ปลดผนึกหัวใจหวนรัก Love and Redemption: Chapter0001 ตอนที่ 1
ภาคหนึ่ง คนหนุ่มสาวผู้ยังมีความหวัง
ตอนที่ 1 เปลี่ยนภพชาติ
นางจำไม่ได้ว่าตนเองตายอย่างไร
ถูกประหารตัดศีรษะกลางท้องถนนหรือว่าป่วยตายบนเตียงกันแน่...นางถึงกับนึกไม่ออก
ยมทูตสี่ตนดึงโซ่เหล็กที่ผูกมัดร่างกายนางไว้ นางถูกทั้งสี่ลากลอยไปข้างหน้าอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้
ใต้ผืนนภาชั้นล่างสุด ภูตไฟนับไม่ถ้วนล่องลอยไปมา บางครั้งยังตกลงบนบุปผาม่านจูซาหวา[footnoteRef:1]สองข้างทาง พริบตาก็เกิดลูกไฟสีเขียวสูงราวครึ่งร่างมนุษย์ เพลิงมรกต บุปผาแดง ยั่วยวนล่อหลอกยิ่ง [1: ดอกลิลลี่แดง ตำนานเล่าว่ากลิ่นมีมนตร์เสน่ห์ ทำให้คนตายฟื้นความทรงจำก่อนตายได้ ]
สองข้างทางยังมีทางแยกนับไม่ถ้วน คนตายใหม่ในชุดขาวเช่นเดียวกับนางมากมาย ถูกบรรดายมทูตดึงให้ลอยไปข้างหน้า บ้างก็ร่ำไห้ บ้างก็หัวเราะ ยังมีบางคนพึมพำอะไรสักอย่างกับตนเอง ไม่ว่าจะเจ็บปวดเสียใจกับการตายของตนสักเพียงใด ก็ย่อมถูกบรรยากาศวังเวงเงียบเหงาแห่งความตายทำลายสิ้น
สุดท้าย ได้แต่ไปตามกระบวนการอย่างเงียบงันไร้สำเนียง มุ่งไปข้างหน้าต่อๆ กันไป ผ่านประตูเมืองบานใหญ่ที่ไกลออกไปบานนั้น
ยมทูตที่นำอยู่หน้านางหยุดลง กำลังรอเข้าประตู
นางเงยหน้ามองรอบๆ อย่างเกียจคร้าน มองท้องฟ้าสีหม่น ภูตไฟร่อนไปทั่ว มองบุปผาม่านจูซาหวาสีแดงราวโลหิต รูปร่างราวกรงเล็บมังกร เปี่ยมมนตร์เสน่ห์ หากยังแผ่รังสีน่ากลัวอยู่สายหนึ่ง
ขณะกำลังมองเหม่อตกในภวังค์นั่นเอง พลันได้ยินเสียงยมทูตด้านหลังกล่าวว่า “นี่ไม่รู้ต้องรออีกนานเท่าไร วิญญาณใหม่หลายตนโวยวายมาก ไม่สู้ป้อนน้ำลืมภพชาติให้พวกเขาดื่มสักหน่อยดีกว่า อย่างไรเสียตอนไปเกิดใหม่ก็ต้องดื่มอยู่ดี”
น้ำลืมภพชาติ? นางหันไปมอง เห็นยมทูตตนหนึ่งคว้าเอาไหสุราสีดำมันวาวออกมาจากอกเสื้อเดินไปราดใส่ดอกไม้แดงข้างทาง ดังคาด เผยเป็นสายน้ำใสกระจ่างสายหนึ่ง
นางบอกไม่ถูกว่าสายน้ำนั้นเป็นสีอะไร รู้เพียงแต่ว่าระยิบระยับแวววาวเหมือนมีอะไรไม่รู้หลายอย่างผสมอยู่
ยมทูตตักมาหนึ่งไห เดินไปอ้าปากวิญญาณใหม่ตนหนึ่ง ไม่สนใจเสียงร่ำไห้โหยหวนของเขา บังคับกรอกลงไป วิญญาณตนนั้นร่ำไห้โหยหวนเสียงดัง จากนั้นก็ค่อยๆ นิ่งไม่ขยับ สีหน้ามึนงงราวกับทารกน้อยแรกเกิด
กรอกให้วิญญาณเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนเสียงร่ำไห้ก็ค่อยๆ เงียบลง นางเห็นขวดสุรายังมีน้ำเหลืออยู่บ้าง อดยื่นมือไปไม่ได้
“ให้ข้าดูหน่อย” นางกล่าว
ยมทูตผู้นั้นกวาดตามองนางจากบนลงล่าง ยิ้มเย็นเยียบกล่าวว่า “บังอาจ กล้าสั่งข้า เจ้าลองพูดอีกทีสิ”
นางยังคงยื่นมือไป “ให้ข้าดูหน่อย”
ยมทูตไม่กล่าวอะไรอีก หากยกไม้กระบองในมือขึ้นเตรียมฟาด ก็ถูกบรรดายมทูตที่คุมตัวนางมาแตกตื่นตกใจร้องห้าม
“หยุด!เจ้ารู้ไหมนางคือผู้ใด?! ห้ามลงมือ!”
