พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 003 ตอนที่ 3

#3Chapter 003

ตอนที่ 3 แดนสุขาวดีอยู่แห่งหนใด

ชายในชุดสีเข้มจูงมั่วชิงเฉินไว้ เพียงขยับตัวเล็กน้อยก็ลอยออกไปไกลหลายจั้ง[footnoteRef:1] พริบตาเดียวก็มาถึงนอกประตูลานบ้านแล้ว [1: จั้ง หน่วยวัดโบราณของจีน 1 จั้งยาวประมาณ 3.33 เมตร]

ชาวบ้านที่มุงดูรวมทั้งนางหลิ่วหยางต่างตกตะลึงแน่นิ่ง ลืมแม้กระทั่งการพูด มองดูชายในชุดสีเข้มจูงมั่วชิงเฉินยิ่งเดินยิ่งไกลออกไปต่อหน้าต่อตา

หลิงจือเหมือนเพิ่งตื่นจากความฝัน นางวิ่งไปตามทิศที่พวกเขาจากไป ตะโกนเสียงดังว่า “สาวน้อย สาวน้อย เจ้าจะไปไหน จะกลับมาอีกไหม”

มั่วชิงเฉินขยับตัวเล็กน้อย ชายในชุดสีเข้มกลับเหมือนไม่ได้ยินยังคงจูงนางเดินต่อไป

มั่วชิงเฉินได้แต่หันศีรษะ เดินไปตะโกนไปว่า “พี่หลิงจือ พี่ต้องรักษาตัวนะ...”

ไม่นานนัก ร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กสองร่างก็หายไปจากสายตาของชาวบ้าน

ผ่านไปพักใหญ่ พวกชาวบ้านถึงเริ่มถกกันขึ้นมาอย่างตื่นเต้น

“เห็นหรือไม่ นั่นจะต้องเป็นเทพเซียนแน่ๆ ข้าบอกแล้วว่าเทพเซียนมีอยู่จริง พวกเจ้ายังไม่เชื่อ” จางเอ้อร์หมาจื่อยิ้มปากกว้างกล่าว

“ว้าย ถ้าเช่นนั้น บิดาของนางหนูก็เป็นเทพเซียนน่ะสิ มิน่าล่ะ นึกถึงตอนนั้นที่ข้าเห็นเขาแวบแรกก็รู้สึกว่าเขาเป็นดั่งเทพเซียน” หญิงมีเสน่ห์คนหนึ่งพูดอย่างตื่นเต้น

“จุ๊ๆ ข้าดูออกตั้งนานแล้วว่านางหนูไม่ธรรมดา เด็กตัวเล็กๆ ขนาดนั้นแต่ตากลับเป็นประกายแวววับ เหมือนเข้าใจอะไรไปเสียทุกอย่าง เห็นไหมล่ะไปเป็นเทพเซียนเสียแล้ว” หญิงที่แต่งงานแล้วอายุยี่สิบกว่าคนหนึ่งพูดพลางสะบัดผ้าเช็ดหน้า

“ก็นั่นน่ะสิ ก็ว่าหน้าตาของนางหนูไม่ใช่คนบนโลกนี้จะพึงมีได้นะ ที่นี่รั้งนางไว้ไม่อยู่หรอก” ตาแก่ผมหงอกลูบหนวดเคราพลางว่า

มีเพียงนางหลิ่วหยางที่สีหน้าเขียวคล้ำ นั่งงงๆ อยู่ตรงนั้นไม่ลุกขึ้นมา ในใจคิดซ้ำไปซ้ำมาเพียงอย่างเดียว นางหนูจะเป็นเซียนแล้ว นางจะกลับมาเอาข้าลงกระทะทองแดงหรือไม่

มั่วชิงเฉินไม่รู้เลยว่าการปรากฏตัวของชายในชุดสีเข้มสร้างความโกลาหลเพียงใดให้กับหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ นางเพียงแต่กระวนกระวายใจและตั้งตารอถึงสถานที่ที่จะได้ไป

ชายในชุดสีเข้มไม่ชอบพูดคุยนัก เขามัวสนใจแต่จูงมั่วชิงเฉินมุ่งไปข้างหน้า ทิวทัศน์รอบข้างถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว มั่วชิงเฉินมีความรู้สึกเหมือนนั่งชมวิวอยู่บนรถยนต์

“ท่านอาสิบสี่ นี่ท่านกำลังพาข้ากลับบ้านหรือเจ้าคะ” ในที่สุดมั่วชิงเฉินก็ทนไม่ไหวจนต้องถามออกมา

นางรู้ว่าระหว่างคนกับคนมีเพียงการติดต่อสื่อสารเท่านั้นถึงจะสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นได้

“นางหนู อย่าเพิ่งพูดตอนนี้” ชายในชุดสีเข้มเอ่ย

มั่วชิงเฉินเม้มปาก ปล่อยให้ชายในชุดสีเข้มจูงนางมุ่งไปข้างหน้า จนกระทั่งผ่านเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งจึงได้หยุดลง

