ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 039 ตอนที่ 39
ตอนที่ 39 ไม่ให้ลูบ!
เจิ้งทั่นไม่ได้รู้สึกเห็นด้วยที่เสี่ยวโย่วจื่อเดินเข้าไปในป่า ถึงตอนนี้จะเป็นเวลากลางวันก็ตาม เรื่องราวด้านมืดของป่าแห่งนี้เขาพบเห็นมาเยอะ บางทีอาจต้องรอตึกใหม่ๆ แถวนี้สร้างเสร็จก่อน จนค่อยๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้น ถึงจะทำให้บรรดาอาจารย์และนักเรียนรู้สึกว่ามีความปลอดภัย
ต้นไม้ที่ใบร่วงหล่นหมดแล้วในป่ามีอยู่มาก ส่วนต้นไม้จำพวกที่มีใบเขียวตลอดก็มีอยู่ไม่น้อย แต่สถานที่เปลี่ยวแบบนี้ย่อมให้ความรู้สึกในด้านมืดมากกว่า ต่อให้เป็นป่าที่มีใบไม้เขียวชอุ่ม แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนมีเงามืดอยู่เบื้องหลัง
เสี่ยวโย่วจื่อกำไม้นวดแป้งไว้ในมือแน่น เห็นได้ชัดว่าเด็กน้อยดูหวาดวิตกเมื่อต้องเข้าไปใน ‘พื้นที่อันตราย’ ก่อนหน้านี้ตอนที่มากับพวกเจียวหย่วนไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด เพราะเจียวหย่วน สงสง และคนอื่นๆ เป็นพวกไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมาคนเดียว แต่บางทีอาจเป็นเพราะมีเจิ้งทั่นคอยนำทางให้ ทำให้เธอไม่รู้สึกหวาดกลัวเท่ากับเด็กที่เข้ามาเพียงลำพัง
เจิ้งทั่นฟังเสียงที่ลอยมา เป็นเสียงของเด็กผู้หญิงสองคนกำลังร้อง น้ำเสียงมีความวิตกกังวลเจือปนอยู่ ท่ามกลางเสียงร้องของเด็กทั้งสองก็มีเสียงเห่าของเจ้าหลังดำอยู่ด้วย ตอนแรกเจิ้งทั่นรู้สึกว่ามันไม่ได้มีท่าทางที่จะเข้าทำร้าย แต่เสียงเห่าของเจ้าหลังดำก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป มันเริ่มรำคาญแล้ว
เด็กที่ไม่เคยเลี้ยงสุนัขย่อมไม่เข้าใจพฤติกรรมและเสียงร้องที่แตกต่างกันไปตามอารมณ์ของมัน อันที่จริงเมื่อเทียบกับแมวแล้ว ความคิดของสุนัขเข้าใจได้ง่ายกว่าหน่อย เมื่อก่อนเจิ้งทั่นไม่เข้าใจ แต่หลังจากที่ได้กลายเป็นแมว ได้คลุกคลีอยู่กับหมาแมวตัวอื่นๆ ทำให้ค่อยๆ เข้าใจถึงนิสัยของพวกมัน