ยมทูตตนนั้นยังคงไม่ยอม แค่นหัวเราะเสียงเย็นกล่าวว่า “ข้าก็อยากรู้ว่านางคือผู้ใด! หากเป็นเทพสูงศักดิ์องค์ใด จะใช้โซ่วิญญาณจองจำมาได้อย่างไร?”
ยมทูตสองสามคนที่เหลือข้างๆ รีบลากเขาไปอีกทาง กระซิบว่า “เพียงเพราะวิธีการที่นางตายไม่ปกติ ไม่เช่นนั้นผู้ใดกล้าจองจำ? อีกอย่างปัญญานางยังไม่เปิด ไม่เช่นนั้นยามนี้ คงได้ทำลายจิตวิญญาณเจ้าวอดวาย มหาเทพโฮ่วถู่[footnoteRef:2]ยังต้องเกรงนางอยู่สามส่วน นับประสาอันใดกับเจ้า?” [2: สวรรค์เบื้องบนอยู่ใต้การปกครองของเง็กเซียน ส่วนเบื้องล่างนั้นอยู่ใต้การปกครองของมหาเทพโฮ่วถู่ เป็นผู้ปกครองแดนนรก]
ยมทูตผู้นั้นตกใจยิ่ง หันไปมองนางอย่างละเอียดอีกครา รู้สึกเพียงแค่นางท่าทางงดงาม แต่เหมือนจิตวิญญาณลอยล่อง มีเพียงกลิ่นอายดุร้ายที่ปรากฏวับแวมตรงหว่างคิ้ว น่าแปลกประหลาดอยู่บ้างจริงๆ
เห็นนางยังคงยื่นมือมาถามถึงไหสุราในมือตน เขาไม่มีทางเลือก ได้แต่ส่งให้นางไปแต่โดยดี
นางดึงฝาปิดทิ้ง ล้วงมือลงไปค้นหาอย่างเร่งร้อน ล้วงขึ้นมามีแต่เศษชิ้น ล้วนเป็นความทรงจำในชีวิตชาติก่อนของผู้อื่น
ล้วงลงไปอีก เป็นความทรงจำของมารร้าย สังหารปล้นชิง ไม่มีความชั่วใดไม่กระทำ สุดท้ายถูกประหารตัดศีรษะกลางท้องถนนต่อหน้าผู้คน
ล้วงต่อไปอีก เป็นนางกำนัลในวังผู้เหงาเศร้านางหนึ่ง เงียบเหงาหน้าบุปผาแดงเต็มต้น สิ้นชีวิตอย่างระทม
ล้วงติดๆ กันไปหลายรอบ กลับไม่รู้สึกยินดี ไม่ใช่ป่วยตายก็โดดเดี่ยวเดียวดายจนสิ้นชีวิต
นางรู้สึกเพียงว่าภาพเหล่านี้คุ้นเคย แต่ก็เหมือนไม่คุ้นเคย นางอยากรู้ ตนเองตายอย่างไร ตนเองตอนยังมีชีวิตก่อนหน้านี้ทำอันใด ไม่รู้เหตุใด อย่างไรก็คิดไม่ออก
บรรดายมทูตเห็นนางเหมือนเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ ในใจก็อดตื่นตระหนกไม่ได้ มนุษย์ผู้นี้สติปัญญาเฉลียวฉลาด กระทำการตามอำเภอใจ หากในยามนี้ถูกนางมองทะลุปรุโปร่งขึ้นมาคงยากรับมือ ได้แต่ยิ้มกล่าวว่า “แม่นาง รีบเข้าประตู ไม่สู้เข้าไปivด้านใน แล้วผู้พิพากษาตัดสินบันทึกเป็นตายเสร็จก่อนค่อยว่ากันดีไหม?”
