ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 003 ตอนที่ 3
ตอนที่ 3 ว่าด้วยการสอนแมว
หนูขาวของห้องทดลอง หากจะพูดให้เพราะๆ ก็คือดูเชื่อง พูดให้แย่หน่อยก็คือมันดูโง่ๆ เฉื่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีสายเลือดเดียวกันด้วยหรือเปล่า
ช่วงนี้เจิ้งทั่นมักจะได้ยินพ่อเจียวหย่วนพูดถึงเรื่องเหล่านี้ใน PPT ของวิชาพันธุศาสตร์อยู่บ่อยๆ ดังนั้นพอเห็นหนูขาวพวกนี้อยู่ในกรง เจิ้งทั่นจึงเข้าใจถึงสิ่งที่พ่อเจียวหย่วนพูด เขาไม่เห็นถึงความหวาดกลัวในแววตาของหนูพวกนี้ พวกมันอาจคิดว่าคนเลี้ยงมาแล้วจึงได้รีบลุกขึ้นมาทำท่าขออาหาร
พ่อเจียวหย่วนหยิบหนูออกมาหนึ่งตัวแล้ววางลงบนโต๊ะพลางพูด “คอยดูมันนะ อย่าให้มันวิ่งไปไหน”
เจิ้งทั่นมองดูหนูขาวตัวเล็กที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับโชคร้าย เขายกขาตะปบหางของมันไว้ หนูขาวตัวนี้ไม่ได้ดิ้นทุรนทุราย มันเพียงแค่ทำท่าอยากจะวิ่งข้างหน้าแค่นั้น
ดูเอาแล้วกัน นี่คือความแตกต่างระหว่างสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติกับสัตว์ที่ถูกเลี้ยงในบ้าน ถ้าเป็นหนูข้างนอกถูกตะปบหางแบบนี้ ถ้าไม่ดิ้นหนีพยายามเอาชีวิตรอดก็คงหันกลับมากัดไปแล้ว
พ่อเจียวหย่วนนำกรงที่บรรจุหนูขาวอีกสี่ตัววางลงไปในกล่องกระดาษเปล่า เพื่อไม่ให้พวกมันมองเห็นเหตุการณ์ข้างนอก
“ฉันไม่รู้ว่าพวกแมวจับหนูกันอย่างไร หรือฆ่าหนูอย่างไร ฉันจึงอยากจะบอกนายถึงวิธีที่พวกเราใช้กันบ่อยๆ”
พ่อเจียวหย่วนพูดพลางเอาหนูที่ถูกตะปบไว้ขึ้นมา
“จะบอกให้นะ ในห้องทดลองของประเทศเราส่วนใหญ่จะใช้วิธีหักคอให้ตาย นี่เป็นวิธีฆ่าที่หนูขาวจะทรมานน้อยที่สุดแล้ว หากคนฝีมือดีหน่อยพวกมันจะไม่รู้สึกเจ็บเลยล่ะ ซึ่งก็สอดคล้องกับเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ที่ต่างประเทศได้ว่าไว้...”
เจิ้งท่านนั่งมองอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ เขารู้ว่าพ่อเจียวหย่วนเริ่มเข้าสู่โหมดการเรียนการสอนแล้ว บางครั้งเวลาพ่อเจียวหย่วนเตรียม PPT การสอนอยู่ที่บ้านก็มักจะลองพูดก่อนหนึ่งครั้ง ส่วนหน้าที่คนฟังก็คือเจิ้งทั่น ดังนั้นพอเขาได้ยินคำว่า ‘จะบอกให้นะ’ สี่คำนี้เขาก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังเข้าสู่คลาสเรียน
“วิธีฆ่าโดยการหักคอก็คือ ทำให้กระดูกช่วงคอแยกออกจากกัน ทำให้กระดูกช่วงหลังกับส่วนสมองตัดขาดจากกัน มือข้างหนึ่งใช้อุปกรณ์หรือใช้นิ้วล็อคคอของหนูไว้ มืออีกข้างจับหาง จากนั้นออกแรงดึงอย่างรวดเร็วก็ได้แล้ว นี่เป็นวิธีหนึ่ง ส่วนอีกวิธีที่พวกเราใช้กันบ่อยๆ ซึ่งนายจะลองดูก็ได้ ดูนะ...”
