ยามดอกวสันต์ผลิบาน: Chapter 009 ตอนที่ 10
ตอนที่ 9 แขกผู้มาเยือน
โจวเสาจิ่นสองพี่น้องไม่ได้สงสัยอะไร อยู่สนทนาเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าได้ครู่หนึ่ง หัวข้อสนทนาก็วกมาถึงเรื่องคัดลอกไตรปิฎก
ฮูหยินผู้เฒ่ากวนให้ซื่อเอ๋อร์นำ ‘พระสูตรบัวขาว’ เล่มหนึ่งมามอบให้โจวเสาจิ่น ถามขึ้นว่า “เจ้ารู้จักใช่หรือไม่”
ไม่เพียงแต่รู้จักเท่านั้น กล่าวได้ว่าสามารถท่องกลับหลังได้อย่างลื่นไหลเลยทีเดียว
โจวเสาจิ่นพยักหน้าหงึก
วันที่เก้า กล่าวคือวันที่เก้าเดือนหนึ่ง เป็นวันประสูติของพระโพธิสัตว์กวนอิม
โดยปกติสตรีของจวนตระกูลเฉิงมักจะไปจุดธูปที่วัดกันเฉวียน เนื่องจากวัดกันเฉวียนแห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของพระโพธิสัตว์กวนอิม
โจวเสาจิ่นยิ้มตอบว่า “เจ้าค่ะ” ถามฮูหยินผู้เฒ่ากวนว่ามีตัวอย่างไตรปิฎกที่คัดแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้บ้างหรือไม่ “หลานจะดูว่าต้องคัดลอกอย่างไร จะได้ใช้เป็นแบบในการคัดลอกเจ้าค่ะ”
อากัปกิริยามีความสุขุมแตกต่างไปจากปกติ
ฮูหยินผู้เฒ่ากวนรู้สึกวางใจในตัวโจวเสาจิ่นอยู่หลายส่วน ให้ซื่อเอ๋อร์ไปหาไตรปิฎกที่คัดแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้มาให้ เมื่อนำไตรปิฎกมาแล้ว ก็สนทนาเรื่องการคัดลอกไตรปิฎกอีกสักพัก สาวใช้เข้ามารายงานว่า “ฮูหยินอู๋พร้อมด้วยคุณหนูอีกสามท่านมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
คุณหนูสามท่านอย่างนั้นหรือ
จะใช่ อู๋เป่าหวาและอู๋เป่าจือผู้เป็นน้องสาวต่างมารดาของอู๋เป่าจางหรือไม่นะ
โจวเสาจิ่นส่ายศีรษะเล็กน้อยเพื่อเรียกสติ
ในความทรงจำของนาง หลังจากที่นางและอู๋เป่าจางคุ้นเคยกันบ้างแล้ว อู๋เป่าจางก็เล่าเรื่องของตระกูลอู๋เรื่องแล้วเรื่องเล่าให้นางฟัง
ว่ากันว่า อู๋เป่าจางและนางนั้นเหมือนกัน ต่างก็เสียมารดาไปตั้งแต่อายุได้ครึ่งขวบปี ส่วนที่ไม่เหมือนกันคือท่านพ่อของนางนั้นกว่าจะแต่งงานใหม่ก็ตอนที่นางอายุได้เจ็ดขวบ แต่อู๋ซิ่วผู้เป็นบิดาของอู๋เป่าจาง นั้น มารดาผู้ให้กำเนิดอู๋เป่าจางเสียชีวิตได้ไม่ถึงร้อยวันก็แต่งงานใหม่กับกวนซื่อผู้เป็นน้องสาวของสหายร่วมราชสำนักของตนแล้ว กวนซื่อนั้นดูเป็นสตรีที่มีความสามารถและมีคุณธรรม ทว่าความเป็นจริงแล้วกลับหน้าหวานใจขม โหดร้ายไร้ความเมตตา ใจคอคับแคบ ตระหนี่ถี่เหนียว เนื่องจากไม่พอใจที่อิ่นซื่อผู้เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดอู๋เป่าจางได้ครอบครองตำแหน่งฮูหยินเอก จึงไม่เต็มใจเลี้ยงดูอู๋เป่าจางและอู๋ไท่เฉิงผู้เป็นน้องชายร่วมมารดาของนาง สร้างความลำบากทุกทางให้พวกเขาสองพี่น้อง