นางพยักหน้าอย่างว่าง่าย คืนไหสุราให้ยมทูตผู้นั้น ยมทูตสี่ตนนำนางลอยออกไป พริบตาก็มาถึงหน้าประตูเมืองสูงใหญ่งดงามอลังการ
มีเทพประหลาดสูงใหญ่ดำทะมึนสองตนเฝ้าประตูอยู่ พอเห็นพวกเขาก็รั้งไว้
“เอาป้ายมา”
ยมทูตยิ้มแห้ง ก่อนจะล้วงป้ายสีแดงชาดออกมา ด้านบนเขียนชื่อนางและเรื่องสำคัญในห้วงชีวิต เทพประหลาดกวาดตามอง สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย มองนางละเอียดอีกรอบ นางกลับไม่รู้แม้แต่น้อย เอาแต่ก้มหน้าเล่นกับเสื้อผ้าตนเองไป
“ปัญญายังไม่เปิดหรือ? เหตุใดจึงจองจำนางมา?” เทพประหลาดกระซิบถาม
ยมทูตส่ายหน้า เทพประหลาดนิ่งไปครู่หนึ่ง มองนางเหมือนว่ายังคงมีความยำเกรงนางอยู่ ถอยออกข้างทาง พลางกล่าวว่า “เชิญเข้า”
บรรดายมทูตยกโซ่วิญญาณหนักอึ้งลากนางเข้าไป เห็นในเมืองเป็นหออาคารเรียงรายเต็มไปหมด ไม่ต่างจากบนโลกมนุษย์ เพียงแต่ประชาชนก็คือยมทูต บางทีก็มีผีชรามาค่อยช่วยเป็นลูกมือร้านน้ำชา ล้วนเป็นผู้ที่ไม่ได้ไปเกิดใหม่
นางรู้สึกเพียงแค่ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องแปลกใหม่ มองซ้ายมองขวา ลืมเรื่องน้ำลืมภพชาติไปเสียสิ้น
นางถูกความงามของอาคารเบื้องหน้าดึงดูด กระเบื้องเขียวเป็นชั้นๆ ของอาคารราวกับเฟิ่งหวงสยายปีก แผ่ปีกขึ้นฟ้า ด้านบนตกแต่งลายเมฆมงคล สีสันประณีตงดงาม แต่ละชั้นสลับซับซ้อน เป็นภาพแปลกตาที่หาดูไม่ได้บนโลกมนุษย์
“แม่นางเชิญเข้ามา” บรรดายมทูตเชิญนางเข้าไปด้วยท่าทีนอบน้อม มีสองตนปลดโซ่ที่เอวนางออกก่อนวิ่งเข้าประตูกลางไปรายงานผู้พิพากษาก่อน ทิ้งอีกสองคนไว้เฝ้านางที่รออยู่ในโถงกลางใหญ่
ผีน้อยหน้าเขียวมีเขี้ยวลนลานยกน้ำชาออกมา นางเห็นเนื้องอกยาวแปลกประหลาดบนศีรษะของผีน้อย จึงอดยื่นมือไปลูบไม่ได้ ผีน้อยตกใจสีหน้าซีดเผือด แผดเสียงร้องไห้ดังกลางโถง ส่งเสียงร้องติดๆ กันว่า “ไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตด้วย!”
ยมทูตรีบตวาดไล่ผีน้อยออกไป ฝืนยิ้มกล่าวว่า “แม่นางอย่าได้ตำหนิ เขาเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ ยังไม่รู้ความ ไว้ชีวิตเขาสักครั้ง”
นางพยักหน้าอย่างว่าง่าย กล่าวว่า “ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าเนื้องอกบนศีรษะเขาน่าสนุก ลูบไม่ได้หรือ?”
ยมทูตได้แต่ยิ้มเฝื่อน ในใจคิดว่าเจ้าเป็นดังดาวพิฆาตบรรดาผีทั้งหลาย ผู้ใดกล้ายอมให้เจ้าลูบศีรษะเล่า?
ยามนั้นพลันเงียบลง กล่าวถึงยมทูตสองตนที่เข้าไปรายงาน ส่งมอบป้ายสีแดงชาดให้แก่ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาเคราหนาเงียบไปนาน ไม่รู้จะทำเช่นไรดี
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงได้ถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “จองจำนางมาเช่นไร?”
ยมทูตกล่าวว่า “นางเป็นมนุษย์ หลังตายแล้วก็ย่อมจองจำวิญญาณมา”
“เจ้าโง่” ผู้พิพากษาขมวดคิ้ว “ผู้ใดถามเจ้าเรื่องนี้! ข้าไม่รู้ว่านางจุติลงไปเป็นมนุษย์หรือ?”
ยมทูตรีบยิ้มกล่าวว่า “ใต้เท้าปรีชา ข้าน้อยเลอะเลือนแล้ว ตามหลักไม่ควรใช้โซ่วิญญาณจองจำนาง แต่นางปลิดชีพตนเองในโลกมนุษย์ หากไม่จองจำก็ย่อมผิดกฎ ดีที่ปัญญานางยังไม่เปิด ยังมึนงงไม่เข้าใจ และยังถูกนำมาแดนนรกนี้อย่างว่าง่าย ขอเรียนถามใต้เท้า ยามนี้ควรให้นางเปลี่ยนภพอย่างไร?”