พ่อเจียวหย่วนพูดพลางใช้มือซ้ายจับหางของหนูขาว นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของมือขวาเลื่อนไปบริเวณคอของมันไว้
จากนั้นก็ ไม่มีหลังจากนั้นแล้ว...
เจิ้งทั่นมองหนูขาวที่นิ่งสนิทอยู่บนโต๊ะ แล้วหันไปมองพ่อเจียวหย่วนที่ทำหน้าประมาณว่า ‘ฉันรอดูฝีมือนายอยู่นะ’
“ดูสิ ง่ายนิดเดียว ต่อให้นายไม่เคยจับหนูมาก่อนก็ไม่ต้องกังวลไป ฝึกเอาหน่อยก็ได้แล้ว ฉันเคยเห็นความเร็วของนายที่ไล่อาหวง ไล่กวดหนูคงไม่น่ามีปัญหา”
อาหวงที่พ่อเจียวหย่วนพูดถึงคือแมวลายเสือสีเหลือง ซึ่งเป็นหนึ่งในเพื่อนตัวร้ายนับตั้งแต่เขากลายเป็นแมวเช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างจาก ‘จ่า’ ก็คือ อาหวงมักจะทำเรื่องที่ทำให้คนรู้สึกว่าไมjรู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี หลายครั้งที่เจิ้งทั่นเห็นแล้วก็อยากจะเข้าไปสั่งสอนมันสักหน่อย เพียงแต่ว่าช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นอาหวงปรากฏตัว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
พ่อเจียวหย่วนจับหนูอีกตัวขึ้นมาให้เจิ้งทั่นลองดู
เจิ้งทั่นฆ่าหนูตัวแรกเขากดมันถึงสามครั้งหนูที่น่าสงสารตัวนี้ถึงหมดลมหายใจ
พอฆ่าหนูตัวที่สองเขาใช้แรงมากเกินไป แต่อย่างน้อยหนูตัวนี้ยังไม่ทันจะได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดก็ตายเสียแล้ว ในใจของเจิ้งทั่นเริ่มรู้สึกโชคดีอีกครั้งที่ตัวเองกลายเป็นแมวไม่ใช่หนู พีระมิดอาหารยิ่งอยู่ล่างมากเท่าไรยิ่งต้องเผชิญกับนรกมากขึ้นเท่านั้น
“การแยกกระดูกช่วงคอค่อนข้างง่าย เพราะคอของหนูขาวอ่อนมาก นายก็แค่ยังฝึกไม่มากพอ” พ่อเจียวหย่วนยืนสอนอยู่ข้างๆ “อย่าลังเลที่จะลงมือ ทำให้สำเร็จได้ในครั้งเดียวเป็นดีที่สุด ไม่อย่างนั้นหนูจะทรมานมาก แต่ระวังไว้ว่าการแยกกระดูกสันหลังกับกระดูกช่วงหัวออกจากกันไม่ใช่ให้หัวขาดออกจากกัน จะต้องควบคุมแรงที่ใช้ให้ดี กระดูกคอต้องหัก หัวต้องไม่หลุด นักเรียนที่ฉันเคยสอนบางคนออกแรงมากเกินไปจนแรงดันในลูกตาของหนูสูงเกินทำให้ดวงตามันทะลักออกมาก็มี”
“......”
น่าสยดสยอง!