อู๋ซิ่วไม่มีทางเลือก จำต้องส่งพวกเขาสองพี่น้องไปอยู่ที่บ้านเดิมกับท่านย่า ณ เมืองเหมียนหยางแห่งซื่อชวน จนกระทั่งท่านย่าของอู๋เป่าจางเสียชีวิต พวกเขาสองพี่น้องไม่มีใครให้พึ่งพิงได้อีก เนื่องจากกวนซื่อนั้นมีเพียงบุตรสาวสองคน ระหว่างที่กวนซื่อกลับบ้านเดิมเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัยนั้นกลัวว่าจะถูกเพื่อนบ้านติฉินนินทา และกล่าวลับหลังนางว่าเป็นผู้ ‘ไร้คุณธรรม’ ทั้งยังกลัวว่าอู๋ไท่เฉิงจะได้รับมรดก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อนางและบุตรสาวทั้งสอง จึงจำต้องพาอู๋เป่าจางสองพี่น้องมาที่จินหลิงด้วยอย่างไม่มีทางเลือก
แต่ถึงอย่างนั้น มารดาเลี้ยงของอู๋เป่าจางก็เลี้ยงดูอู๋ไท่เฉิงมาอย่างผิดๆ ทำให้อู๋ไท่เฉิงเติบโตมามีพฤติกรรมที่ไม่ดีมากมาย
อู๋เป่าจางพูดไปด้วยน้ำตานองหน้าว่า ข้านั้นเป็นบุตรสาวที่ถูกเลี้ยงดูให้อยู่แต่ในห้องหอผู้หนึ่ง การจะได้พบหน้าพี่ชายครั้งหนึ่งในแต่ละวันนั้นไม่ง่ายนัก ยิ่งต้องให้กำลังใจเขาให้ตั้งใจเรียน อาชีพในราชสำนักยังคงมีให้หวัง เพื่ออนาคตของตัวเองและเพื่อข้าด้วย...
ด้วยสาเหตุเหล่านี้ นางจึงมีความเห็นอกเห็นใจอู่เป่าจางทั้งกายและใจ ถึงแม้ว่าในภายหลังจะสืบทราบมาว่าอู๋เป่าจางผู้นี้ไม่ธรรมดานัก คำพูดที่นางกล่าวออกมาไม่อาจเชื่อถือได้ทั้งหมด ทว่าก็มักจะหาข้อแก้ตัวแทนอู๋เป่าจางอยู่เสมอ รู้สึกว่าอู๋ไท่เฉิงนั้นเป็นพวกประจบประแจงผู้มีอำนาจ ไม่ใช่คนที่มีจิตใจกว้างขวางเผื่อแผ่ ทำให้อู๋เป่าจางเป็นคนที่ไม่มีที่ให้พึ่งพิง มีเพียงตัวเองที่ต้องต่อสู้เพื่ออนาคตของตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นธรรมดาของมนุษย์หากนางจะใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องนัก ถึงแม้ว่านางกับอู๋เป่าจางจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่ก็ไม่ได้สนิทถึงขั้นต้องไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่มีเรื่องให้ต้องทะเลาะกับอู๋เป่าจางมากมาย...เมื่อกล่าวถึงเรื่องที่อู๋เป่าจางกับเฉิงลู่หมั้นหมายกันนั้น นางนึกถึงอู๋เป่าจางที่เป็นเพียงเด็กสาวในห้องหอผู้หนึ่งที่ต้องเชื่อฟังบิดารมารดาและปฏิบัติตามการทาบทามของพ่อสื่อแม่สื่อ เพราะฉะนั้นอู๋เป่าจางจะสามารถกล่าวคำว่า ‘ไม่’ ออกมาได้อย่างไร ทั้งยังไม่ได้รู้สึกว่าอู่เป่าจางนั้นมีความผิด เพียงแต่โกรธแค้นเฉิงลู่อย่างสุดใจเท่านั้น เป็นผู้ชายร่างกำยำสูงเจ็ดฉื่อทว่ากลับไม่มีความรับผิดชอบ ไม่เพียงไม่ซื่อสัตย์ ในเรื่องของนางก็ไม่เด็ดขาดไม่ทำให้ชัดเจน ทำให้อู๋เป่าจางไม่สบายใจ ทำให้นางต้องได้รับการประณาม...