เจ้าหลังดำจะไม่เข้าทำร้ายคนก่อน เสียงเห่าของมันไม่ได้แสดงถึงความโกรธเกรี้ยว นอกจากเสียงของทั้งสามแล้ว ก็ไม่มีเสียงคนหรือเสียงสัตว์อื่นๆ อีก ดังนั้นเจิ้งทั่นจึงเดาว่าเด็กทั้งสองอาจจะไปแกล้งเจ้าหลังดำเข้า ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของเจ้าหลังดำแล้วคงไม่รอจนถึงตอนนี้ ตอนที่มันเริ่มรำคาญ
เพื่อที่จะให้แน่ใจว่าไม่มีอันตรายอื่นๆ อีก เจิ้งทั่นจัดการดมรอบๆ ไม่มีกลิ่นคนแปลกหน้า ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม จึงไม่มีนักศึกษามาแถวนี้นานแล้ว ส่วนพวกคนงานก็ไม่มาแถวนี้ เพราะพอพวกเขาทำงานเหนื่อยก็จะไปหาที่สูบบุหรี่ และคงไม่มาสูบในป่าแน่นอน รอบๆ มีป้ายแขวนไว้อยู่ทั่วว่าห้ามสูบบุหรี่ที่นี่ หากถูกทางมหาวิทยาลัยจับได้มีหวังไม่รอดแน่ เงินโบนัสตอนปีใหม่คงหายไปทันตา
หลังจากแน่ใจแล้วเจิ้งทั่นก็วางใจ ก็แค่เด็กสองคนกับสุนัขหนึ่งตัว อีกทั้งยังเป็นสุนัขที่คุ้นเคยกันดีด้วย ไม่มีอะไรต้องกลัว
พอได้เจอเด็กทั้งสองคนเจิ้งทั่นก็วางใจได้เต็มร้อย เด็กทั้งสองไม่มีบาดแผลอะไรเท่าไร มากสุดก็ขาแพลง ทำให้เดินไม่ได้ ไม่อย่างนั้นปกติเด็กๆ เวลาเห็นสุนัขแล้วก็จะวิ่งหนีไปในทันที
เด็กทั้งสองคนดูแล้วโตกว่าเสี่ยวโย่วจื่อไม่มาก หนึ่งในนั้นเป็นเด็กผู้หญิงตัดผมหน้าม้าแต่งตัวเหมือนก้อนไหมพรมนั่งอยู่กับพื้น พอเห็นเสี่ยวโย่วจื่อก็ทำท่าทางเหมือนได้เจอแม่ น้ำตาเอ่อมาคลอเบ้า ยื่นมือออกมาขอให้ช่วยปลอบ
ส่วนเด็กอีกคนสวมเสื้อกันหนาวสีชมพูพิงเด็กที่เหมือน ‘ก้อนไหมพรม’ อยู่ ดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บ เด็กน้อยหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาโบกหวังจะไล่สุนัขไปให้พ้นทาง
เด็กที่สวมเสื้อกันหนาวสีชมพูพอเห็นเสี่ยวโย่วจื่อก็พูดขึ้น “มีผู้ใหญ่อยู่แถวนี้ไหม? รีบเรียกผู้ใหญ่มาช่วยไล่หมาตัวนี้หน่อย!”
เสี่ยวโย่วจื่อส่ายหัว ไม่มีผู้ใหญ่อยู่แถวนี้เลยสักคน
พอเห็นเสี่ยวโย่วจื่อส่ายหัว เด็กทั้งสองคนก็ดูหมดหวัง ไม่มีผู้ใหญ่แล้วจะไล่หมาตัวนี้ไปยังไง
เด็กน้อย ‘ก้อนไหมพรม’ กุมนิ้วที่ได้รับบาดเจ็บไว้พลางมองสุนัขที่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวอย่างหวาดกลัว ถึงแม้ว่าหมาตัวนี้จะยังไม่โตมากนัก แต่ก็ตัวใหญ่กว่าชิวาว่ากับคอร์กี้ที่อยู่ในเขตที่พักมาก ฟันแหลมคมที่ยื่นออกมา หากถูกกัดเข้าอาการคงสาหัส