ผู้พิพากษาลูบเครา นิ่งคิดอยู่นาน จึงกล่าวว่า “ปลิดชีพตนเอง...ดูแล้วนางยังมิได้บำเพ็ญเพียรสัมฤทธิ์ กระแสดุร้ายไร้เมตตายังหนักหน่วงอยู่มาก ยังต้องกล่อมเกลาอีก ครั้งนี้ยังคงใช้แนวทางเดิม เพิ่มความทุกข์ทรมานลงไปอีก จนกระทั่งนางบรรลุปัญญา หากยังไร้ปัญญาตื่นรู้ ปลิดชีพตนเองอีก...เจ้านำคำพูดข้าไป ครั้งหน้านางตกมายังแดนนรกอีก ก็แล้วแต่นาง ทำลายตนเองด้วยตนเองก็แล้วกัน!”
ยมทูตผู้นั้นรับคำสั่ง กำลังจะออกไปแจ้งต่อ กลับได้ยินเสียงหนึ่งจากม่านด้านหลังผู้พิพากษา “ช้าก่อน”
ยมทูตกับผู้พิพากษารีบหันกลับไปก้มกายคำนับกล่าวว่า “คารวะมหาเทพโฮ่วถู่”
น้ำเสียงไม่บุรุษไม่สตรีกล่าวว่า “ข้าได้ไตร่ตรองแล้ว คิดว่าความทุกข์ไม่แน่ว่าจะทำให้ปัญญาตื่นรู้ นิสัยเดิมนางก็ดื้อรั้นแปลกประหลาด หากยังกดดันหนักต่อไป เกรงว่าคงได้แต่ดุร้ายยิ่งขึ้น”
ผู้พิพากษาพยักหน้ากล่าวว่า “ไม่ทราบว่า มหาเทพมีประสงค์เช่นไร?”
โฮ่วถู่หลังม่านกล่าวว่า “หลายชาติภพก่อนล้วนให้นางทนทุกข์ทรมานมากมาย ปรากฏความดุร้ายไม่ได้ลดลง สติปัญญาไม่กระจ่าง เกรงว่าคงไม่ใช่วิธีการดี ไม่สู้ใช้ความสุขหล่อหลอมจิตใจก่อน แล้วค่อยให้เข้าสู่แดนสวรรค์[footnoteRef:3] กลับเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียร น่าจะเป็นวิธีการดี” [3: ตามคติความเชื่อแบบจีน ศาสนาพุทธแบ่งออกเป็นหกแดนหรือหกภพภูมิ แดนสวรรค์ แดนมนุษย์ แดนอสูร แดนสัตว์เดรัจฉาน แดนเปรตหิวโหย และแดนนรก]
ผู้พิพากษาท่าทางลำบากใจ “นางชาตินี้ปลิดชีพตนเอง จะเข้าสู่แดนสวรรค์ เกรงก็แต่ว่า...เส้นทางบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนยากลำบาก ผู้ประสบความสำเร็จน้อยยิ่งนัก ถึงตอนนั้นไม่อาจสำเร็จผล กลับเสียแรงแห่งความปรารถนาดีของมหาเทพ”
โฮ่วถู่เงียบไปนาน ก่อนกล่าวว่า “เจ้าให้นางอยู่ที่แดนนรกนี้ก่อน ทุกวันสอนตำราบำเพ็ญเพียรเป็นเทพเซียนแก่นาง เช่นนี้ผ่านไปสักระยะ ค่อยดูว่าจะส่งนางเข้าสู่แดนใด”
“ข้าน้อย รับบัญชา”
ยมทูตรับราชโองการออกไป เห็นนางอยู่ไม่สุข เดินลูบคลำไปทั่วห้องโถงใหญ่ รู้สึกสนใจใคร่รู้ในทุกสิ่ง อดทอดถอนในใจไม่ได้ หากให้เทพดุร้ายเช่นนี้อยู่แดนนรก วันหน้าพวกเขาคงได้แต่หวาดกลัวแล้ว
เขายิ้ม เดินไปเบื้องหน้านาง กล่าวว่า “ยินดีกับแม่นาง มหาเทพโฮ่วถู่มีประสงค์ให้แม่นางพักอยู่ที่นี่ก่อน ใช้ชีวิตสบายสักระยะหนึ่ง แล้วค่อยไปเปลี่ยนภพภูมิ”
นางเหมือนเข้าใจแต่ก็เหมือนไม่เข้าใจ มองเขาอย่างตกใจ ยมทูตโอดครวญในใจ ยิ้มกล่าวว่า “ก็คือ...ให้แม่นางอยู่ที่นี่ไปสองสามวันก่อน อ่านตำรา เดินเล่น รอถึงเวลาค่อยส่งแม่นางเปลี่ยนภพ”
