พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า: 021 ผู้ด้อยประสบการณ์ (1) ตอนที่ 21

#21021 ผู้ด้อยประสบการณ์ (1)

บทที่ 21 ผู้ด้อยประสบการณ์ (1)

ตอนบ่ายวันต่อมา เรือทะเลมาถึงท่าเรือของเมืองคล้อยบูรพาในเขตแดนเซียนแล้ว

บนท่าเรือมีเสียงดังเอะอะจากการทำงาน การขนถายสินค้าทะเลเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเกลือและปลา

ท่านน้าของจี้ฮูหยินส่งรถม้ามาต้อนรับที่ท่าเรือแล้ว หลังจากทั้งสองฝ่ายทำความรู้จักกันแล้ว นางก็เหลือที่ว่างบนรถม้าเพื่อให้เหมียวอี้นั่งโดยเฉพาะ

ขณะที่ออกจากท่าเรือ อีกด้านหนึ่งก็มีคนรีบวิ่งเหมือนม้าเร็วโดนแส้ไปแจ้งข่าวต่อท่านน้าของจี้ฮูหยิน

ขบวนรถม้ายังไปไม่ถึงครึ่งทาง ยังไม่ถึงเมืองคล้อยบูรพา เหมียวอี้ที่นั่งอยู่ในตู้รถ เปิดม่านมองดูข้างนอกก็หูกระดิก เมื่อได้ยินเสียงกีบเท้าม้าที่ย่ำหนักกว่าม้าทั่วไป เขาคุ้นกับเสียงแบบนี้ คล้ายๆ กับเสียงของบรรดาผู้ฝึกตนขี่อาชามังกร

เขาเดาไม่ผิด ได้ยินเสียงตื่นเต้นดีใจของพ่อบ้าน "ฮูหยินขอรับ นายท่านมาด้วยตัวเองเลย"

เหมียวอี้ยื่นหัวออกนอกหน้าต่างเห็นแค่ฝุ่นลอยฟุ้งอยู่ข้างหน้า อาชามังกรสองตัววิ่งห้อเข้ามาอย่างบ้าระห่ำ

ขบวนรถม้ายังไม่ทันหยุด อาชามังกรสองตัวก็ตัวถลันเข้ามาอย่างรวดเร็วปานฟ้าผ่า พลันยกขาหน้าขึ้นเพื่อบังคับหยุดการเคลื่อนไหวที่รุนแรง นักพรตวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอย่างมั่นคงอยู่บนตัวอาชามังกร พกกระบี่คู่ไว้ที่หลัง กวาดสายตามองขบวนรถม้า สิ่งนี้ทำให้ผู้ติดตามขบวนรถม้าตกใจจนตัวสั่น

ข้างหลังนักพรตวัยกลางคนมีนักพรตผมขาวถือดาบใหญ่ด้ามยาวอยู่หนึ่งคน ดูๆ ไปก็อายุไม่น้อยแล้ว แต่ดูจากสภาพการณ์แล้วคล้ายผู้ติดตามของนักพรตวัยกลางคนเสียด้วยซ้ำไป

เหมียวอี้คาดเดาว่านักพรตวัยกลางคนผู้นั้นคงจะเป็นท่านน้าของจี้ฮูหยิน คงเป็นไปไม่ได้ที่ชายคนข้างหลังจะพาผู้ที่ยศสูงกว่ามาต้อนรับหลานสาวตนเอง

สายตาของเหมียวอี้ไปหยุดอยู่บนตัวอาชามังกรทรงพลังที่ทั้งสองขี่อยู่ รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย

อาชามังกร เป็นสัตว์อสูรที่บรรดาผู้ฝึกตนนิยมใช้เป็นพาหนะมากที่สุด ลักษณะภายนอกคล้ายกับม้าทั่วไป แต่ร่างกายกลับใหญ่กว่ามาทั่วไปครึ่งหนึ่ง เรียกอีกอย่างว่าม้ามังกร ตำนานกล่าวไว้ว่ามันคือทายาทของมังกรกับม้าสวรรค์ ว่ากันว่าอาชามังกรที่มีสายเลือดบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะมีโอกาสวิวัฒนาการเป็นมังกรแท้ๆ ได้

