พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 010 ตอนที่ 10

#10Chapter 010

ตอนที่ 10 ยากจะเคาะประตูเซียน

มั่วชิงเฉินลอบเอ่ยในใจว่าแย่แล้ว เห็นได้ว่าเจ้าสิบเอ็ดผู้นี้เป็นคนประเภทกลัวโลกนี้จะไม่วุ่นวายพอ และก็จริงตามนั้น เจ้าสิบหน้าดำขึ้นทันที สายตาดุจมีดเฉือนนางไปหลายทีแล้วทำเสียงออกจมูกอย่างไม่พอใจว่า “ก็แค่เด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่ง เท่านั้นเอง”

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้ายังนึกว่าจะเหมือนนางสวรรค์สักปานไหน ที่แท้ก็แค่นางหนูหน้อย พี่สิบ ข้าว่านางยังไม่ได้หนึ่งในหมื่นส่วนของท่านเลยนะ” เจ้าสิบเอ็ดประจบสอพลออย่างลื่นไหล

มั่วชิงเฉินเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเปลืองน้ำลายเพื่อชิงกันด้วยเรื่องหน้าตาภายนอก นางจึงเดินไม่กี่ก้าวไปถึงเบาะรองนั่งอีกอันหนึ่ง นั่งขัดสมาธิลงอย่างเงียบๆ

“พี่สิบ ดูนางสิ...” เจ้าสิบเอ็ดพูดลากเสียงยาว

เจ้าสิบโบกมือเอ่ยว่า “ช่างเถอะ บำเพ็ญเพียรก่อนเถอะ” แต่กลับมองมั่วชิงเฉินอย่างมีความหมาย แอบแฝง

เจ้าสิบเอ็ดหุบปากอย่างไม่เต็มใจนัก ถลึงตาใส่มั่วชิงเฉินหนึ่งที

มั่วชิงเฉินไม่สะทกสะท้าน บัดนี้นางได้จมสู่การบำเพ็ญเพียรโดยสิ้นเชิงแล้ว

นึกย้อนถึงเคล็ดลับที่ท่านอาสิบสี่พูดไว้ มั่วชิงเฉินนึกภาพรูขุมขนทั้งตัวเปิดออก ปราณวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่ภายนอกเข้าสู่ร่างกาย เปลี่ยนเป็นกระแสความอบอุ่นเป็นสายๆ เวียนว่ายอยู่ภายในร่างอย่างไม่ขาดสาย สุดท้ายวกเวียนอยู่ที่ตันเถียน วกเวียน...

“พรืด” เสียงหัวเราะแผ่วเบาลอยมา

มั่วชิงเฉินสัปหงกอย่างแรง ลืมตาพบว่าเจ้าสิบสี่ชุดชมพูกำลังยิ้มมองตนเองอยู่

เจ้าสิบเอ็ดหึทีหนึ่งเอ่ยว่า “คนไร้ค่าชัดๆ ยังจะบำเพ็ญเพียรอีกแน่ะ ถ้าจะนอนก็กลับห้องของเจ้าไปเสีย”

มั่วชิงเฉินเม้มปาก ไม่คิดเลยว่าตนจะเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว แอบโมโหตนที่ไม่เอาไหน กลายเป็นที่หัวเราะเยาะของผู้อื่น

เวลานี้เองที่เจ้าสิบสี่ชุดชมพูเอ่ยขึ้น “พี่สิบเอ็ด ท่านอย่าหัวเราะเยอะน้องสิบหกเลย ตอนหนิงโหรวเข้าฌานครั้งแรกก็หลับเหมือนกัน”

เด็กผู้หญิงนุ่มนิ่มคนนี้ ก็คือมั่วหนิงโหรว

มั่วชิงเฉินใจคิดว่าชื่อช่างสมตัวจริงๆ

เจ้าสิบเอ็ดค้อนมั่วหนิงโหรวทีหนึ่งแล้วว่า “จะเหมือนกันได้อย่างไร เจ้าเป็นน้องสาวแท้ๆ ของพี่สิบ อย่างไรเสียคุณสมบัติก็ด้อยไม่ถึงไหน ไม่เหมือนคนบางคน ใครจะไปรู้ว่าเป็นหมาแมวที่เก็บมาจากไหน”

มั่วชิงเฉินไม่แม้แต่จะมองมั่วสิบเอ็ดสักปราดแล้วหลับตาลง ในเมื่อนี่คือโลกที่นับถือความสามารถ โอ้อวดทางคำพูดชั่วประเดี๋ยวประด๋าวจะมีประโยชน์อันใด นางจะคอยดูว่าใครกันแน่ที่ไปได้ไกลกว่ากันบนเส้นทางสู่การเป็นเซียน

เจ้าสิบเอ็ดเห็นมั่วชิงเฉินไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ จึงหุบปากอย่างผิดหวังแล้วเริ่มบำเพ็ญเพียรบ้าง