โจวเสาจิ่นก้าวเท้าสูงๆ ต่ำๆ ติดตามอยู่ด้านหลังของพี่สาว
ฮูหยินผู้เฒ่ากวนที่เดินอยู่ข้างหน้าไม่ได้ใส่ใจ กลับเป็นโจวชูจิ่นที่สังเกตเห็นความผิดปกติของน้องสาวได้อย่างรวดเร็ว
นางดึงมือของโจวเสาจิ่นแล้วจับเอาไว้แน่น
สติของโจวเสาจิ่นจึงกลับมา
โจวชูจิ่นหันหน้าไปทางนางแล้วกระพริบตาส่งให้ ส่งสัญญาณว่าหากนางมีอะไรก็ให้อดทนไว้ก่อน รับผิดชอบเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับไปคุยกันที่เรือนหว่านเซียงในภายหลัง
โจวเสาจิ่นหันหน้าไปทางพี่สาวแล้วยิ้มน้อยๆ อย่างขัดเขิน
กระทั่งถึงศาลาสือจิ่นซึ่งเป็นโถงนั่งเล่นที่สตรีแห่งจวนสี่ใช้รับแขก
โจวเสาจิ่นรีบควบคุมอารมณ์ ก้มศีรษะตามองตามฮูหยินผู้เฒ่าแล้วเดินเข้าไป
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเดือนสามของปลายฤดูใบไม้ผลิ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว มวลดอกไม้ของฤดูใบไม้ผลิบริเวณศาลาสือจิ่นกำลังบานสะพรั่ง ม่วงเข้มแดงสว่างสวยงาม หน้าต่างทั้งสี่ด้านของห้องพักผ่อนที่ทาด้วยน้ำมันเคลือบสีแดงล้วนเปิดออก กลิ่นหอมของดอกไม้อวลอยู่ในอากาศ สายลมอุ่นโชยเบาๆ ทำให้ผู้คนมึนเมาแม้ไม่ได้ดื่มสุรามาก็ตาม
เพียงเหลือบมองครั้งเดียวโจวเสาจิ่นก็มองเห็นสาวน้อยที่ยืนอยู่ด้านหลังของฮูหยินอู๋
เหมือนกับคนที่อยู่ในความทรงจำไม่มีผิด ผมที่ดกดำของนางถูกม้วนขึ้นเป็นมวยผมทรงก้นหอยคู่หนึ่ง ประดับไว้ด้วยปิ่นปักผมดอกติงเซียง สวมชุดเพ่ยจื่อผ้าไหมหังโจวสีแดงเลือดหมูลายกิ่งดอกไม้ ใข่มุกขนาดเมล็ดบัวประดับอยู่ที่ข้างหู ปานแดงขนาดเมล็ดข้าวตรงหว่างคิ้วนั้นแดงสดชุ่มชื้น ทำให้ผู้คนเมื่อได้ผ่านตาแล้วยากจะลืมเลือน
เป็นนางจริงๆ ด้วย!
อู๋เป่าจาง
หลังจากที่แยกจากกันมาสิบปี พวกนางได้กลับมาพบกันอีกครั้งตอนที่นางอายุสิบสองปี!