หลังจากที่เจ้าหลังดำเห็นเจิ้งทั่นกับเสี่ยวโย่วจื่อเข้ามา มันก็หันมามองเล็กน้อย จากนั้นก็หันกลับไปเห่าเด็กทั้งสองต่อ เสียงเห่าดังขึ้นเรื่อยๆ แต่เด็กที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครเข้าใจมันเลยสักคน
เจิ้งทั่นมองไปรอบๆ แล้วก็หันไปมองเจ้าหลังดำ เขารู้สึกได้ว่ามันมองไปทางเด็กน้อย ‘ก้อนไหมพรม’ บ่อยๆ ไม่ได้สนใจเด็กหญิงเสื้อกันหนาวสีชมพูที่เอากิ่งไม้โบกอยู่ แต่การกระทำที่เอากิ่งไม้โบกแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นการทำร้าย ทำให้มันไม่สบอารมณ์เท่าไร พอมันเริ่มรำคาญก็ยิ่งเพิ่มความโกรธมากขึ้น ถ้าเป็นจ้วงจ้วงล่ะก็ กล้ามาโบกต่อหน้ามันแบบนี้ มันคงพุ่งเข้าไปงับนานแล้ว
เจิ้งทั่นค่อยๆ เดินเข้าไปหาเด็กน้อย ‘ก้อนไหมพรม’ เดิมทีเสี่ยวโย่วจื่ออยากจะห้ามไว้ เพราะในความคิดของเด็กน้อยส่วนใหญ่แมวกับหมาย่อมไม่ถูกกัน แต่พวกที่อยู่ในบริเวณที่พักบุคลากรนั่นเป็นข้อยกเว้น อย่างไรเสียพวกมันก็รู้จักกันตั้งแต่เด็กๆ ความเป็นศัตรูมีต่อกันไม่มาก แต่กับหมาที่อยู่นอกเขตที่พักนั้นแตกต่างกัน หลังจากที่เห็นแมวของตัวเองเข้าไปแล้วหมาตัวนั้นไม่ได้พุ่งเข้ามาเสี่ยวโย่วจื่อก็เบาใจลง ขณะเดียวกันก็เดินตามเข้าไปด้วยทั้งๆ ที่ในมือยังถือไม้นวดแป้งอยู่
เจิ้งทั่นเดินไปรอบๆ เด็กที่เหมือน ‘ก้อนไหมพรม’ ขณะที่เดินอยู่นั้นก็สังเกตสายตาของเจ้าหลังดำไปด้วย สุดท้ายเขาก็เอาตัวเบียดเด็กน้อยคนนั้น
“แมวเธอทำอะไรน่ะ? บอกให้แมวเธอออกไปเลยนะ! นี่เป็นชุดที่คุณอาเพิ่งซื้อให้ใหม่เลยนะ! แพงมากด้วย” เด็กน้อยก้อนไหมพรมมองไปทางเสี่ยวโย่วจื่อ
“มันอยากให้เธอหลบไป”
“อยากจะให้หลบก็หลบเหรอ? ไม่รู้หรือไงว่าข้อเท้าเราแพลง เจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
ขณะที่เสี่ยวโย่วจื่อกำลังจะพูดบางอย่าง เจิ้งทั่นก็หาสาเหตุเจอแล้ว พอเปิดเสื้อกันหนาวของเด็กน้อยออกหน่อยเขาเห็นจานร่อนพลาสติคสีเหลือง บนจานนั้นมีรอยฟันกับกลิ่นของเจ้าหลังดำอยู่
นี่แหละตัวการ!