ชายในชุดสีเข้มจูงนางมาถึงร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่งและเข้าไปในห้องส่วนตัว เสี่ยวเอ้อร์ซึ่งห้อยผ้าซับเหงื่อไว้บนคอผู้คล่องแคล่วว่องไวรีบเดินมาบอกชื่ออาหาร

ชายในชุดสีเข้มโบกมือกล่าวว่า “เลือกที่ขึ้นชื่อมาสักหลายๆ อย่างแล้วรีบยกขึ้นมา”

เสี่ยวเอ้อร์โค้งตัวถอยออกไป ในห้องจึงเหลือเพียงชายในชุดสีเข้มและมั่วชิงเฉินเพียงสองคน

ขณะที่มั่วชิงเฉินกำลังคิดอยู่ว่าจะเปิดปากพูดก่อนดีหรือไม่ ชายในชุดสีเข้มก็พูดขึ้นมาว่า “นางหนู เจ้าไม่ต้องเกรงนะ เจ้าพูดไม่ผิดหรอก อาสิบสี่มาครั้งนี้ก็เพื่อพาเจ้ากลับบ้าน”

“ท่านพ่อของข้า ก็อยู่ที่บ้านหรือ” มั่วชิงเฉินถามเสียงเบา

ชายในชุดสีเข้มชะงักครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “เขาก็อยู่บ้าน”

มั่วชิงเฉินคิดในใจ ถ้าอย่างนั้นทำไมบิดาของนางถึงไม่มารับนางเอง แต่กลับให้ท่านอาสิบสี่มาล่ะ แน่นอนนางไม่มีทางถามออกมาเด็ดขาด จึงถามว่า “ท่านอาสิบสี่ เราต้องเดินทางอีกนานไหมกว่าจะถึงบ้าน”

ชายในชุดสีเข้มยิ้มว่า “นางหนู รอเจ้ากินอิ่ม อาบน้ำเสร็จ ฟ้ายังไม่ทันมืดเราก็ถึงบ้านแล้ว”

เพียงครู่เดียวเสี่ยวเอ้อร์ก็ยกข้าวปลาอาหารร้อนกรุ่นเข้ามาแล้ววางลงบนโต๊ะทีละอย่างๆ “นายท่านเชิญขอรับ” พูดจบก็จะถอยออกไป

ชายในชุดสีเข้มกลับกล่าวว่า “น้องชายท่านนี้ รบกวนเจ้าช่วยซื้อเสื้อผ้าที่หลานสาวข้าใส่ได้มาสักสองชุด นี่ ไม่ต้องทอนนะ” จากนั้นโยนเศษก้อนเงินสีขาวโพลนออกมา

เสี่ยวเอ้อร์รับเงินไว้ในมือ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ว่า “วางใจเถอะท่าน ข้าน้อยจะรีบส่งมา”

มั่วชิงเฉินเบิกตากว้าง นางมานี่ได้หนึ่งปีแล้วย่อมรู้ราคาค่างวดของเศษก้อนเงินเล็กๆ นี้ดี นี่สามารถทำให้ชาวบ้านธรรมดาดำรงชีวิตไปได้ครึ่งปีแล้ว

จากนั้นก็ยิ้มเยาะตนเอง ดูจากความมือเติบของท่านอาสิบสี่แล้ว เป็นไปได้มากที่พวกเขาคือนักบำเพ็ญเซียนในตำนาน คาดว่าคงไม่ใส่ใจเงินทองของทางโลกสินะ

คิดได้เช่นนี้ จึงยิ่งตั้งตารอบ้านที่ไม่รู้ว่าอยู่แห่งหนใดขึ้นมา

“กินเถอะ นางหนู” ชายในชุดสีเข้มพูดพลางคีบน่องไก่ให้มั่วชิงเฉินหนึ่งข้าง

มั่วชิงเฉินที่ไม่ได้ลิ้มลองรสชาติเนื้อมาหนึ่งปี พยายามข่มใจตนเองไม่ให้เสียกิริยา นางแอบรู้สึกโชคดีที่ก่อนหน้านี้หลิงจือให้ขนมวัววัวโถวก้อนนั้นแก่นางไว้ ให้นางได้รองท้องไว้บ้าง มิเช่นนั้นคงจะอับอายน่าดู

โดยที่ไม่รู้ว่าชายในชุดสีเข้มมองดูท่ากินอันเรียบร้อยของมั่วชิงเฉินแล้วก็แอบประหลาดใจนัก ณ เวลานั้นสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นกระทำต่อนางหนูในลานบ้าน เขาล้วนเห็นกับตา คิดว่าความเป็นอยู่ของนางหนูน้อยในหลายปีนี้คงจะลำบากมาก กระนั้นต่อหน้าอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะเช่นนี้นางยังสามารถบังคับตนเองได้ หรือว่านางจะมีพรสวรรค์เก่งกล้ามาแต่กำเนิด