โจวเสาจิ่นเพียงรู้สึกเจ็บปวดราวกับโดนเจาะขั้วหัวใจ
ราวกับว่าวันเวลาที่ผ่านพ้นไปแล้วพวกนั้นกลับมาตีแสกกลางหน้า ความเจ็บปวดที่เคยประสบมาพวกนั้นสดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
มือของนางทาบอยู่ที่หน้าอก สมองว่างเปล่า มองริมฝีปากของท่านยายและฮูหยินอู๋ที่ขยับขึ้นลง ย่อเข่าลงคำนับทำความเคารพตามพี่สาวราวกับหุ่นกระบอก จากนั้นนั่งลงด้านข้างอย่างเงียบๆ จนกระทั่งโจวชูจิ่นดึงแขนเสื้อของนาง เสียงสนทนาของท่านยายและฮูหยินอู๋ถึงได้ดังพึมพำเข้ามาในหูของนาง “...ท่านก็ทราบ เจียงเป่ยของพวกข้านั้นเทียบไม่ได้กับเจียงหนานเลยสักนิด ไม่ได้วิจิตรบรรจงขนาดนี้ ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่นายท่านของพวกข้าได้เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเกิด ไม่ทราบว่าควรจะมอบอะไรเป็นของขวัญดี หากเป็นของล้ำค่าเกินไป ก็เกรงว่าผู้อื่นจะกล่าวได้ว่าพวกข้านั้นประจบประแจง แต่หากเป็นของไม่ค่อยมีราคา ก็เกรงว่าผู้อื่นจะกล่าวได้ว่าพวกข้านั้นโลกทัศน์คับแคบ ไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน ซ้ายก็ไม่ใช่ ขวาก็ไม่ดี ทำให้นายท่านของพวกข้าเป็นกังวลจนหลับตาลงไม่ได้ทั้งคืน ลุกขึ้นมาเร่งเร้าให้ข้ามาหาท่านเพื่อขอคำแนะนำ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำอะไรให้ต้องอับอายขายหน้าในวันงานเลี้ยงเจ้าค่ะ”
แท้จริงแล้วฮูหยินอู๋มาด้วยเรื่องงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันเกิดของท่านผู้นำตระกูลจากจวนสองนี่เอง
ในกาลก่อน ฮูหยินอู๋นั้นเรียกท่านยายอย่างสนิทชิดเชื้อว่า ‘ท่านป้า’ ทุกคำ ทว่าวันนี้กลับเรียกท่านว่า ‘นายหญิงผู้เฒ่า’ นั่นก็เพราะว่าในช่วงเวลานี้กวนซื่อยังไม่ได้ทำความรู้จักสนิทสนมกับท่านยาย
โจวเสาจิ่นครุ่นคิดกับตัวเองอย่างไม่รู้สึกตัว กระทั่งถูกคนเตะเท้าแรงๆ ทีหนึ่ง
นางตกใจเอียงศีรษะ เห็นสายตาที่เป็นกังวลของพี่สาว
โจวเสาจิ่นสะดุ้งทีหนึ่ง ถึงได้รับรู้อาการลืมตัวของตนเอง
นางอดไม่ได้ร้อนรนกับตัวเองอยู่เงียบๆ
ในเวลานี้ตนควรจะรักษาอาการให้สงบไว้ถึงจะถูก ไม่เช่นนั้นพี่สาวอาจจะต้องร้อนรนจนแทบบ้าก็เป็นได้ ไหนจะท่านยายอีก ที่อุตส่าห์มีความปรารถนาดีพานางมาพบแขกด้วย เพื่อให้นางได้เพิ่มพูนประสบการณ์ แต่นางกลับมาเสียมารยาทต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ จะทำให้ท่านยายขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้
โจวเสาจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกลมหายใจหนึ่ง รีบจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง จากนั้นก็ได้ยินท่านยายที่ไม่รีบร้อนแต่ก็ไม่เฉื่อยชา ทั้งยังมีท่าทีที่ยิ้มแย้มอยู่หลายส่วน กล่าวกับฮูหยินอู๋ว่า “ธรรมเนียมของภายนอกนั้นข้าก็ไม่ทราบ แต่ถ้าให้กล่าวตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ตระกูลเฉิงทำตามกันมาแล้ว ทุกจวนจะส่งของขวัญวันเกิดไปมอบให้ในนามของผู้เป็นใหญ่ที่สุดของแต่ละจวน