นอกจากร่างกายจะใหญ่กว่าม้าทั่วไปครึ่งหนึ่งแล้ว เนื้อหนังก็หนามากด้วย จุดสำคัญของส่วนหัว รวมทั้งร่างกายและขาทั้งสี่มีกระดองแข็งป้องกันอยู่โดยธรรมชาติ เหมือนกับสวมใส่ชุดเกราะอยู่ กระบี่ดาบธรรมดายากจะทำให้มันบาดเจ็บได้ แรงแบกรับน้ำหนัก แรงปะทะ ความสามารถในการกระโดดล้วนน่าทึ่งมาก

หางคล้ายกับหางงู เกลี้ยงเกลาไร้ขน ฟันยาวแหลมคม สำหรับเคี้ยวกินทุกสิ่งทุกอย่างได้

เมื่อหนวดสัมผัสสองเส้นตรงขนแผงบนคอที่ม้วนเกลียวเหมือนระลอกคลื่นได้เชื่อมต่อกับร่างกายของนักพรตที่ขี่มันแล้ว ทั้งสองฝ่ายสามารถสื่อสารกันได้โดยไร้เสียง นักพรตก็สามารถขี่มันได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เชือกบังเหียน เป็นสัตว์อสูรที่บรรดาผู้ฝึกตนใช้เป็นพาหนะบ่อยที่สุด

อาชามังกรแข็งแรงทรงพลังมาก ขึ้นเขาลงห้วยได้เหมือนย่ำบนที่ราบ สามารถวิ่งเร็วต่อเนื่องกันหลายวันโดยไม่หยุด วิ่งได้วันล่ะหมื่นลี้ ถ้าไม่ใช่บรรดาผู้ฝึกตนก็ขี่มันไม่ได้ คนธรรมดาถ้าอยากใช้บังเหียนหรือม้าที่ป่าเถื่อนเพื่อมาขี่ม้ามังกร ก็แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

กีบเท้าอาชามังกรที่ใหญ่ราวกับหม้อดินกระทืบลงพื้นดัง 'กรับๆ' ตรงหน้าเขา สง่าราศรีน่าทึ่ง กลิ่ื่นอายความองอาจที่แผ่ซ่านออกมาทำให้ม้าของขบวนรถม้าเงียบกริบ ก้มหัวอย่างว่าง่าย ไม่กล้าเข้าไปใกล้

และเมื่อนำคนที่นั่งอยู่บนม้าไปเปรียบเทียบกับนักพรตที่นั่งอยู่บนอาชามังกรแล้ว ถือว่าเตี้ยมาก แน่นอนว่าเป็นเพราะรูปร่างของอาชามังกรที่สูงใหญ่กว่า

คนงานในขบวนรถม้ารีบลงจากรถม้าเพื่อแสดงความเคารพ ในขณะที่พ่อบ้านผู้ติดตามจี้ฮูหยินเดิมทีเป็นคนที่ท่านน้าคนนั้นส่งตัวมา ตอนนี้เปิดม่านออกประคองจี้ฮูหยินที่กำลังอุ้มลูกน้อยอยู่ลงรถรถม้ามา

"นายท่าน นี่คือหลานสาวของท่าน ฮูหยิน นี่คือท่านน้าของท่าน! " พ่อบ้านประคองจี้ฮูหยินไปแนะนำให้ทั้งฝ่ายรู้จักกัน

"เมื่อซิ่วฟางคารวะพบท่านน้า" จี้ฮูหยินอุ้มลูกน้อยคำนับแสดงความเคารพ

ท่านน้าลงจากตัวอาชามังกร ยื่นมือไปประคองจี้ฮูหยินขึ้นมาด้วยตัวเอง พยักหน้าไม่หยุด น้ำตาคลอเบ้า "หน้าตาเหมือน หน้าตาเหมือนแม่เจ้ามาก น้าไม่ดีเอง ควรจะส่งคนไปตามหาพวกเจ้าให้เร็วกว่านี้ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่..."

