พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 015 ตอนที่ 15
ตอนที่ 15 แรกลิ้มลองสุราทิพย์
มั่วอวี้ฉีชะงักงัน มองดูหนุ่มน้อยที่หน้านิ่งดุจสายน้ำเนิ่นนาน แล้วกลับหัวเราะคิกคักขึ้นมา “พี่เจ็ด ต้องขอโทษด้วยนะ ข้าไม่ได้ว่าท่าน หากท่านอยากคิดมากเอง ข้าก็ช่วยไม่ได้แล้ว”
“น้องสิบเอ็ด เจ้าเป็นเด็กผู้หญิง อย่าพูดจาไม่น่าฟังจะดีกว่า” หนุ่มน้อยกล่าวอย่างเย็นชา
มั่วอวี้ฉีเหลือกตา “แหม พี่เจ็ด ปกติท่านก็ไม่พูดไม่จามาตลอดมิใช่หรือ จะมาโมโหอะไรตอนนี้ ท่านเกิดมาโชคไม่ดีมีห้ารากวิญญาณ แต่ก็โทษคนอื่นไม่ได้นี่นา!”
หนุ่มน้อยเม้มปาก “น้องสิบเอ็ด แม้เจ้าจะมีสามรากวิญญาณ เวลานี้ก็อยู่เพียงระดับหลอมลมปราณขั้นสองอยู่ดี คำพูดบางคำรอให้เจ้าเข้าสู่หลอมลมปราณระยะกลางแล้วค่อยพูดเถอะนะ”
พูดจบก็หลับตาต่อ พลันบำเพ็ญเพียรอย่างเงียบงันอีกครา
มั่วอวี้ฉีโมโหโกรธาว่า “พี่เจ็ด ข้าจำได้ว่าท่านอายุสิบห้าแล้วสินะ เฮ้อ ปีหน้าก็ไม่เจอท่านในโถงเฉาหยางอีกแล้ว น่าเสียดายจริงๆ”
หนุ่มน้อยนั่งตัวตรง ปล่อยให้มั่วอวี้ฉีพูดกระแนะกระแหนไปไม่พูดอะไรอีก
มั่วแปดน้อยเดินเข้ามา กล่าวว่า “เอ๊ะ ทะเลาะกันอีกแล้วหรือ”
นอกจากมั่วเจ็ดน้อยที่หลับตาบำเพ็ญเพียร คนอื่นต่างคนต่างเรียก “พี่แปด”
“เหตุใดไม่เห็นน้องสิบล่ะ” มั่วแปดน้อยกวาดตาหนึ่งรอบก่อนถาม
มั่วหนิงโหรวกล่าวอย่างเหนียมอายว่า “พี่แปด เพราะเรื่องที่เมื่อวานพี่สิบเถียงท่านปู่รอง จึงถูกท่านพ่อทำโทษให้เข้าข้างฝาสำนึกผิดแล้ว”
มั่วแปดน้อยชะงักแล้วหัวเราะว่า “อ้อ ไม่คิดว่าท่านอาสี่ยอมทำโทษน้องสิบนะนี่ ต้องรู้นะว่านอกจากน้องเก้าแล้วน้องสิบเป็นผู้ที่เด่นที่สุดในรุ่นพวกเรานะ”
แม้ปากพูดเช่นนี้ แต่น้ำเสียงกลับฟังดูเย็นชา
มั่วหนิงโหรวกลับจริงจังว่า “ไม่ใช่นะ พี่แปด น้องสิบห้าก็มีรากวิญญาณคู่เช่นเดียวกับพี่สิบนะ เขาบำเพ็ญเพียรได้เพียงไม่กี่เดือน ก็ร้ายกาจกว่าหนิงโหรวแล้วล่ะ”
มั่วอวี้ฉีหัวเราะพรืดว่า “เจ้าสิบสี่ เวลานี้เจ้าเพิ่งอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นแรก เจ้าสิบห้าดูเหมือนก็ยังไม่ถึงขั้นสองใช่ไหม เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาร้ายกาจกว่าเจ้า”
“นั่นสิ วันก่อนน้องสิบห้าบอกข้าว่าเขารู้สึกว่าตนจะบรรลุได้ตลอดเวลา” มั่วหนิงโหรวกล่าว
ความอิจฉาริษยาวาบผ่านใบหน้ามั่วอวี้ฉี หากเจ้าสิบห้าที่อายุห้าขวบจู่ๆ บรรลุถึงระดับหลอมลมปราณขั้นสอง นั่นก็เท่ากับมีตบะเทียบเท่าตนเองน่ะสิ
มั่วแปดน้อยฟังแล้วก็รู้สึกบอกไม่ถูกเช่นกัน พวกเขาจึงไม่พูดอะไรอีกล้วนตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างเงียบๆ