เจิ้งทั่นมองพ่อเจียวหย่วนที่พูดเรื่องแบบนี้ออกมาได้หน้าตาเฉย อยู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ว่าในดวงตาของพ่อเจียวหย่วนมีความเย็นชาแฝงอยู่
เจิ้งทั่นนึกถึงเรื่องราวเมื่อก่อนที่เคยนั่งกินเหล้ากับเพื่อนตอนกลางคืน ตอนนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งพูดว่า ‘ฆาตกรที่ร้ายกาจที่สุดไม่ใช่พวกที่ดูท่าทางอำมหิตพวกนั้น ไม่ใช่คนที่ถือมีดเล่มใหญ่เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสักและเจาะจมูก และก็ไม่ใช่คนที่ชอบถือมีดเล่นปืนทำท่าทางเท่ห์ไปวันๆ พวกนั้น แต่เป็นพวกที่มองผิวเผินดูไร้ความผิดปกติแต่กลับปลิดชีพได้อย่างง่ายดายโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนพวกนั้นต่างหาก’
ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ที่ชำนาญการในบางมุมก็ดูไม่แตกต่างจากภาพลักษณ์ของพวกฆาตกรเท่าใดนัก
นักวิทยาศาสตร์ที่เข้าสู่ห้วงแห่งการทดลองมันน่ากลัวจริงๆ!
เจิ้งทั่นลองคิดดู บางทีรองศาสตราจารย์เจียวอาจเป็นคนเดียวบนโลกใบนี้ที่สอนแมวตัวเองใช้วิธีหักคอฆ่าหนูก็เป็นได้
พอฆ่าหนูตัวที่สามและสี่ฝีมือของเจิ้งทั่นก็ดีขึ้นมาก อย่างน้อยก็ทำให้หนูสองตัวนี้ตายอย่างมีเกียรติมากกว่าหนูสองตัวก่อน
หนูขาวห้าตัว พ่อเจียวหย่วนสาธิตการฆ่าตายไปหนึ่งตัว อีกสี่ตัวที่เหลือเจิ้งทั่นฆ่าเองทั้งหมด
หลังจากจัดการเก็บกวาดศพหนูทั้งห้าแล้ว พ่อเจียวหย่วนก็หันตัวกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง สักพักก็หิ้วกรงที่ใหญ่กว่านิดหน่อยออกมา ภายในมีหนูขาวอยู่ห้าตัวเหมือนเดิม แต่ขนาดตัวใหญ่กว่าเดิมมาก
“นี่คือหนูตัวใหญ่ หนูขาวตัวใหญ่ที่ใช้ในห้องทดลองเป็นหนูขาวดัดแปลงพันธุกรรมมาจากหนูบ้าน ยังคงใช้วิธีเดียวกับเมื่อครู่ แต่ครั้งนี้ต้องออกแรงมากกว่า หาจุดให้แม่น คุมแรงให้ดี ฆ่าให้ได้ในครั้งเดียว ต้องให้ฉันสาธิตอีกไหม?”
เจิ้งทั่นส่ายหัว
“เด็กดี”
“......”
อย่างที่พ่อเจียวหย่วนพูด หนูตัวใหญ่มีความยากอยู่นิดหน่อย แต่พอลองกับหนูใหญ่ทั้งห้าตัวเสร็จแล้ว เจิ้งทั่นก็ชำนาญขึ้น
“ยังอยากฝึกอีกไหม?” พ่อเจียวหย่วนถามขึ้น
เจิ้งทั่นส่ายหน้า
“ดีมาก การฝึกฆ่าหนูก็พอแค่นี้ จะบอกให้นะ...”
เจิ้งทั่นเงี่ยหูฟัง “......” มาอีกแล้ว
ถึงแม้ว่าจะฆ่าหนูหมดแล้ว แต่โหมดการเรียนการสอนของพ่อเจียวหย่วนดูท่าจะยังไม่จบลง
“ในห้องทดลองของพวกเรา นอกจากจะใช้วิธีแยกกระดูกคอฆ่าหนูตัวใหญ่แล้ว ยังมีวิธีเด็ดหัว ปล่อยเลือด ทุบตี วางยาสลบ รมพิษ เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่นวิธีทำลายไขกระดูกในสัตว์จำพวกกบ แค่เข็มเดียวก็เอาอยู่แล้ว อ้อ...สัปดาห์หน้าฉันมีสอนผ่าสัตว์ใช้กบผ่าพอดีเลย เดี๋ยวฉันจะเอาไปสาธิตให้นายดูตัวหนึ่งนะ แล้วก็สิ่งที่นายต้องระวังก็คือ วิธีฆ่าสัตว์พวกหมาแมวที่ใช้ในห้องทดลองก็คือการทำให้อากาศเข้าไปอุดตันในหลอดเลือด” นิ่งไปสักพักพ่อเจียวหย่วนก็มองเจิ้งทั่นพลางพูด “นายเข้าใจหรือเปล่า?”
