พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 013 ตอนที่ 13

#13Chapter 013

ตอนที่ 13 สุสานผู้กล้า

มั่วต้าเหนียนได้ฟังมั่วชิงเฉินพูดแล้วก็โบกมือว่า “กินข้าวก่อน หากบิดาเจ้ารู้ว่าเจ้าไปหาเขาทั้งที่ท้องหิวอยู่ เจ้าจะถูกด่านะ”

มั่วชิงเฉินจึงได้แต่กินข้าวเย็นตามมั่วต้าเหนียนแต่โดยดี อวิ๋นจือยืนอยู่ข้างๆ คอยปรนิบัติ ไม่ว่ามั่วชิงเฉินจะบอกให้กินด้วยกันอย่างไรก็ไม่ยอมรับปาก สุดท้ายได้แต่ปล่อยนางไป

หลังมื้ออาหารอวิ๋นจือยกน้ำชามาให้ทั้งสองคนก่อนจะเข้าห้องไปหยิบเสื้อคลุมสีกุหลาบม่วงออกมาตัวหนึ่ง

“เอ๊ะ พี่อวิ๋นจือ เสื้อคลุมนี่มาจากไหนกัน พอดีตัวเลยล่ะ” มั่วชิงเฉินลูบเนื้อผ้านุ่มลื่นของเสื้อคลุมพลางถาม

อวิ๋นจือก้มหน้าลงเล็กน้อย ผูกเชือกให้มั่วชิงเฉินพลางพูดว่า “วันนี้อวิ๋นจือไปรับมาจากห้องผ้าเจ้าค่ะ มีชุดกระโปรงทั้งหมดสี่ชุด เสื้อคลุมสองตัว เสื้อตัวใน...”

มั่วชิงเฉินได้ประจักษ์ถึงเคล็ดลับของการบำเพ็ญเพียร ไม่ค่อยสนใจของของทางโลกสักเท่าไรจึงได้แต่ฟังไปเช่นนั้นเอง ในสมองคิดแต่เรื่องไปคารวะสุสานของบิดา

ยังไม่พูดถึงว่าเดิมทีนางหนูไม่เคยพบบิดามาก่อน มั่วชิงเฉินที่มีวิญญาณของผู้ใหญ่ก็ยิ่งยากที่จะมีความรู้สึกใดๆ ต่อคนที่ไม่เคยพบเจอ เพียงแต่รู้สึกว่าโดยมารยาทแล้วอย่างไรเสียก็เป็นบิดาของร่างกายร่างนี้จึงควรไปกราบไหว้สักที

อวิ๋นจือถือตะกร้าดอกไม้เล็กๆ สานจากเถาวัลย์เดินมา ในตะกร้าเต็มไปด้วยของประเภทกระดาษเงินกระดาษทองธูปเทียน

มั่วชิงเฉินคิดในใจว่าจะเป็นสาวใช้นี่ก็ต้องมีทักษะนะนี่ โชคดีที่ตนเป็นผู้มีรากวิญญาณ ต่อให้ด้อยอย่างไรก็ยังมีโอกาสหลุดพ้นจากโลกิยโลก

มั่วต้าเหนียนรับตะกร้ามาแล้วเพียงขยับมือตะกร้าก็หายไปกลางอากาศ เขาจับมือมั่วชิงเฉิน ทุกครั้งที่ก้าวออกไปก็ไกลออกไปหลายจั้ง นั่นก็คือคาถาเหยียบลมที่ฝึกได้เมื่อถึงหลอมลมปราณขั้นสาม

ยามนี้พระอาทิตย์อัสดงแล้ว แต่ท้องฟ้ายังคงมีแสงสว่าง พระจันทร์เสี้ยวสีขุ่นมัวโผล่ออกมาอย่างเงียบงัน

มั่วชิงเฉินตามท่านปู่ผ่านประตูจันทราบานแล้วบานเล่า อ้อมผ่านบึงที่มีกิ่งหลิ่วห้อยซ้อนเป็นชั้นๆ ไปทางหลังเขาอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากฝนที่ตกก่อนนี้ไม่นานทางเล็กที่ขึ้นเขาจึงยังมีโคลนตม มั่วต้าเหนียนอุ้มมั่วชิงเฉินขึ้นมา ใช้คาถาเหยียบลมเดินอยู่ทางเดินโดยเท้าไม่ติดพื้น ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าจางๆ

มั่วชิวเฉินได้ยินเพียงเสียงลมฟู่ๆ เต็มหู คืนกลางฤดูร้อนยังมีไอร้อนหลงเหลืออยู่ ทว่าเดินอยู่บนทางเล็กกลางเขาด้วยความเร็วเช่นนี้ กลับถูกลมพัดจนสบายไปทั่วร่าง

“นางหนู ถึงแล้ว” มั่วชิงเฉินหลับตาอยู่ กำลังเริ่มรู้สึกง่วงก็ได้ยินเสียงเรียกของมั่วต้าเหนียน