พอคิดอีกทีในตัวนางหนูน้อยมีสายเลือดตระกูลมั่วไหลอยู่ครึ่งหนึ่ง ใช่ว่าคนธรรมดาเหล่านั้นจะเทียบเคียงได้

และเมื่อนึกถึงคำพูดกระแนะกระแหนของพี่สะใภ้แปดก่อนจะออกจากบ้านมา ชายในชุดสีเข้มก็วางใจลง สายตาที่มองมั่วชิงเฉินยิ่งเพิ่มความชื่นชมมากขึ้น

ไม่นานนักเสี่ยวเอ้อร์ก็ถือห่อผ้าเดินเข้ามา ชายในชุดสีเข้มให้เขาหาผู้หญิงมีอายุสักหน่อยเพื่อช่วยมั่วชิงเฉินอาบน้ำ เมื่อมั่วชิงเฉินใส่เสื้อผ้าที่ซื้อมาใหม่เดินออกมาก

ชายในชุดสีเข้มเห็นนางหนูน้อยที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้วก็อดตะลึงงันไม่ได้

เห็นนางสวมชุดกระโปรงสีชมพู ผมทรงซาลาเปาคู่ปักดอกไม้ประดิษฐ์เป็นทรงพวงดอกท้อข้างละหนึ่งพวง ดวงตาทรงดอกท้ออันมีชีวิตชีวาบนใบหน้าขาวเนียนอมยิ้มหันมองมาทางเขา

ทันใดนั้นเองชายในชุดสีเข้มจึงเข้าใจขึ้นมาโดยพลันว่าเพราะเหตุใดพี่เจ็ดถึงได้แต่งหญิงสาวสามัญเป็นภรรยา นางหนูน้อยที่ขาดสารอาหารยังสวยได้ถึงเพียงนี้ เช่นนั้นมารดาของนางนั้นจะงดงามเพียงใด

“ท่านอาสิบสี่ ท่านเป็นอะไรไปหรือ” มั่วชิงเฉินแหงนหน้าถาม ผู้หญิงล้วนรักสวยรักงาม ครั้งแรกที่ได้ใส่เสื้อผ้าสวยเช่นนี้ในใจนางก็แอบตื่นเต้นเช่นกัน

ชายในชุดสีเข้มยิ้มแล้วกล่าวว่า “นางหนูสวยจริงๆ พวกเราไปกันเถอะ”

ครั้งนี้ชายในชุดสีเข้มจูงมั่วชิงเฉินเดินออกจากตัวเมืองด้วยความเร็วเหมือนคนธรรมดาเดินเท้า มาจนถึงสถานที่เปลี่ยวนอกเมืองจึงได้หยุดลงกะทันหัน

มั่วชิงเฉินใจหายวาบโดยไม่รู้ตัว

ชายในชุดสีเข้มเห็นท่าทางตื่นเต้นของมั่วชิงเฉินแล้วกลับหัวเราะคิกคักโก่งเอวอุ้มนางขึ้นมา

มั่วชิงเฉินหน้าแดง ไม่ว่าภายนอกจะอายุสักเท่าไรแต่ภายในของนางก็คือดวงวิญญาณของหญิงสาวอายุยี่สิบกว่าอยู่ดี

“นางหนู จับแน่นๆ นะ” ชายในชุดสีเข้มพูดเสียงต่ำ

มั่วชิงเฉินแม้จะหน้าร้อนผ่าว แต่ก็ยังกอดชายในชุดสีเข้มแน่นอย่างว่าง่าย

เห็นชายในชุดสีเข้มหยิบกระดาษประหลาดออกมาแผ่นหนึ่งแปะไว้บนเท้า

โม่ชิงเฉินร้อง “ว้าย” ออกมา

นางซุกตัวในอ้อมกอดของชายในชุดสีเข้ม ทิวทัศน์รอบข้างถอยหลังไปอย่างรวดเร็วดั่งสายน้ำ รู้สึกเหมือนดั่งเหาะเหินเดินอากาศได้ ข้างหูล้วนเป็นเสียงลมพัดฟู่ๆ

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดชายในชุดสีเข้มก็หยุดลงที่หน้าประตูจวนแห่งหนึ่ง

มั่วชิงเฉินขยี้ตาที่พร่ามัว นางรู้จักตัวหนังสือสองตัวที่อยู่บนแผ่นป้าย ‘จวนมั่ว’

มั่วชิงเฉินมองดูรอบๆ พบว่าทิวทัศน์รอบข้างแท้จริงคือเมืองที่เฟื่องฟูแห่งหนึ่ง ในใจอดผิดหวังไม่ได้ นางยังคิดว่าจะถูกพาไปบนภูเขาเซียนโน่นแน่ะ

ชายในชุดสีเข้มไม่รู้ความในใจของนางหนูน้อย ได้แต่ลูบศีรษะนางว่า “นางหนู ถึงแล้ว”

devc-75d0bbbd-32992พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 003 ตอนที่ 3