เจิ้งทั่นพยายามดึงจานร่อนออกมา หลังจากที่เห็นเจิ้งทั่นทำท่าทางแบบนั้น เจ้าหลังดำก็จะเข้าไป แต่ถูกเด็กที่สวมเสื้อกันหนาวสีชมพูเอากิ่งไม้ตี มันจึงเห่าหนักกว่าเดิม
“เธอนั่งทับของบางอย่างอยู่น่ะ” เสี่ยวโย่วจื่อพูดขึ้น
เด็กน้อยที่เหมือนก้อนไหมพรมมองไปข้างตัว แล้วก็ลองขยับตัวเล็กน้อย พอดีกับที่เจิ้งทั่นเอาจานร่อนออกมาได้ จากนั้นเขาก็ยกเท้าเตะมันให้ร่อนออกไป
พอเห็นจานร่อนเจ้าหลังดำก็ไม่สนใจเด็กทั้งสามอีกต่อไป ก่อนที่เจิ้งทั่นจะดึงจานร่อนออกมาได้มันก็เริ่มกระดิกหางไปมาอย่างรวดเร็ว พอจานร่อนหลุดออกมามันก็วิ่งไปหาอย่างมีความสุข ก่อนที่จานร่อนจะตกถึงพื้นมันก็วิ่งไปงับได้ทัน จากนั้นก็วิ่งกลับไปทางที่ก่อสร้าง
เจ้านายของเจ้าหลังดำคงกำลังเดินอยู่แถวๆ ที่ก่อสร้าง ตรงนั้นค่อนข้างเสียงดัง ไม่แปลกที่เจ้านายของมันจะไม่ได้ยินเสียงเห่าจากด้านนี้ ไม่อย่างนั้นคงเป่านกหวีดนานแล้ว
พอเห็นสุนัขวิ่งไปไกลแล้ว เด็กทั้งสามคนก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เด็กน้อยที่สวมเสื้อกันหนาวสีชมพูนั่งลงบนพื้นโดยไม่สนว่าจะสกปรกหรือไม่
ปัญหาได้รับการแก้ไขเพราะหาสาเหตุเจอ เด็กทั้งสองคนก็เริ่มพูดมากขึ้น เด็กน้อยที่เหมือน ‘ก้อนไหมพรม’ ได้ขอโทษเสี่ยวโย่วจื่อด้วยความจริงใจ เด็กที่รู้จักขอโทษเป็นเด็กดี เด็กคนนี้เป็นเด็กจิตใจดีใช้ได้
เจิ้งทั่นปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ได้อยู่กับเด็กๆ ทั้งสามคน เพราะเด็กคนที่สวมเสื้อกันหนาวสีชมพูอยากจะมาลูบเขา เขาจึงบิดตัววิ่งหนีออกมา ไม่ให้ลูบ! เด็กน้อยเอ๋ย มือเธอเลอะโคลนอยู่นะ!
เด็กน้อยก้อนไหมพรมกำลังเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง วันนี้พวกผู้ใหญ่พากันออกไปซื้อของเตรียมตัวฉลองปีใหม่ เด็กทั้งสองรู้สึกเบื่อเลยออกมาเล่นข้างนอก ทั้งสองคนเป็นเพื่อนร่วมห้องกัน อีกทั้งยังอาศัยอยู่ในที่พักบุคลากรเหมือนกันอีกด้วย
ได้ยินมาว่าที่นี่เป็นป่าดอกบ๊วย ทั้งสองคนจึงเข้ามาที่นี่ นึกไม่ถึงว่าจะสะดุดเข้ากับรากต้นไม้จนข้อเท้าแพลง เพราะเสื้อผ้าที่สวมมาหนามาก ตอนล้มเลยสนใจแต่แผลที่เท้า ไม่รู้ว่าตัวเองนั่งทับของบางอย่างอยู่
เด็กน้อยที่สวมเสื้อกันหนาวสีชมพูหยิบกระดาษทิชชู่ออกมาจากกระเป๋าแล้วเช็ดมือ แล้วก็ให้เด็กน้อยก้อนไหมพรมเช็ดแผลด้วย
เด็กน้อยก้อนไหมพรมเดิมทีอยากจะไปหาหิมะรอบๆ มาล้างแผล แต่ก็พบว่าหิมะแถวนั้นละลายหมดแล้ว พื้นที่สีขาวบริเวณนั้นเป็นแค่ชั้นบางๆ บนหิมะมีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกเจือปนอยู่ หากใช้มันล้างแผลคงไม่ค่อยดีนัก หลังจากที่ใช้กระดาษทิชชู่เช็ดแผลแล้ว เด็กน้อยยังเห็นเลือดไหลออกมาจากแผลอีก จึงเอาลิ้นไปเลีย
“......” เจิ้งทั่นและเสี่ยวโย่วจื่อต่างก็ตะลึงงัน
พอเห็นเสี่ยวโย่วจื่อมองด้วยสีหน้าประหลาดใจ เด็กน้อยก้อนไหมพรมจึงพูดสอนอย่างตั้งใจ “เราเคยได้ยินพวกคุณอาคุยกันว่าน้ำลายของหนูมีสารโปรตูนชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เส้นประสาทเชื่อมต่อกัน บาดแผลที่ถูกโปรตูนพวกนั้นจะหายได้ไวกว่าแผลที่ไม่ถูด้วยน้ำลายถึงสองเท่า!”