นางจึงพยักหน้า ลูบภาพเจ้าแม่จิ่วเทียนเสวียนหนี่ว์ที่แขวนอยู่บนผนังกำแพง กล่าวว่า “ข้าชอบที่นี่ อยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”
ยมทูตได้แต่พยักหน้า “แม่นางชอบที่นี่ เป็นวาสนาของพวกเรา”
เขาหันกลับไปสั่งการผีน้อยให้ไปปัดกวาดห้องรับแขกชั้นสอง ก่อนหันกลับมากล่าวว่า “แม่นาง ยังมีเรื่องดีอีกเรื่อง มหาเทพสงสารที่เจ้าสติยังไม่ครบ ลืมเลือนเรื่องราวบนโลก จึงประทานชื่อให้เจ้า”
นางงุนงง เหมือนไม่เข้าใจว่าเรื่องใด ยมทูตข้างๆ ดึงนางเบาๆ ให้ก้มกายลง กล่าวว่า “มหาเทพประทานชื่อให้เจ้า ต้องคุกเข่ารับ”
นางกลับไม่คุกเข่า เอาแต่จ้องมองยมทูต เขาทำอันใดไม่ได้ ได้แต่กล่าวว่า “มหาเทพประทานนามท่านว่าเสวียนจี วันหน้า นามเสวียนจี ก็คือแม่นางแล้ว”
นางพยักหน้างุนงง หันไปมองเห็นผีน้อยลงมาจากชั้นบน นางยังยิ้มร่ายกมือคว้าเนื้องอกบนศีรษะเขา ทำเอาผีน้อยแผดเสียงร้องไห้ดังลั่น
เสวียนจีจึงได้อยู่ในแดนนรกชั่วคราวอย่างงุนงงไปเช่นนี้ ภายนอกกล่าวว่าทำงานจิปาถะคอยยกน้ำชารับใช้ผู้พิพากษา แต่ความจริงมีสักกี่คนที่กล้าเรียกใช้นาง? ได้แต่ยอมให้นางได้เดินเล่นในเมืองทั้งวัน ขอเพียงนางอย่าได้ก่อเรื่องก็ถือว่ามหาโชคแล้ว
ผู้พิพากษาทุกวันยามว่างก็จะนำตำราบำเพ็ญเพียร หลักการแห่งวิถีโลกต่างๆ มาให้นางอ่าน ดีที่นางรู้หนังสือ สติปัญญาสูง รู้หนึ่งแยกแยะได้สาม กล่าววาจาอ้างหลักการ ทำให้คนได้แต่อึ้งไร้วาจาตอบ
นานวันเข้า ผู้พิพากษาก็อดชื่นชมความปรีชาของมหาเทพโฮ่วถู่ไม่ได้ หากตอนแรกให้วิญญาณที่ยังไม่เข้าใจอันใดนักไปเกิดทันที นางก็คงได้แต่ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ตั้งใจ ถึงกับไม่รู้ว่าผิดอันใดกันแน่ ยามนี้นางอ่านตำรามากมาย สนใจวิถีบำเพ็ญเซียนอย่างมาก ทำให้ขจัดความไร้สติรับรู้ก่อนหน้าไปได้ เผยแววฉลาดที่ติดตัวมาแต่กำเนิดออกมา
นางเหมือนศิลาดื้อรั้นก้อนหนึ่ง ตอนเพิ่งนำขึ้นจากก้นแม่น้ำ รูปร่างกลมมนไม่ชัด ยังไม่เปิดเผยความเฉลียว ตอนนี้ใช้เรื่องราวหลักการแห่งโลก เรื่องราวของเทพเซียนผู้บำเพ็ญมาชี้นำทางให้นาง ค่อยๆ บรรจงแกะสลักนาง ในที่สุดก็ค่อยๆ เผยเหลี่ยมมุมแห่งความสามารถ เผยให้เห็นความฉลาดที่ซ่อนอยู่ภายใน
มีเรื่องเดียวที่ทำให้ปวดหัว
นางขี้เกียจ ขี้เกียจอย่างไม่ธรรมดา ขี้เกียจจนฟ้าพิโรธมนุษย์ก่นด่า
ขอเพียงเอนตัวนอนได้ก็จะไม่นั่งเด็ดขาด หากไม่ต้องใช้ความคิดก็จะไม่คิด ทั้งวันชอบแต่นั่งเหม่อลอยอยู่ริมสายน้ำลืมภพชาติ พักหนึ่งก็วักขึ้นมามอง ดมๆ แล้วก็ทิ้งกลับไป
ทุกคนล้วนรู้ว่านางคิดค้นหาสิ่งใด แต่ผู้ใดก็ไม่กล้าบอกกล่าวแก่นาง ความทรงจำชาติก่อนของนางล้วนถูกมหาเทพโฮ่วถู่เก็บไปหมดแล้ว เขาต้องการให้ขจัดความดุร้ายไร้เมตตาทั้งหมดทิ้งก่อน เริ่มต้นใหม่ มีชีวิตใหม่
