สูงหนึ่งเมตรกว่าๆ พลางส่งเสียงเห่าไปทางสุนัขชิวาว่า พอ ‘จ่า’ สังเกตเห็นเจิ้งทั่นมันจึงค่อยๆ เปลี่ยนจากเสียง ‘โฮ่ง โฮ่ง’ ไปเป็น ‘เหมียว เหมียว’
อันที่จริงตอนนั้นเสียงเห่าของจ่าฟังดูแปร่งๆ ไปหน่อย แต่วันเวลาผ่านไป ‘ภาษาสุนัข’ ของมันก็เริ่มที่จะชัดเจนขึ้น คนทั่วไปหากฟังแค่เสียงก็คงแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงจริงหรือเสียงเลียนแบบ
อีกทั้งเวลาจ่าเหนื่อยยังชอบเอาลิ้นห้อยออกมาหอบเหมือนสุนัขอีกต่างหาก ดังนั้นเจิ้งทั่นจึงมักจะสงสัยว่าแมวตัวนี้มีวิญญาณของสุนัขสิงร่างอยู่หรือเปล่า
เจิ้งทั่นไม่สนใจด้านนั้นอีกต่อไป เขาหาวขึ้นหนึ่งทีแล้วหมอบนอนต่อ เขาไม่สนใจถึงความเป็นอยู่ของ ‘จ่า’ เท่าไหร่นัก เพราะทั้ง ‘จ่า’ และชิวาว่าตัวนั้นทะเลาะกันมาตั้งแต่เด็กๆ ประสบการณ์สูงทั้งคู่ หากจะถามว่าทำไม ‘จ่า’ ถึงได้ชอบทะเลาะกับชิวาว่าตัวนั้นล่ะก็ สาเหตุคงมาจากชิวาว่าตัวนี้เป็นสุนัขตัวเล็กที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงของที่พักอาศัยทางฝั่งตะวันออก ตัวเล็กๆ ย่อมข่มง่ายเป็นที่รู้ดีของบรรดาแมว
เจิ้งทั่นนอนจนถึงเสียงกริ่งหมดเวลาคาบสามดังขึ้นจึงลุกขึ้นยืน แล้วบิดขี้เกียจ จากนั้นจึงกระโดดลงมาจากต้นอู๋ถง เดินไปตามทางเดินเล็กๆ ผ่านป่าต้นพีชไปก็จะมองเห็นกำแพง
ที่นี่คือโรงเรียนประถมในสังกัดของมหาวิทยาลัยฉู่หัว ลูกๆ ของบุคลากรในโรงเรียนหรือญาติของบุคลากรต่างก็มาเรียนที่นี่ เพื่อที่จะรับส่งได้สะดวกปลอดภัยไร้กังวล
เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปบนกำแพง เขามองห้องเรียนสองห้องที่อยู่ระหว่างชั้น 2 กับชั้น 6 จากนั้นจึงเดินเลาะกำแพงไปยังประตูโรงเรียน
เจิ้งทั่นรออยู่บนกำแพงที่ห่างจากประตูโรงเรียน 20 กว่าเมตรอยู่ 7-8 นาที เสียงกริ่งเลิกเรียนก็ดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงกริ่งชนิดที่แสบแก้วหู แต่เป็นดนตรีที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน
เด็กผู้หญิงสวมชุดเดรสลายดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มสะพายกระเป๋า Hello Kitty เดินออกมาจากตึก พอออกมาเธอก็มองมาทางเจิ้งทั่น พอเห็นว่าเจิ้งทั่นนั่งอยู่บนกำแพงดวงตาก็เป็นประกายพลางวิ่งเข้าไปหา
“พี่หย่วนบอกว่าคาบสุดท้ายมีสอบย่อย ต้องรอหน่อย...”
ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะพูดจบ เจิ้งทั่นก็เห็นคนคนหนึ่งเดินออกมาจากตึก แบกกระเป๋าหนังสือด้วยท่าทางเหมือนแบกกระสอบ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังนก กำลังวิ่งมาทางพวกเขาด้วยรอยยิ้มสดใส พร้อมกับชูสองนิ้วให้เจิ้งทั่นและเด็กน้อย ดูท่าทางคงทำข้อสอบในคาบสุดท้ายได้ไม่เลว
เด็กผู้ชายคนนี้ชื่อเจียวหย่วน เป็นลูกของบ้านที่รับเลี้ยงเจิ้งทั่นในตอนนี้ เขาเรียนอยู่ป.6 ส่วนเด็กผู้หญิงชื่อ กู้โยวจื่อ เป็นลูกพี่ลูกน้องของเจียวหย่วน ด้วยเหตุผลบางประการหลังพ่อแม่ของเธอหย่าร้างกัน แม่ของเจียวหย่วนก็ได้ไปรับมาอยู่ด้วยกันจากต่างประเทศ ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นป.2
เจียวหย่วนรับกระเป๋าหนังสือของกู้โยวจื่อมาถือไว้ สองคนกับแมวหนึ่งตัวออกจากโรงเรียนเดินไปทางที่พักอาศัยฝั่งตะวันออก
“ดูนั่น แมวของบ้านเจียวหย่วนมารับพวกเขาอีกแล้ว!” มีคนพูดขึ้น
หลายคนที่ได้พบพวกเขาบนถนนต่างก็คุ้นเคยกับภาพเหตุการณ์แบบนี้แล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นมาได้เกือบสามสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่เปิดเรียน ช่วงแรกเป็นประเด็นที่คนรอบตัวมักจะหยิบขึ้นมาพูดคุยกันหลังอาหาร
บริเวณที่พักอาศัยอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน เดินไม่เกินสิบนาทีก็ถึง
บ้านของครอบครัวเจียวอยู่ทางฝั่งตะวันออก ตึก B ชั้น 5 ก่อนเข้าตึกจะต้องใช้คีย์การ์ดในการเปิดประตู เจียวหย่วนเอาบัตรที่อยู่ในพวงกุญแจแตะปุ๊บประตูก็เปิดทันที
ในพวงกุญแจของเจียวหย่วนมีบัตรกลมๆ เล็กๆ ซึ่งก็คือคีย์การ์ดของประตูเข้าตึก คนที่พักอาศัยอยู่ในตึกสำหรับบุคลากรโรงเรียนนี้แทบจะทุกคนต่างมีคีย์การ์ด ที่คอของเจิ้งทั่นก็มีป้ายกลมๆ แขวนไว้หนึ่งอัน แต่ดูจะพิเศษกว่าตรงที่ด้านหน้าเป็นรูปของเจิ้งทั่น ส่วนด้านหลังเป็นที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของครอบครัวเจียว คีย์การ์ดกับบัตรประจำตัวสัตว์เลี้ยงแบบทูอินวันนี้เป็นสิ่งที่พ่อของเจียวหย่วนไปสั่งทำโดยเฉพาะ
พอเข้าตึกเจิ้งทั่นก็มองไปที่ระเบียงบ้านที่อยู่ชั้นหนึ่ง ไม่พบเจ้าอ้วนอยู่ที่ระเบียง สงสัยจะถูกพาไปพบปะเยี่ยมญาติ
ในเวลาอาหารแบบนี้ ประตูบ้านของครอบครัวเจียวจะถูกเปิดทิ้งไว้เสมอ อย่างไรเสียนี่ก็เป็นที่พักอาศัยของบุคลากรในโรงเรียน เข้าออกต้องมีคีย์การ์ดอีกทั้งยังมีกล้องวงจรปิดอีกด้วย ระบบการรักษาความปลอดภัยดีกว่าที่พักอาศัยข้างนอกอยู่มาก แม่ของเจียวหย่วนกำลังทำกับข้าว แต่ในห้องรับแขกกลับมีเสียงคนพูดคุยกัน
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องโฆษณาก็ขอรบกวนอาจารย์ด้วยนะครับ”
พอเจิ้งทั่นเดินเข้าประตูฝีเท้าก็หยุดชะงัก เขาคุ้นเคยกับเสียงนี้มาก มันเป็นเสียงของเถ้าแก่แซ่กัวร้านขายของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยงที่อยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยฉู่หัว พี่ชายของเขาเป็นสัตวแพทย์ ตอนที่เจิ้งทั่นไปฉีดวัคซีนก็เป็นพี่ชายของเขานี่แหละที่เอาเข็มทิ่มให้
สัปดาห์ก่อนเจิ้งทั่นได้ยินแม่ของเจียวหย่วนพูดว่าเสี่ยวกัวอยากให้เจิ้งทั่นไปถ่ายโฆษณาอาหารแมว ถ้าอย่างนั้นวันนี้ที่มาหาก็คงเป็นเพราะเรื่องนี้หรือเปล่า