มั่วชิงเฉินลืมตาขึ้น กวาดตาไปรอบๆ เห็นดอกไม้ป่าหลากสีบานเต็มทั่วภูเขา งดงามสะพรั่งดั่งท้องฟ้าสีเพลิงยามอาทิตย์อัสดง ท่ามกลางแสงจันทร์ ข้างหนึ่งเป็นป่าทึบ ลมโชยมาเอื่อยๆ พัดใบไม้นับไม่ถ้วนให้ดังซ่าๆ เงากิ่งไม้โยกไหว แสงจันทร์ดุจยองใย สะท้อนให้สุสานที่อยู่ด้านหน้าเกิดเป็นความสงบเร้นลับอย่างบอกไม่ถูก

“ฟู่ๆ...” ไม่รู้ว่าเสียงลมหรือเสียงคำรามต่ำของสิงสาราสัตว์ ชัดเจนยิ่งนักในกลางหุบเขาที่ไม่ค่อยมีคนนี้

มั่วชิงเฉินหดไหล่โดยไม่รู้ตัว

“นางหนู กลัวไหม” มั่วต้าเหนียนลูบศีรษะมั่วชิงเฉิน

มั่วชิงเฉินยิ้มว่า “เดิมทีกลัวเจ้าค่ะ ทว่ามีท่านปู่อยู่ด้วย ชิงเฉินเลยไม่กลัวแล้ว”

มั่วชิงเฉินพูดเรียบๆ กลับให้มั่วต้าเหนียนฟังแล้วรู้สึกสบายใจ เขาจูงมือมั่วชิงเฉินเอ่ยว่า “นางหนู นี่ก็คือที่ที่บิดาเจ้านอนหลับอยู่”

มั่วชิงเฉินมองตามทิศทางที่มั่วต้าเหนียนชี้ไป เห็นสุสานที่อยู่ด้านซ้ายสุดไม่เหมือนสุสานหลังอื่นที่ด้านบนเต็มไปด้วยต้นหญ้า แต่กลับโล้นเลี่ยน สีดินออกเข้ม และมีความชื้น เห็นชัดว่าเพิ่งสร้างได้ไม่นาน ด้านหน้ามีป้ายหินเล็กๆ แผ่นหนึ่ง สลักอักษรไว้ว่า ‘สุสานตระกูลมั่วรุ่นที่ยี่สิบหกอันดับเจ็ดมั่วเซียว’

มั่วต้าเหนียนค่อยๆ ย่อลง หยิบกระดาษเงินกระดาษทองออกมา ปลายนิ้วปรากฏเปลวไฟสีเหลืองจุดติดกระดาษ ปากพึมพำว่า “เซียวเอ๋อร์ บุตรสาวเจ้ามาเยี่ยมเจ้าแล้ว นางมีนามว่าชิงเฉิน เป็นนามที่ดี อาสามเจ้าเป็นคนตั้งให้นาง เจ้าควรวางใจได้แล้วนะ พ่อจะดูแลนางหนูอย่างดี เอาล่ะ ไม่พูดมากกับเจ้าแล้ว นางหนูบำเพ็ญเพียรมาทั้งวันก็เหนื่อยแล้ว พรุ่งนี้นางยังต้องไปโถงเฉาหยางแต่เช้าแน่ะ เจ้าลืมแล้วหรือยัง ยามนั้นเจ้ามีวันไหนบ้างที่ไม่พุ่งไปโถงเฉาหยางเหมือนลูกวัว บอกว่ากินอิ่มนอนหลับเวลาตีกันจะได้ไม่แพ้ใคร...”

มั่วชิงเฉินฟังมั่วต้าเหนียนพึมๆ พำๆ รู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ผู้เฒ่าท่านนี้ให้ความรู้สึกมองโลกในแง่ดีแก่ผู้อื่นมาตลอด ทว่าถึงอย่างไรก็ฝืนความเจ็บปวดของการสูญเสียบุตรในวัยชราไม่ได้

นางคุกเข่าลง โขกศีรษะหลายทีอย่างถูกต้อง กล่าวว่า “ท่านพ่อ ข้าคือชิงเฉิน บุตรสาวของท่าน ท่านอาสะใภ้แปดบอกว่าข้ากับท่านไม่เหมือนกันสักนิด แต่ลูกรู้สึกว่า ข้าเป็นเลือดเนื้อของท่านพ่อกับท่านแม่ แค่ปราดเดียวท่านพ่อก็ต้องจำข้าได้ ชิงเฉินขอโขกศีรษะให้ท่าน พวกเขาบอกว่าพรสวรรค์ของชิงเฉินไม่ดี แต่ว่าชิงเฉินของสัญญากับท่านว่าจะบำเพ็ญเพียรอย่างตั้งใจ ตีกันก็จะไม่แพ้คนอื่นแน่นอน”

มั่วชิงเฉินพูดพลางหยิบธูปที่เตรียมไว้ก่อนหน้าปักไว้บนกระถางธูปหน้าสุสาน ควันธูปอ่อนจางล่องลอยสูงขึ้น