วันนี้ผู้พิพากษาหานางค่อนวันไม่พบแม้เงา ตามยมทูตที่เฝ้านางมาพบ ตอบว่าเสวียนจีไปชมบุปผาที่ริมสายน้ำลืมภพชาติ เหม่อมองอยู่มาตลอดบ่าย ไม่ได้เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
ในใจเขาโมโห ถือตำราไปริมน้ำเพื่อไปหานางด้วยตนเอง คิดไว้ว่าจะตำหนิสั่งสอนนางสักหน่อย หลายเดือนมานี้อยู่ร่วมกับนาง สองคนล้วนมีความสัมพันธ์อาจารย์ศิษย์อยู่บ้าง เพียงเพราะนางใฝ่ศึกษาและเฉลียวฉลาด ผู้พิพากษาเดิมที่ยังมีใจระแวงก็เริ่มผ่อนคลายลง สอนสั่งนางราวกับเป็นลูกศิษย์จริงๆ ใต้หล้านี้ไม่มีอาจารย์ใดที่ไม่โมโหยามศิษย์ขี้เกียจ
ออกจากประตูเมืองไป ตามคาด เห็นเงาร่างในชุดขาวพลิ้วไหวนั่งอยู่ริมสายน้ำลืมภพชาติ เขาเข้าไปใกล้อย่างเงียบๆ เห็นนางจ้องมองดอกม่านจูซาหวาราวเปลวเพลิงบนฝั่งน้ำ สองตามองจ้อง ไม่รู้คิดอันใดอยู่
เขากำลังจะเรียกนาง เสวียนจีไม่ได้หันกลับมา หากกล่าวเบาๆ ว่า “อาจารย์”
ผู้พิพากษาถอนหายใจ เดินเข้าไปนั่งข้างกายนาง ร่วมมองบุปผาริมฝั่งสีแดงสดราวสีโลหิตกับนาง เป็นเวลานาน เขาจึงได้กล่าวว่า “ดูอันใด?”
นางกล่าวนิ่งเรียบว่า “ดูสีนั่น ข้ารู้สึกเหมือนคุ้นเคยมาก มักรู้สึกว่าน่าจะเห็นอยู่บ่อยๆ แต่กลับคิดไม่ออก”
ผู้พิพากษาตกใจเล็กน้อย กล่าวว่า “ชาติก่อนผ่านไปแล้ว อย่าได้เสียเวลาปวดหัวกับเรื่องสามัญพวกนี้อีก ไม่เช่นนั้นก็ขัดกับหลักการที่ข้าเคยสอนเจ้าพวกนั้น”
เสวียนจีส่งเสียง “อืม” เสียงหนึ่ง “ก็ถูกต้อง คำพูดอาจารย์มักจะถูกต้อง ข้ารู้สึกเสมอว่ามีหลักการอย่างมาก แม้ข้าเข้าใจหลักการเหล่านี้ แต่ไม่รู้เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าหลักการเหล่านี้ช่างห่างไกล รู้สึกว่ายากจะปฏิบัติได้”
“หืม? เจ้าคิดว่าเรื่องราวใดที่เจ้ายากจะปฏิบัติ?”
“ท่านบอกข้า ต้องบำเพ็ญเพียรบ่มนิสัย อย่าได้เอาแต่จับจ้องเรื่องราวพ้นผ่าน อย่าได้เพ้อฝันเรื่องวันหน้า เรื่องเหล่านี้ทำให้มารแทรกจิตได้ง่าย จิตไม่สะอาด ไม่อาจบำเพ็ญเพียร ประสาทรับรู้ทั้งหกแปดเปื้อน ก็ย่อมมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่ใช่รูป ย่อมหลงใหลลุ่มหลงได้ง่าย”
นางเด็ดบุปผาริมฝั่งดอกหนึ่ง วางในมือขยี้แหลก น้ำสีแดงสดไหลลงหว่างนิ้วมือเรียว
“แต่ทว่า คนเรามีใจย่อมต้องคิด มีตาย่อมต้องเพื่อไว้มองดู มีปากก็เพื่อไว้กล่าววาจา มีหูก็เพื่อไว้รับฟัง หากล้วนตัดทิ้งแล้ว ข้าควรมองสิ่งใดกัน? ข้าไม่เข้าใจที่อาจารย์กล่าวว่าก้าวสู่ความเป็นเซียนจิตใจว่างเปล่าคืออันใด หลังเป็นเซียนแล้ว...อันใดก็ไม่รู้อย่างนั้นหรือ?”