พอพูดจบก็มองหน้าเสี่ยวโย่วจื่อด้วยสีหน้าที่ภูมิใจ ซึ่งตีความได้ว่า ‘ฉันเก่งใช่ไหมล่ะ ที่รู้อะไรมากขนาดนี้!’
“......” เจิ้งทั่นและเสี่ยวโย่วจื่อยังคงตะลึงงัน โปร...ตูน?
เด็กน้อยที่สวมเสื้อกันหนาวสีชมพูมองไปรอบๆ คล้ายกับว่าบรรยากาศแถวนั้นชวนให้หลงใหล ทำเป็นไม่ได้ยินบทสนทนาดังกล่าว
“แล้วน้ำลายของคนมันมีด้วยเหรอ?” เสี่ยวโย่วจื่อถาม
เด็กน้อยก้อนไหมพรมนิ่งไปสักพัก จากนั้นก็พูดออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำ “ถึงจะไม่มีแต่มันก็ยังมีประโยชน์ เชื่อเราเถอะ ไม่มีทางผิดแน่!”
เด็กน้อยเสื้อกันหนาวสีชมพูยังคงมองวิวต่อไปด้วยความตั้งใจมากกว่าเดิม
เสี่ยวโย่วจื่อถอนหายใจ จากนั้นก็หยิบกล่องเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าสะพายส่งให้เด็กน้อยก้อนไหมพรม
เจิ้งทั่นมองดูแล้วนั่นเป็นกล่องปฐมพยาบาล หลังจากที่แม่เจียวหย่วนออกจากโรงพยาบาลก็ได้เตรียมไว้ให้ทุกคนในบ้าน เจียวหย่วนกับกู้โย่วจื่อจะพกไว้ในกระเป๋าสะพายอยู่เสมอ ของที่อยู่ในนั้นมาจากโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย จึงใช้ได้อย่างไม่ต้องกังวล
“มันคืออะไรน่ะ?” เด็กน้อยรับกล่องไปเปิดดู จากนั้นก็ร้อง ‘อ้อ’ ออกมา “ที่ห้องเราก็มีกล่องปฐมพยาบาล แต่ไม่เคยใช้เลย” กล่องปฐมพยาบาลอันนั้นที่เด็กน้อยว่ามีไว้ประดับห้องเท่านั้น ไม่เคยคิดจะใช้มันมาแต่ไหนแต่ไร
ขณะที่นำแผ่นฆ่าเชื้อออกมาทำความสะอาดแผล เด็กน้อยก็ส่งเสียง “โอ๊ย” “โอ๊ะ” ออกมาไม่หยุด หนวกหูจนเจิ้งทั่นอยากจะหาอะไรมาอุดหู
ขณะที่กำลังจะติดพลาสเตอร์ยา เด็กน้อยรู้สึกว่าถ้าคนอื่นติดให้จะเจ็บ จึงใช้มืออีกข้างที่เหลืออยู่ติดเอง สภาพออกมาไม่น่าดูเลย
อย่างไรเสียแผลก็ไม่ได้ใหญ่มากมาย เป็นแผลชนิดที่คนทั่วไปถ้าเป็นก็ไม่ได้อยากจะสนใจ อีกอย่างเดี๋ยวก็กลับบ้านแล้ว พอกลับบ้านไปคนที่บ้านก็คงจะทำให้ใหม่อีกรอบ ดังนั้นเด็กอีกสองคนจึงไม่พูดอะไร
“เธอใช่เด็กป.สองที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าภาษาจีนใช่ไหม” ในที่สุดเด็กน้อยก้อนไหมพรมก็นึกออกจึงถามขึ้น ก่อนหน้านี้เด็กน้อยรู้สึกคุ้นๆ หน้า มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนบอกว่ามีเด็กป.สองที่พูดภาษาอังกฤษเก่งมาแทรกชั้นเรียน พวกเขายังไปมุงดูกันด้วยซ้ำ ตอนแรกคิดว่าเป็นเด็กฝรั่ง แต่ก็ต้องผิดหวัง แล้วก็ไม่สนใจอีกต่อไป เมื่อครู่ตอนที่เห็นเสี่ยวโย่วจื่อก็ไม่ได้เอะใจ เพิ่งจะมานึกออกเอาตอนนี้