หากเป็นวันเกิดทั่วไปก็มอบของขวัญตามแต่ความประสงค์ของผู้มอบ แต่หากว่าเป็นวันเกิดที่เวียนมาบรรจบครบสิบปีก็ควรเป็นของล้ำค่าหน่อย จากนั้นแต่ละคนค่อยมอบของขวัญของตัวเอง เช่นนี้ถือว่าง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ของเล็กน้อยอย่างเช่น ภาพวาดที่บุตรหลานวาดด้วยตัวเอง หรือกลอนคู่ที่เขียนด้วยตัวเอง ล้วนถือเป็นของขวัญวันเกิดประเภทหนึ่งเช่นกัน”
ฮูหยินอู๋ได้ยินแล้วซาบซึ้งยิ่งกล่าวอย่างชื่นชมว่า “ตระกูลเฉิงช่างเหมาะสมกับเป็นตระกูลบัณฑิตผู้ทรงอิทธิพลที่สืบทอดกันมากว่าร้อยปี! ตระกูลมีชื่อเสียงขนาดนี้ ทว่ากลับใช้ชีวิตอย่างถ่อมตน ไม่แปลกใจเลยว่าในจินหลิงนี้ ยามกล่าวถึงตระกูลเฉิงในซอยจิ่วหรู ผู้คนล้วนต้องยกนิ้วโป้งขึ้นกล่าวชื่นชมคำหนึ่งว่า ‘ดียิ่ง’ ยิ่งไม่แปลกใจที่ผู้คนรู้สึกว่าวิถีปฏิบัติของตระกูลอู๋ของพวกข้านั้นยังเล็กนัก หากไม่เปรียบก็ไม่รู้ แต่พอได้เปรียบแล้วก็ต้องตกใจไปทีหนึ่ง”
นางมีความสูงปานกลาง รูปร่างกลม เครื่องหน้าที่ดูแล้วธรรมดาสามัญยิ่ง แต่ดวงตาคู่นั้น ยามมองผู้คนราวกับว่าต้องการมองให้ถึงหัวใจของเจ้าของอย่างไรอย่างนั้น เฉียบคมยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม น้ำเสียงของนางในเวลานี้ไม่สูงไม่ต่ำ อบอุ่นและมีมารยาท แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเรื่ออยู่หลายส่วน เหมือนกับลมในฤดูใบไม้ผลิที่โชยมาโดนใบหน้า ทำให้ผู้คนได้ยินแล้วรู้สึกสบายยิ่งนัก
ฟังอย่างถี่ถ้วนแล้ว น้ำเสียงและจังหวะจะโคนการพูดของอู๋เป่าจางนั้นละม้ายกับฮูหยินอู๋ยิ่งนัก
นึกถึงคนผู้นี้ขึ้นมา ภายในใจของโจวเสาจิ่นก็เดือดพล่านราวกับน้ำที่ต้มจนเดือดอย่างไม่สิ้นสุด สักพักใหญ่กว่าจะสงบลงได้
เมื่อบทสนทนาของฮูหยินอู๋และท่านยายมาถึงตอนท้ายแล้วนั้น ฮูหยินอู๋ก็เชิญชวนให้ดูโบตั๋นสามสีที่ฮูหยินผู้เฒ่ากวนปลูกไว้ในจวน “ได้ยินมาว่าเป็นนายท่านใหญ่เฉิงที่มอบให้ นายท่านใหญ่ช่างกตัญญูนัก! ของหายากเช่นนี้ ไม่รู้ว่าท่านไปหามาจากที่ใด ถือเป็นวาสนาของท่าน อย่างตัวข้า เติบใหญ่มาขนาดนี้ ยังไม่เคยเห็นต้นไม้ที่มีดอกไม้สามสีบานอยู่ในต้นเดียวกันเช่นนี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ”
ได้ยินบุคคลอื่นกล่าวชื่นชมบุตรชายคนโตของตัวเอง ฮูหยินผู้เฒ่ากวนก็อดไม่ได้ปฏิบัติตัวด้วยเฉกเช่นเดียวกับแขกคนอื่นที่มาเยี่ยมเยียนนางด้วยวัตถุประสงค์แฝง มีท่าทีสุภาพทว่าแฝงไว้ด้วยความเหินห่างอยู่หลายส่วนออกมา
นางหัวเราะร่า อาศัยความช่วยเหลืออย่างนอบน้อมของโจวชูจิ่น พาฮูหยินอู๋มุ่งหน้าไปยังศาลาริมน้ำที่มีโบตั๋นสามสีวางประดับอยู่
อู๋เป่าจางเห็นเช่นนั้น จึงก้าวออกไปหมายจะประคองฮูหยินอู๋
ทว่าฮูหยินอู่กลับรีบเดินไปด้านหน้า ยืนเคียงกันกับฮูหยินผู้เฒ่ากวน ทิ้งอู๋เป่าจางไว้ด้านหลัง ยิ่งไปกว่านั้น อู่เป่าหวาผู้เป็นบุตรสาวแท้ๆ ของฮูหยินอู๋ก้าวออกไปประคองแขนของมารดาไว้อย่างไม่ช้าไม่เร็วโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองอู๋เป่าจางเลย นางกับโจวชูจิ่นติดตามอยู่ข้างกายของฮูหยินอู๋และฮูหยินผู้เฒ่ากวนด้านซ้ายคนหนึ่งและด้านขวาอีกคนหนึ่ง