ผู้พิพากษาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่านางจะถามคำถามตอบยากเช่นนี้ออกมา เขาตกใจเป็นนาน กล่าวว่า “มิใช่ ในใจว่างเปล่าก็คือเหมือนถูก แต่ไม่ถูก รู้ เหมือนไม่รู้ เข้าใจ เหมือนไม่เข้าใจ”
“เช่นนั้นพวกเขาแท้จริงแล้วรู้อันใดกัน?” นางถามอย่างจริงจัง “รู้แล้ว หรือว่ายังแสร้งทำไม่รู้? บรรดาเทพเซียนมีชีวิตที่มีความสุขหรือ?”
ผู้พิพากษาขมวดคิ้ว “เสวียนจี เจ้ากำลังจับหลักการไร้พลิกแพลง มีความสุข? เจ้าคิดว่าความสุขแห่งสีสันก็คือความสุขแท้จริงหรือ?”
นางก้มหน้ากล่าวเบาๆ ว่า “ข้ารู้ความหมายของอาจารย์ ข้าเพียงแต่ไม่เข้าใจเท่านั้น หากปราศจาการกระทำ ปราศจากการคิด ไยต้องดำรงอยู่เล่า ข้าคิดไม่ออก คิดเป็นนาน รู้สึกตนเองต้องทำไม่ได้แน่นอน มีใจก็ย่อมต้องคิด ให้ข้าไปคิดหาเหตุผล เช่นนั้นมีไว้เพื่อการใด? อาจารย์ ท่านคงผิดหวังกับข้ามากเป็นแน่”
ผู้พิพากษามองสองตากระจ่างใสของนาง ในนั้นมีแววหม่นปกคลุม ราวกับรู้ ราวกับไม่รู้ มีกระแสแปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง เขาอดตกใจไม่ได้ รู้ดีว่าคนผู้นี้ฉลาดเฉลียวอย่างยิ่ง ไม่รู้วันใดหากนางคิดเหตุผลต้นกรรมได้จริง ถึงตอนนั้นตกลงสู่แดนนรกเป็นมารปีศาจ ไม่อาจกลับตัวได้อีก ก็ย่อมเสียแรงที่เง็กเซียนและมหาเทพโฮ่วถู่เฝ้าใส่ใจดูแล
เขาเงียบไปนาน ในที่สุดก็คิดออก ตบมือกล่าวว่า “ความหมายของเสวียนจี อาจารย์เข้าใจแล้ว!”
นางเบิกตากลมโตขึ้นทันที กล่าวอย่างแปลกใจว่า “อาจารย์เข้าใจอันใด?”
ผู้พิพากษายิ้มกล่าวว่า “ข้าจะให้เจ้าได้ดูชาติก่อนของเจ้าแล้วกัน! แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ไม่มีครั้งหน้า”
นางดีใจจนพูดไม่ออก กระโดดโลดเต้น
ผู้พิพากษาควักดินกำหนึ่งจากริมฝั่ง โปรยลงในสายน้ำลืมภพชาติ กล่าวว่า “ค่อยๆ ดู ครั้งหน้าไม่อนุญาตให้ถามเรื่องเหล่านี้อีกแล้ว”
นางรีบเขยิบขึ้นหน้า เห็นสายน้ำลืมภพชาติเกิดกระแสคลื่น น้ำสีสดค่อยๆ ขุ่นมัวก่อเป็นรูป กลายเป็นสตรีชุดขาวนางหนึ่ง ดูหน้าตาสตรีนั้นแล้ว เสวียนจีก็ตะลึงงัน
เป็นนางเอง
แต่ก็เหมือนไม่ใช่
ใบหน้านางเปี่ยมกลิ่นอายสังหารรุนแรง ดวงตาทั้งสองราวกับเกล็ดน้ำแข็ง ความเย็นเยียบแผ่ปกคลุม พลันดึงกระบี่มาด้ามหนึ่ง ปลายกระโปรงพลิ้วหมุน ไม่รู้แทงเข้าสิ่งใด โลหิตสดเปรอะเปื้อนกาย จากนั้น นางเก็บกระบี่ ลูบใบหน้าซีกซ้าย ทิ้งรอยเปื้อนโลหิตสายหนึ่ง นางพลันเผยรอยยิ้มประหลาด ราวกับเจ็บปวดอย่างที่สุด
เสวียนจีรู้สึกภาพนี้เหมือนเคยประสบมา รอยยิ้มนั่น กระโปรงสีขาวที่ย้อมอาบไปด้วยโลหิต ดวงตาคู่นั้นที่ราวกับเกล็ดน้ำแข็งหิมะ...ข้างหูนางราวกับได้ยินเสียงเป่าเขาสัญญาณที่คุ้นเคย สงคราม อาวุธ เกราะ และม้าศึก เสียงกู่ร้องดังสนั่นหวั่นไหว ขุนพลบนหลังม้าสามเศียรหกกร รอบกายล้อมด้วยกองเพลิงแผดเผา
อสูร! นั่นคือแดนอสูร!