“ใช่ๆ ฉันจำได้ว่าชื่ออะไรโย่วจื่อนี่แหละ” ในที่สุดเด็กน้อยเสื้อกันหนาวสีชมพูก็ไม่สนใจวิวอีกต่อไป
เสี่ยวโย่วจื่อเม้มริมฝีปากพลางพูด “เราชื่อกู้โยวจื่อ”
“เราชื่อเยี่ยลี่ซา อยู่ชั้นป.สามห้องสาม คนนี้ชื่อเซี่ยซิน อยู่ห้องเดียวกันกับเรา พวกเราโตกว่าเธอหนึ่งปี ถ้าเกิดว่ามีเพื่อนในห้องมาแกล้ง บอกพวกเราได้เลยนะ จะไปจัดการให้!” เด็กน้อยก้อนไหมพรมที่ชื่อเยี่ยลี่ซายกกำปั้นขึ้นมาพลางพูด
“ใช่ๆ ไม่ต้องเกรงใจนะ ครั้งนี้เธอช่วยพวกเราไว้ ถ้าเดือดร้อนอะไรก็ไปป.สามห้องสามหาพวกเราได้เลย บอกชื่อก็พอ ใครๆ ก็รู้จัก” เซี่ยซินพยักหน้าพลางพูด
เสี่ยวโย่วจื่อนิ่งเงียบ อันที่จริงอยากจะพูดออกไปว่าปีหน้าตัวเองจะข้ามชั้นไปเรียนปีเดียวกัน แต่คุณป้าบอกไว้ว่าเราควรจะถ่อมตัว หลังจากที่คิดดีแล้ว เสี่ยวโย่วจื่อจึงไม่พูดออกไป
ผ่านไปสักพัก เสี่ยวโย่วจื่อกับเซี่ยซินก็ช่วยกันพยุงเยี่ยลี่ซาออกไป พอพ้นป่าเสี่ยวโย่วจื่อก็ให้เยี่ยลี่ซานั่งเบาะหลังจักรยาน แล้วทั้งสองคนก็ช่วยกันเข็นไป
เจิ้งทั่นเดินตามอยู่ข้างๆ ไม่ได้กระโดดขึ้นตะกร้า จะได้ไม่เป็นการเพิ่มภาระให้เด็กทั้งสอง
หลังจากที่มาถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยแล้ว เซี่ยซินก็เข้าไปโทรหาคนในบ้าน ที่นั่นมีคนรู้จักอยู่ ต่อให้ไม่มีเงินก็เข้าไปขอยืมโทรศัพท์ได้ พอคุยเสร็จเยี่ยลี่ซากับเซี่ยซินก็รอคนที่บ้านมารับอยู่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตนั่น ส่วนเสี่ยวโย่วจื่อก็พาเจิ้งทั่นกลับบ้าน
วันต่อมาพ่อแม่ของเยี่ยลี่ซาได้มาแสดงความขอบคุณถึงที่บ้าน อีกทั้งยังได้นำของขวัญแสดงการขอบคุณมาให้ด้วยมากมาย แม่เจียวหย่วนไม่ได้สนใจของพวกนั้น สิ่งที่ท่านสนใจคือเสี่ยวโย่วจื่อจะได้มีเพื่อนเพิ่ม เด็กๆ ในที่พักบุคลากรจะเล่นด้วยก็ต่อเมื่อเจียวหย่วนพาไป ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครมาเล่นกับเสี่ยวโย่วจื่อ ถึงแม้ว่าเยี่ยลี่ซากับเซี่ยซินจะอยู่ที่พักบุคลากรฝั่งตะวันตก แต่ทั้งสองเขตก็ไม่ได้อยู่ห่างกันมากนัก อย่างน้อยก็ให้เด็กๆ ได้มาเจอกันบ้างเป็นครั้งคราว ดีกว่าเอาแต่เล่นกับแมว มนุษย์เราต้องหัดเข้าสังคม