ฮูหยินอู๋ราวกับไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น สนทนาถึงเรื่องคณะละครฮุ่ยหลาน คณะละครมาใหม่ของเมืองจินหลิงกับฮูหยินผู้เฒ่ากวนอย่างยิ้มแย้ม
ความอับอายสายหนึ่งฉายผ่านบนใบหน้าของอู๋เป่าจาง นางเหลือบมองที่โจวเสาจิ่นอย่างรวดเร็วทีหนึ่ง
เห็นเพียงโจวเสาจิ่นที่สีหน้าซีดขาว ท่าทีเหม่อลอย ราวกับไม่ได้ใส่ใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นรอบกายบ้าง
นางอดไม่ได้ถอนหายใจยาวออกมาทีหนึ่ง ในใจสงบขึ้นเล็กน้อย เหลือบตาขึ้นก็พบว่าอู๋เป่าจือกำลังมองโจวเสาจิ่นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
อู๋เป่าจางใจสั่น
ก่อนมานั้นนางได้ยินมาว่า ถึงแม้ว่าตระกูลเฉิงจวนสี่จะมีคุณชายสองท่าน คุณหนูสองท่าน ทว่าคุณหนูสองท่านนั้นกลับแซ่โจว และเป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องของตระกูลเฉิงเท่านั้น โดยเฉพาะคุณหนูรองตระกูลโจวผู้นั้น เป็นบุตรที่เกิดมาจากบุตรเขยของจวนสี่ที่แต่งงานใหม่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตระกูลเฉิง
นางคิดไม่ถึงว่าคุณหนูรองตระกูลโจวจะงดงามเพียงนี้ หน้าตาดั่งภาพวาด ยามเยื้องย่างยิ่งเผยให้เห็นท่วงท่าที่งดงามบอบบาง เสมือนกับดอกไป๋ซานอิง[footnoteRef:1]ที่บานคุดคู้อยู่ที่ปลายกิ่ง เพียงลืมตัวชั่วขณะ นางก็อาจจะปลิวไปตามลมได้อย่างไรอย่างนั้น ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ล้วนปฏิบัติต่อนางอย่างอ่อนโยน [1: ดอกไป๋ซานอิง (白山樱) ดอกซากุระสีขาว]
ไม่ต้องพูดถึงอู๋เป่าจือที่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในห้องหอ แม้แต่นางเอง ก็ถือเป็นครั้งแรกที่ได้พบเห็นเด็กสาวเช่นนี้ ด้วยรูปร่างท่าทางเช่นนั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่มีส่วนใดไม่วิจิตรบรรจง ไม่มีส่วนใดไม่งดงาม จึงไม่แปลกใจที่อู๋เป่าจือจะสนใจในตัวคุณหนูรองตระกูลโจว!
อู๋เป่าจางคิดพลางมุมปากยกยิ้มน้อยๆ ขึ้นมา
ฝีเท้าของนางหยุดลง และมาหยุดอยู่ข้างๆ ของโจวเสาจิ่น
“คุณหนูรอง” อู๋เป่าจางเผยรอยยิ้มอ่อนโยนสุภาพเรียบร้อยหนึ่งออกมา กล่าวเสียงเบาว่า “เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือไม่ ข้าเห็นใบหน้าเจ้าซีดขาวยิ่งนัก ต้องการให้ข้าไปแจ้งฮูหยินผู้เฒ่า ขออนุญาตให้เจ้าไปดื่มน้ำสักหน่อยหรือไม่”
โจวเสาจิ่นมองนางแล้วก็ให้รู้สึกพะอืดพะอม ไม่คิดอยากจะสนทนากับนางมากนัก
ถึงแม้ว่าการทำเช่นนี้ค่อนข้างไร้มารยาท แต่ว่าเมื่อนึกถึงตัวเองในกาลก่อนที่เชื่อฟังและทำตามขนบธรรมเนียมมาทั้งชีวิต แต่ท้ายที่สุดก็ยังได้รับชะตากรรมเช่นนั้นแล้ว การได้ทำตามใจตัวเองโดยไม่ต้องถูกควบคุมแบบนี้ก็รู้สึกมีความสุขดีเหมือนกัน นางรู้สึกสำราญใจยิ่งนัก
........................................................................