มั่วชิงเฉินตั้งสมาธิ สัมผัสความรู้สึกที่น่าพิศวงนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ากระแสความร้อนตามที่เล่าลือไม่ปรากฏเสียที และแล้วก็ถึงเวลาเที่ยงตรงอย่างรวดเร็ว

เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหว มั่วชิงเฉินลืมตาขึ้นก็เห็นคนอื่นๆ ต่างยืนขึ้นเดินออกไปข้างนอก นางนวดขาที่นั่งจนชาแล้วลุกขึ้นตาม เดินพลางบ่นในใจว่า ในตระกูลคิดอย่างไรกันแน่ ไฉนจึงให้เด็กเหล่านี้มาบำเพ็ญเพียรร่วมกัน การบำเพ็ญเพียรมิควรเน้นเรื่องเงียบสงบหรอกหรือ เช่นนี้มิเป็นการรบกวนซึ่งกันและกันหรือ

มั่วชิงเฉินตามคนอื่นมาถึงห้องอาหาร มีสาวใช้คล่องแคล่วสองคนกำลังจัดวางข้าวปลาอาหาร ท่านปู่รองท่านนั้นนั่งอย่างเรียบร้อยอยู่หน้าโต๊ะแล้ว เห็นทุกคนมาถึง กล่าวอย่างสงบว่า “เริ่มรับประทานได้”

มั่วชิงเฉินแอบพิจารณาท่านปู่รองสองสามที เห็นท่านเป็นปกติดี แอบแปลกใจว่าเขาแก้ปัญหาความระหองระแหงกับเจ้าสิบอย่างไร

ดูท่านก็อายุมากแล้ว มือที่ถือตะเกียบเต็มไปด้วยเส้นเอ็นสีเขียวและรอยเหี่ยวย่น และเมื่อนึกถึงคำพูดอย่างไม่ไว้หน้าของเจ้าสิบที่อายุเพียงสิบกว่าขวบ ไม่รู้เพราะเหตุใดมั่วชิงเฉินรู้สึกเศร้าใจ ในใจคิดว่า ‘ข้าจะต้องพยายาม ต่อให้พรสวรรค์เทียบผู้อื่นไม่ได้ ต่อให้ต้องใช้แรงกายแรงใจมากกว่าคนอื่นร้อยเท่าก็จะไม่ยอมตกสู่สภาพถูกรังแก’

“เจ้าสิบหก การบำเพ็ญเพียรวันนี้มีปัญหาใช่หรือไม่” ผู้เฒ่าถามกะทันหัน

มั่วชิงเฉินชะงักงัน รีบกล่าวว่า “ท่านปู่รอง ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าดึงลมปราณเข้าร่างไม่ได้เสียที”

ผู้เฒ่ายิ้มแล้วเอ่ย “เป็นเช่นนี้นี่เอง นี่เป็นเรื่องปกติ ข้าจำได้ว่าเจ้าเก้าคนที่เร็วที่สุดในรุ่นพวกเจ้าก็ใช้เวลาถึงสองวัน ใช้เวลาสิบวันครึ่งเดือนกว่าจะถึงขั้นดึงลมปราณเข้าร่างได้ถือเป็นเรื่องปกติ”

มั่วชิงเฉินพยักหน้ารับ “ขอบคุณท่านปู่รองที่ชี้แนะ”

พูดจบก็ได้ยินเสียงเจ้าสิบยิ้มเยาะขึ้นมาทีหนึ่ง ผู้เฒ่ามองนางหนึ่งปราด มั่วชิงเฉินนึกว่าทั้งสองจะปะทะกันขึ้นมาอีก ไม่คิดว่าเจ้าสิบกลับหลุบตาลงแล้วกินข้าวของตนขึ้นมา กินไม่กี่คำก็เหวี่ยงตะเกียบไว้บนโต๊ะแล้วสะบัดหน้าจากไป

เจ้าสิบเอ็ดที่อยู่ข้างๆ รีบลุกขึ้นตามออกไป

มั่วหนิงโหรวมองดูหน้าตาบูดบึ้งของผู้เฒ่า เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ท่านปู่รอง ท่านอย่าโกรธพี่สิบเลยเจ้าค่ะ กระต่ายหิมะที่นางเลี้ยงตายไปเมื่อวาน นางอารมณ์ไม่ดีน่ะ”

ผู้เฒ่าขยับปากราวกับคิดอะไรได้ สุดท้ายได้แต่ถอนใจว่า “เจ้าสิบสี่ ปู่รองรู้ว่าเจ้าเป็นเด็กดี รีบๆ กินแล้วไปบำเพ็ญเพียรเถอะ”

พริบตานั้น มั่วชิงเฉินรู้สึกว่าผู้เฒ่าตรงหน้าดูว้าเหว่เปล่าเปลี่ยวอย่างบอกไม่ถูก

มั่วชิงเฉินกินเสร็จอย่างลวกๆ แล้วกลับไปบำเพ็ญเพียรที่โถงบุปผชาติ นับว่าโชคดีที่ช่วงบ่ายไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษ นางตั้งใจบำเพ็ญเพียรเวลาครึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