เจิ้งทั่นส่ายหัว ตัวเริ่มแข็ง ขนที่หลังและหางกำลังตั้งชัน เขารู้สึกว่าอุณหภูมิดูต่ำลง
“พูดง่ายๆ ก็คือฉีดอากาศเข้าไปในเส้นเลือดดำ”
มาถึงจุดนี้เจิ้งทั่นเข้าใจแล้ว ต่อให้เขาไม่ได้มีความรู้ด้านนี้เท่าไรนักก็พอจะเข้าใจได้ว่าการฉีดอากาศเข้าเส้นเลือดดำจะเกิดอะไรขึ้น
“อากาศเมื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือดไปถึงปอด จนอุดตันเส้นเลือดแดงในปอดทำให้เกิดภาวะช็อคอย่างรุนแรงหรือตาย ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่นายว่ายจากน้ำลึกมายังน้ำตื้น การเปลี่ยนแปลงของแรงดันทำให้อากาศในปอดขยายตัวขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ปอดขยายตัวตามมากจนเกินไป หากไม่รีบเอาอากาศส่วนเกินออกหรือเอาอากาศส่วนเกินออกไม่ทันล่ะก็ เรียกได้ว่าจะอยู่ในช่วงอันตรายมาก ผู้โดยสารที่ตกน้ำจากเหตุการณ์เรือไททานิคล่มก็ตายด้วยเหตุผลนี้แหละ”
พ่อเจียวหย่วนพูดพลางคิดขึ้นได้ว่าการพูดกับแมวเรื่องเรือไททานิคดูจะไร้ประโยชน์ ดังนั้นจึงกลับเข้าสู่ประเด็นหลักพร้อมทำการสรุป “ดังนั้น ต่อไปนายต้องระวังตัวให้ดี อยู่ให้ห่างจากวัตถุอันตราย เอาตัวเองให้รอด”
หลังจากที่ฝึกเทคนิคการฆ่าหนูแล้วก็เท่ากับบรรลุวัตถุประสงค์ในค่ำวันนี้แล้ว เจิ้งทั่นเองก็ได้เรียนรู้มากมาย ถึงแม้ว่าเรื่องจับหนูจะเป็นเรื่องที่เขาไม่มีทางเลือกก็ตาม แต่ในเมื่อตอนนี้เขาเป็นแมว คงมีแต่แมวที่จับหนูได้เท่านั้นถึงจะเป็นที่ยอมรับ ขนาดอาหวงแมวเส็งเคร็งตัวนั้นยังจับเป็น เจิ้งทั่นก็เชื่อว่าตัวเองต้องทำได้แน่นอน
พอกลับถึงที่พักเจิ้งทั่นก็เห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ พร้อมกับใบหน้าที่คุ้นเคยที่มีตราทหารติดอยู่
ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าเจ้าอ้วนกลับมาจากการเยี่ยมญาติแล้วสิ
อาศัยจังหวะที่พ่อเจียวหย่วนเอารถไปจอด เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปบนระเบียงของห้องที่อยู่ชั้นหนึ่ง แล้วมองเข้าไปข้างใน
โต๊ะหนังสือที่อยู่ชิดริมหน้าต่างมีถุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางอยู่ ซึ่งด้านบนมีแมวลางทางตัวอวบอ้วนกำลังนั่งอยู่