มั่วต้าเหนียนฟังภาษาเด็กแต่จริงใจของมั่วชิงเฉินแล้วในที่สุดก็อดน้ำตารื้นขอบตาไม่ได้

ในยามนี้เอง สายลมพลันพัดมาหอบเอากระดาษเงินกระดาษทองที่ยังไหม้ไม่หมดหมุนเป็นวง พัดขึ้นสู่กลางอากาศ ลอยละล่องกระจัดกระจายออกไป

มั่วชิงเฉินรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เงยหน้ามองมั่วต้าเหนียนปราดหนึ่ง

มั่วตาเหนียนกลับสีหน้าเงียบสงบ ดึงมั่วชิงเฉินให้ลุกขึ้น “นางหนู ดึกมากแล้ว เรากลับกันเถอะ ท่านพ่อเจ้าเขาอยู่ที่นี่สบายดี ต่อไปเจ้าก็อย่าพะวงมากจนเกินไป นี่เป็นเพียงพิธีการเท่านั้น”

มั่วชิงเฉิน “เจ้าค่ะ” คราหนึ่ง ลุกขึ้นมาจับมือมั่วต้าเหนียนแน่น

ปู่หลานสองคนกำลังจะจากไป จู่ๆ มีเสียงร้องไห้น่าเวทนาดังขึ้นกลางป่า

มั่วชิงเฉินตัวแข็งทื่อ นึกว่าตนฟังผิดเสียแล้ว ทว่าเสียงร้องไห้ไม่ขาดสายก็ลอยมา เสียงแหลมเล็ก เศร้าโศกอาดุลย์ เสียงสะอึกสะอื้นได้ยินชัดเจนท่ามกลางป่าเขาที่เงียบสงัดนี้

เป็นเสียงร้องไห้ของผู้หญิง!

มั่วชิงเฉินเงยหน้าขึ้นอย่างแรงยังไม่ทันได้พูดก็รู้สึกตาลาย ร่างกายถูกมั่วต้าเหนียนอุ้มขึ้น เสียงลมดังพึ่บพั่บไม่ขาดสาย บวกกับเสียงร้องไห้ของหญิงสาวที่เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ ยิ่งนานยิ่งห่าง ห่างออกไปอย่างรวดเร็ว

มั่วต้าเหนียนพานางกลับถึงที่พำนัก ใช้เวลาน้อยกว่าตอนมาเสียอีก

อวิ๋นจือเข้ามากล่าวว่า “นายท่านห้า คุณหนู กลับมาแล้วหรือเจ้าค่ะ...”

ยังพูดไม่จบ มั่วต้าเหนียนก็ผลักมั่วชิงเฉินใส่อ้อมอกนางว่า “อวิ๋นจือ เจ้าดูแลคุณหนูให้ดี ข้าออกไปเดี๋ยวก็กลับมา” เสียงยังไม่ขาดสายก็ไม่เห็นเงาแล้ว

มั่วชิงเฉินขาแตะพื้น นวดหน้าผากเรียกขวัญที่เตลิดให้กลับคืนมา มองรอบๆ อย่างเหม่อลอย เห็นใบหน้าที่ตื่นตกใจของอวิ๋นจือจึงเอ่ยว่า “พี่อวิ๋นจือ”

“คุณหนู นี่ท่าน...” อวิ๋นจือถาม

ในที่สุดมั่วชิงเฉินก็รู้สึกตัวขึ้นมา รีบกล่าวว่า “ข้าก็ไม่รู้ จู่ๆ ก็ถูกท่านปู่อุ้มกลับมา พี่อวิ๋นจือ ข้าอยากอาบน้ำพักผ่อนแล้ว”

อวิ๋นจือจ้องมองใบหน้าเล็กๆ ขาวซีดของมั่วชิงเฉิน รู้ว่ามีเรื่องบางเรื่องที่นางไม่ควรถามมาก จึงหมุนตัวออกไปตักน้ำเข้ามาปรนนิบัติมั่วชิงเฉินอาบน้ำ

ยุ่งอยู่พักใหญ่ สุดท้ายมั่วชิงเฉินก็นอนอยู่บนเตียงที่อ่อนนุ่มของตนเอง นางถอนหายใจอย่างสบายใจ นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ยังอดขนหัวลุกไม่ได้

ท่านปู่ไปที่ไหนกันแน่นะ

ผู้หญิงที่ร้องไห้ในป่าเป็นใครนะ

ปัญหาเหล่านี้กวนใจจนมั่วชิงเฉินพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ นางจึงล้วงขวดน้ำเต้าสุราออกมาจากอกเสื้อ ดื่มไปหนึ่งอึกใหญ่ แล้วก้นด่าในใจว่า “มารดามันสิ มันเรื่องอะไรกันนี่!”

devc-a3b5dd88-33025พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 013 ตอนที่ 13