นางพลันดิ้นรนคว้าเอาแสงสว่างเพียงนิดในความมืดมิด กำลังจะเปล่งวาจา ด้านหลังพลันถูกคนผลักอย่างแรง ไม่อาจต้านแรงได้ ตกลงไปในสายน้ำลืมภพชาติ ดื่มน้ำลืมภพชาติรสขมฝาดไปหลายคำ
ราวกับแมวใหญ่ตกน้ำ นางปีนขึ้นฝั่งอย่างแตกตื่น สองมือเพิ่งยันพื้นดินได้ ในใจก็กลับลนลานขึ้น อดีตที่ผ่านมาพริบตาสลายไปราวหมอกควัน สลายไปจากใจนางทีละน้อย นางเอียงหน้าไปมองผู้พิพากษาบนฝั่งงุนงง ในใจมีบางอย่างอยากกล่าวกับเขา แต่กลับลืมอีกว่าเขาคือผู้ใด
“เจ้า...” นางพึมพำ “ข้า...”
น่าแปลก เหมือนมีเรื่องสำคัญอันใดที่ตนลืมเลือนไป แท้จริงแล้วคือเรื่องใดกัน? แท้จริงแล้ว...
ผู้พิพากษาเรียกยมทูตมาให้ลากนางขึ้นฝั่ง กล่าวเสียงดังกังวานว่า “เสวียนจี เจ้าอยู่แดนนรกมาสามเดือนกว่าแล้ว ตอนนี้สติปัญญากระจ่างแล้ว ข้าส่งเจ้าเข้าสู้ประตูเปลี่ยนภพชาติก่อน หวังว่าภพหน้าเจ้าจะขยันบำเพ็ญวิถีเซียน กลับคืนสู่สวรรค์เร็ววัน”
กล่าวจบ ทุกคนก็โยนนางเข้าสู่เส้นทางเปลี่ยนภพชาติ ยมทูตเห็นเสวียนจีมึนงง ในใจรู้ว่าเกิดจากดื่มน้ำลืมภพชาติอดกล่าวอย่างระแวดระวังขึ้นมาไม่ได้ “ใต้เท้าผู้พิพากษา นี่...ต้องให้แม่นางเสวียนจีไปเส้นทางแดนใด? หรือว่าเหมือนเมื่อก่อน ไปแดนอสูร?”
ผู้พิพากษาส่ายหน้า “มิใช่ นางไม่เหมือนวันวานแล้ว ปัญญานางใกล้ตื่นรู้แล้ว ในเวลาสำคัญเช่นนี้ หากจิตไม่แน่วแน่อาจกลายเป็นมารได้ ดังนั้นข้าจึงใช้วิธีการเปิดปัญญานาง ให้นางดื่มน้ำลืมภพชาติก่อนไปเกิดใหม่ แดนอสูรไม่อาจไปได้อีก ไม่เช่นนั้น ความพยายามก่อนหน้าล้วนสูญเปล่า ยามนี้ในโลกมนุษย์มีผู้บำเพ็ญวิถีเซียนอยู่มากมาย ให้ความเคารพเซียน ให้นางไปแดนมนุษย์เถิด ขอเพียงจริงใจ วันหน้าต้องได้ผลสำเร็จแน่นอน”
ประตูเปลี่ยนภพภูมิเปิดแล้ว ด้านในแสงเจิดจ้า ไม่อาจลืมตามอง เหมือนมีเส้นทางมากมายโยงใยราวใยแมงมุม เสวียนจีรับแสงเจิดจ้านั่นแล้วทั้งร่างก็ค่อยๆ โปร่งแสง สุดท้ายก็กลายร่างเป็นไข่มุกเม็ดหนึ่ง
ผู้พิพากษาใช้มือคลึงมุกเม็ดนั้นด้วยตนเอง เดินเข้าไปยังประตูชาติภพ โยนนางเข้าสู่โลกโลกิยะพันผูกร้อยรัด แอบกล่าวในใจว่า “หากเจ้าและข้าศิษย์อาจารย์มีวาสนา วันหน้าย่อมต้องได้พบกันบนสรวงสวรรค์ หวังว่าเจ้าจะรักษาตัวเองให้ดี”
คืนหนึ่ง ฮูหยินเจ้าสำนักยอดเขาเส้าหยางแห่งเขาแรกอรุณให้กำเนิดบุตรีสองนาง ยามนั้นในห้องพลันส่องแสงสว่างเจิดจ้าราวกับกลางวัน คืนก่อนให้กำเนิด เจ้าสำนักฉู่เหล่ยฝันเห็นหยกมรกตหลิงหลงและแสงดาวระยิบระยับ จึงได้ตั้งชื่อให้บุตรีทั้งสองว่า หลิงหลงและเสวียนจี