มั่วชิงเฉินคิดในใจในที่สุดก็สงบลงมาได้ ดูแล้วพวกเขาต่างก็มีความในใจ แต่ก็รู้จักควบคุมตนเอง รู้ว่าการบำเพ็ญเพียรถึงจะเป็นรากฐานของทุกสิ่ง
แม้มั่วชิงเฉินจะหลับตา ก็ไม่สามารถรวบรวมสมาธิได้เนื่องจากคนนี้พูดคำคนนั้นพูดคำ ทว่าก็ได้ข้อมูลมาไม่น้อย นางเรียบเรียงสิ่งที่ตนรู้มาสักครู่
ในรุ่นพวกเขามีทั้งหมดสิบหกคน มั่วเฟยเยียนอายุสิบขวบ ระดับหลอมลมปราณขั้นเจ็ด ส่วนคนลำดับที่หนึ่งถึงหกคาดว่าอายุน่าจะเลยแล้ว ดังนั้นการประลองย่อยปลายปีคู่ต่อสู้ของตนคงจะเป็นทั้งแปดคนที่บำเพ็ญเพียรที่โถงเฉาหยางเท่านั้น
ในแปดคนนี้มั่วเจ็ดน้อยอายุสิบห้าปี ตบะไม่อาจรู้ได้ มั่วแปดน้อยอายุสิบสี่ปี ระดับหลอมลมปราณขั้นสาม มั่วหร่านอีสิบขวบ ระดับหลอมลมปราณขั้นสี่ มั่วอวี้ฉีอายุไม่ทราบ ระดับหลอมลมปราณขั้นสอง มั่วหนิงโหรวและเจ้าสิบห้าผู้ยังไม่เคยพบหน้าล้วนอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นหนึ่ง ส่วนเด็กผู้ชายอายุเจ็ดแปดขวบสองคนนั้น ปกติได้แต่พูดตามคนไม่กี่คนนี้ คิดว่าไม่น่าโดดเด่นไปถึงไหน
ปวดศีรษะจริงๆ เลย หากไม่ใช่วันก่อนท่านปู่บอกตนอย่างชัดเจนว่าผู้อาวุโสจะไม่ยื่นมือเข้ายุ่งเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรของรุ่นหลังล่ะก็ ช่างอยากจับท่านปู่มาถามตื้นลึกหนาบางของพวกเขาเสียจริง
มั่วชิงเฉินนวดหัวคิ้วอย่างเงียบๆ จากนั้นไม่คิดอีก สงบจิตกลั้นใจเข้าสู่การบำเพ็ญเพียร
พริบตาเดียววันหนึ่งก็ผ่านไป มั่วชิงเฉินเดินนวดขาที่เมื่อยชาออกมาข้างนอก
ออกมาถึงก็เห็นอวิ๋นจือเขย่งปลายเท้าชะเง้อมองมาทางโถงเฉาหยาง เห็นนางออกมาไม่ได้ตะโกนเรียกเช่นเมื่อวานทว่าออกแรงโบกมือ
หัวใจของมั่วชิงเฉินรู้สึกอบอุ่นไปทั้งดวง เพียงแค่สองวัน นางก็คิดว่าสถานที่ที่มีกลิ่นหอมยาสมุนไพรนั้นเป็นบ้านของตนแล้ว เมื่อคิดว่าจะได้กลับไปที่นั่นก็เกิดผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์เหมือนกับเวลาเลิกเรียนกลับบ้านในยุคปัจจุบัน
“คุณหนู” อวิ๋นจือเห็นมั่วชิงเฉินเดินมาใกล้ บัดนี้ไม่ค่อยระมัดระวังเหมือนเริ่มแรกแล้ว หากแต่เรียกอย่างยิ้มแย้ม
“พี่อวิ๋นจือ รบกวนพี่อีกแล้ว” มั่วชิงเฉินกล่าว
อวิ๋นจือยิ้มว่า “คุณหนูพูดอะไรน่ะ พวกเราบ่าวประจำตัว เพียงแค่ปรนนิบัติความเป็นอยู่ของเจ้านาย เวลาส่วนใหญ่ท่านล้วนอยู่โถงเฉาหยาง อวิ๋นจือสบายกว่าเมื่อก่อนมากเลย ไม่รู้มีคนมากเพียงใดในจวนคอยอิจฉาตาร้อน”
“พี่อวิ๋นจือ จวนใหญ่โตขนาดนี้ ไม่ว่าที่ใดพี่ก็รู้จักหรือ” มั่วชิงเฉินถาม
อวิ๋นจือพยักหน้าว่า “แน่นอนสิเจ้าคะ การจำทางเป็นบทเรียนที่พวกเราจำเป็นต้องเรียน มิเช่นนั้นหากคุณหนูให้อวิ๋นจือส่งอะไรไปไหน อวิ๋นจือกลับหลงทางละก็ นั่นไม่เป็นที่หัวเราะเยาะหรอกหรือ”