มั่วเชิงเฉินรอให้คนอื่นๆ ไปหมดแล้วถึงลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ ยืดเส้นยืดสายจากนั้นก็ก้าวออกจากประตูไป

ขณะผ่านโถงเล็กมั่วชิงเฉินตั้งใจมองปราดหนึ่ง ปรากฏว่าผู้เฒ่าไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว บนโต๊ะโล่งมีเพียงถ้วยชากระเบื้องวางอยู่ใบหนึ่ง

“คุณหนู บ่าวอยู่นี่” มั่วชิงเฉินเพิ่งก้าวออกจากประตูก็ได้ยินเสียงอวิ๋นจือตะโกนเรียก

นางรีบเดินเพียงสองก้าวก็มาถึงหน้าอวิ๋นจือว่า “พี่อวิ๋นจือ ให้พี่รอนานแล้ว”

ยังไม่ทันที่อวิ๋นจือพูดตอบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะของเจ้าสิบเอ็ดว่า “ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ กับสาวใช้ยังเกรงใจขนาดนี้ เสียระเบียบหมด! เจ้าไม่กลัวว่าน่าเกลียดแต่พวกเรารังเกียจนะ!”

มั่วชิงเฉินย่นคิ้ว เหตุใดจึงมีคนหาเรื่องโดยไร้สาเหตุเช่นนี้ จึงถามกลับว่า “พี่สิบเอ็ด ขอถามหน่อยว่าในตระกูลมีกฎระเบียบเช่นนี้จริงหรือเจ้าคะ ชิงเฉินเพิ่งมายังไม่รู้เรื่อง ท่านเอากฎตระกูลมาให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่”

“เจ้า... หึ ปากคอเราะราย” เจ้าสิบเอ็ดพูดอย่างไม่พอใจแล้วสะบัดหน้าจากไป

บ่าวไพร่ส่วนใหญ่ในตระกูลบำเพ็ญเพียรของเมืองลั่วหยางล้วนเลือกจากคนสามัญในตระกูล นี่เป็นกฎที่เป็นที่ยอมรับอย่างลับๆ แต่กลับไม่หยิบขึ้นมาพูดต่อหน้าให้เป็นการลบหลู่บ่าวไพร่เหล่านั้น อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นคนในตระกูลตน มีสัมพันธ์ฉันญาติมิตรกับผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย ยิ่งกว่านั้นรุ่นต่อไปของเขาอาจปรากฏบุคคลคุณสมบัติโดดเด่นขึ้นก็ไม่แน่

เจ้าสิบเอ็ดชื่อมั่วอวี้ฉี ปกติแม้นางไม่เห็นคนสามัญเหล่านั้นอยู่ในสายตา ทว่าต่อหน้าคนมากมายย่อมไม่อยากตกเป็นที่ติฉินนินทา หากข่าวแพร่กระจายออกไปต้องถูดบิดามารดาด่าว่าเป็นแน่

“คุณหนู ท่านอย่าทะเลาะกับคุณหนูสิบเอ็ดเพื่ออวิ๋นจือเลย มันไม่คุ้มกัน...” เมื่อคนรอบข้างไปหมดแล้ว อวิ๋นจือจึงพลางเดินพลางพูดเสียงต่ำ

“พี่อวิ๋นจือ ข้ารู้แต่ว่าหากท่านถอยหนึ่งก้าว นางก็จะรุกหนึ่งก้าว เห็นชัดว่าคนที่เจ้าสิบเอ็ดต่อกรด้วยคือข้า พี่เพียงถูกหางเลขเท่านั้น ข้ามั่วชิงเฉินไม่ใช่คนอ่อนแอที่ถูกรังแกแล้วไม่กล้าตอบโต้” มั่วชิงเฉินแหงนหน้าพูด

พริบตานั้น รัศมีบนใบหน้ามั่วชิงเฉินส่องจนอวิ๋นจือตาลาย นางถึงกับรู้สึกว่าคุณหนูสิบหกตรงหน้า มีความสง่าไม่ด้อยไปกว่าคุณหนูเก้าผู้สูงส่งเลย

ทว่าทันใดนั้นเอง อวิ๋นจือก็หน้าดำลง กล่าวอย่างลำบากใจว่า “ทว่าคุณหนูเจ้าคะ อีกห้าเดือนก็จะถึงการประลองย่อยในตระกูลแล้วนะเจ้าคะ ท่านทำให้พวกนางโกรธ แม้ปกติพวกนางไม่อาจหาเรื่องท่านจนเกินไป แต่เมื่อถึงเวลาจะใช้การประลองเป็นเหตุกลั่นแกล้งท่านได้!”

devc-f78f2e12-33002พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 010 ตอนที่ 10