ช่วงวันสิ้นปีนี้เจียวหย่วนหมกตัวอยู่แต่ในห้องเพื่อฝึกเขียนพู่กันจีน ปีนี้ฉลองปีใหม่ที่บ้าน เขาจึงอยากจะเขียนคำอวยพรติดหน้าประตูด้วยตัวเอง ไม่ได้เขียนนานต้องเคาะสนิมกันหน่อย ดังนั้นจึงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง
เจิ้งทั่นอาศัยช่วงที่เจียวหย่วนนอนกลางวัน แอบแง้มหน้าต่างเข้าไปดู เด็กแสบนี่ตั้งใจเลยทีเดียว ทำตัวใช้ได้ ไม่ได้เอาแต่เล่นไปวันๆ
พอเจียวหย่วนตื่นขึ้นมาเห็นเจิ้งทั่นอยู่ในห้องก็ตื่นเต้นทันที หลังจากเขียนคำอวยพรเสร็จก็คว้าขาของเจิ้งทั่นไปจุ่มน้ำหมึกจากนั้นก็ปั๊มลงไปบนกระดาษสามที ซ้าย ขวา กลาง ด้วยเหตุนี้ทำให้เจิ้งทั่นงอนไปสองวัน หมึกที่ติดอยู่ที่เท้าล้างออกยากมาก ถึงจะเป็นสีดำมองไม่เห็นเท่าไร แต่พอยกเท้าขึ้นมาเขาก็ได้กลิ่นน้ำหมึก ใช้น้ำยาล้างมือกลิ่นผลไม้ของเสี่ยวโย่วจื่อก็ไม่หาย
ก่อนวันปีใหม่หนึ่งวัน เจิ้งทั่นได้ออกไปเดินเล่นข้างนอก ร้านค้าส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยพากันปิดหมด ไม่ต่างจากห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ด้านนอก เส้นทางระหว่างมหาวิทยาลัยไปศูนย์กลางสัตว์เลี้ยงของเสี่ยวกัวเงียบเหงาลงไปมาก แม้แต่แมวยังไม่ค่อยจะได้พบเห็น เจิ้งทั่นได้ยินคนแถวนั้นพูดกันว่าช่วงปีใหม่มีคนออกมาจับแมวกันมาก แมวที่อยู่แถวๆ นี้หายไปแล้วหลายตัว ต้องถูกจับไปขายแน่ๆ
ขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่นั้น เจิ้งทั่นได้เจอกับหลี่หยวนป้าที่ออกมาลาดตระเวน โดยมีพีนัทอยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าเพราะท้องนี้คลอดลูกออกมาแค่ตัวเดียวหรือเปล่า พีนัทถึงได้ตัวใหญ่กว่าลูกแมวตัวอื่นๆ โตก็ไว ตอนนี้ตัวใหญ่กว่าแมวที่อายุเท่ากันมาก ต่อสู้ก็ร้ายกาจ
แต่เจิ้งทั่นรู้สึกแปลกใจอยู่นิดหน่อยที่เสียงร้องของพีนัทมันแปร่งๆ ไม่เหมือนแมวตัวอื่น และก็ไม่เหมือนเขาด้วย มีครั้งหนึ่งเจิ้งทั่นเห็นพีนัทกำลังเผชิญหน้าอยู่กับแมวโตในซอยตัวหนึ่ง ขณะที่มันกำลังโก่งตัวส่งเสียงขู่ออกมานั้น เจิ้งทั่นได้ฟังแล้วก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ส่วนแมวโตตัวนั้นก็หดหูลง แล้ววิ่งหนีไป