ยังไม่ทันรอให้มั่วชิงเฉินพูดบ้าง อวิ๋นจือพูดอีกว่า “ทว่าในจวนมีสถานที่บางแห่งที่พวกเราไปไม่ได้ เช่นที่พำนักของท่านหัวหน้าตระกูลและนายท่านหก ยังมีหอลับ”
“หือ เพราะเหตุใดล่ะ” มั่วชิงเฉินถาม เวลานี้นางยังไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น จึงได้แต่ขุดรากถอนโคนถามให้ถึงที่สุด
“ท่านหัวหน้าตระกูลและนายท่านหกเป็นเซียนระดับสร้างรากฐานน่ะสิ อวิ๋นจือก็ไม่ทราบว่าระดับสร้างรากฐานมีขอบเขตถึงไหน เอาเป็นว่าสามารถเหยียบสิ่งของเหาะได้ สามารถใช้อาคมร้ายกาจมากมาย สรุปคือไม่อนุญาตให้พวกเราเข้าใกล้ ส่วนหอลับ...อวิ๋นจือยิ่งไม่ทราบเลยว่าข้างในมีอะไร รู้เพียงว่าที่นั่นมีคนเฝ้ายาม ตอนนั้นท่านยายที่นำทางบอกพวกเราว่าปกติห้ามเข้าใกล้ที่นั่นเด็ดขาด มิเช่นนั้นชีวิตอาจหาไม่ก็ไม่มีใครมาสนใจ” อวิ๋นจือกล่าว
มั่วชิงเฉินและอวิ๋นจือคุยกันเรื่อยเปื่อยกลับมาถึงที่พำนักอย่างไม่รู้ตัวเพิ่งก้าวเท้าเข้าประตูก็ได้ยินเสียงมั่วต้าเหนียนเรียกว่า “นางหนู มานี่มา วันนี้ปู่มีของดีมาให้”
มั่วชิงเฉินรีบเดินเข้าไปว่า “ท่านปู่ คืออะไรเจ้าคะ”
มั่วต้าเหนียนกวาดตาใส่อวิ๋นจือปราดหนึ่ง นางถอยออกไปอย่างเจียมตัว
มั่วต้าเหนียนถึงได้กวักมือเรียกมั่วชิงเฉิน ท่าทางเจ้าเล่ห์ว่า “นางหนู มานี่ มานี่”
มั่วชิงเฉินพยายามกลั้นหัวเราะไว้ เดินเข้าไปหาทีละก้าวทีละก้าว
“เจ้าดูสินี่คืออะไร” มั่วต้าเหนียนชี้บนโต๊ะหิน
“เอ่อ ลูกท้อจานหนึ่ง” มั่วชิงเฉินตอบตามจริง
มั่วต้าเหนียนเหลือกตาว่า “ตรงนี้ นางหนูนี่ทำไมตาถึงไปจ้องแต่ลูกท้อล่ะ”
มั่วชิวเฉินแลบลิ้นอย่างขวยเขิน ถึงได้เห็นว่าข้างๆ ลูกท้อจานนั้นมีขวดสุรากระเบื้องใบหนึ่ง
“ท่านปู่ นี่ คือขวดสุราใช่ไหมเจ้าคะ” มั่วชิงเฉินพูดอย่างลางเล นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่านี่มีอะไรน่าถาม
เห็นมั่วต้าเหนียนหน้าตายิ้มแย้มตบขวดสุราใบนั้นเบาๆ ว่า “แหะๆ นางหนู เจ้ามีลาภปากแล้ว ก่อนหน้าท่านปู่สามของเจ้าได้สุราทิพย์มาจากข้างนอก ข้าถือว่าวันก่อนโอสถเตานั้นหลอมออกมาได้ไม่เลวจึงขอสุราจากเขามาหนึ่งขวด มา มาดื่มเป็นพื่อนปู่สักจอก”
มั่วชิงเฉินเกือบหกคะเมน หรือว่า หรือว่าท่านปู่รู้แล้วว่าตนดื่มสุราเป็น! จึงอึกๆ อักๆ ว่า “ทะ...ท่านปู่ ข้าดื่มสุราได้หรือ”
มั่วต้าเหนียนชะงักงันแล้วหัวเราะฮ่าๆ ว่า “นางหนู นี่ไม่ใช่สุราธรรมดาพวกนั้นนะ ดื่มแล้วมีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย มา เจ้าลองดูก็รู้แล้ว”
มั่วต้าเหนียนพูดพลางเทสุราเต็มจอกกระเบื้องขาวใบเล็กที่อยู่ข้างๆ แล้วส่งให้มั่วชิงเฉิน
มองดูของเหลวสีเข้มเหมือนอำพันในจอกกระเบื้องขาวใบเล็ก แล้วมองสีหน้ามั่วต้าเหนียนที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง มั่วชิงเฉินแหงนหน้าดื่มเข้าไป จากนั้นก็ชะงักงัน