"ท่านน้า..." จี้ฮูหยินสะอึกสะอื้น ไหล่บอบบางสั่นเทายามนางเช็ดน้ำตา คงจะนึกถึงเคราะห์ร้ายในครอบครัวตัวเองขึ้นมาได้

ท่านน้าลูบหัวเด็กน้อยที่หลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนจี้ฮูหยิน และพูดให้นางคลายกังวล " ไม่ต้องร้อง มีเรื่องอะไรกลับไปค่อยบอกน้า" จากนั้นก็โบกมือส่งสัญญาณให้พ่อบ้านประคองขึ้นรถไป

เขาหมุนตัวกลับและปีนขึ้นบนตัวอาชามังกรอีกครั้ง สายตาจับจ้องไปยังเหมียวอี้ที่ยื่นหัวออกมาสำรวจไปรอบๆ

อาชามังกรที่รู้ใจจิตใจเชื่อมโยงกับเหมียวอี้เดินไปยังข้างๆ รถม้าที่อยู่ด้านหลังทันที ท่านน้าก้มลงมองแล้วถาม "เจ้าคือสหายที่ช่วยชีวิตหลานสาวข้าตอนอยู่บนเรือใช่มั้ย ? "

เหมียวอี้ออกจากรถม้า ยืนบนคานรถแล้วตอบ "ไม่ใช่เรื่องเปลืองแรงอะไรหรอก!"

"ข้านามว่าเฉินเฟย ไม่ทราบว่าสหายเจ้ามีนามว่าอะไร ? " ขณะที่ท่านน้าเฉินเฟยของจี้ฮูหยินพูด ตรงหว่างคิ้วเขาก็เรืองแสงเป็นรูปดอกบัวสีขาวบานสามกลีบ เป็นฝ่ายเผยว่าฝึกเพื่อแสดงวรยุทธ์ถึงระดับบงกชขาวขั้นสามขึ้นมา เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายในการมาทำความรู้จักกับเหมียวอี้

"เหมียวอี้! " เหมียวอี้เคลื่อนพลังปล่อยอิทธิฤทธิ์ ปรากฏดอกบัวสีขาวบานหนึ่งกลีบตรงหว่างคิ้วเพื่อแสดงเชื่อมโยงสถานะให้อีกฝ่ายรู้

เฉินเฟยพยักหน้าแล้วพูด "อยู่ตรงนี้ไม่สะดวกยังไม่ต้องพูดอะไรมาก หากกลับถึงเมืองแล้วข้าจะขอบคุณเจ้าอย่างเต็มที่อีกครั้ง!"

อาชามังกรที่แบกเฉินเฟยอยู่หมุนตัวกลับแล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว เขาก็ได้ยินมาเหมือนกันว่าหลานสาวเจอโจรสลัดอยู่กลางทะเล ก็เลยตั้งใจจะมาดูสักหน่อย ตอนนี้เห็นว่าหลานสาวไม่เป็นอะไร ก็กลับไปอย่างวางใจแล้ว ไม่เช่นนั้นการที่นักพรตคนหนึ่งขี่อาชามังกรคุ้มกันขบวนรถม้ามันจะดูโอ้อวดเกินไป

และนักพรตผมขาวท่านนั้นรีบตามหลังไป...

ขบวนรถม้าเข้าสู่เมืองคล้อยบูรพา มีการเตรียมบ้านหลังใหญ่โตไว้และคนรับใช้ไว้แล้ว

หลังจากรถม้าหยุดลง พวกนางไม่เมินเฉยใส่เหมียวอี้ กลุ่มคนรับใช้สาวฟังคำสั่ง จัดเตรียมบ้านที่ดีที่สุด ให้

อ่างอาบน้ำกลิ่นหอมถูกเตรียมไว้ หญิงรับใช้น่ารักคอยปรนนิบัติรับใช้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา เหมียวอี้ปรับตัวไม่ค่อยได้กับการปฏิบัติแบบนี้ เพราะไม่เคยเสพสุขแบบนี้มาก่อน

เมื่อค่ำคืนมาถึง อาหารเลิศรสถูกจัดวางไว้เต็มโต๊ะ ท่านน้าเฉินเฟยของจี้ฮูหยินก็ปรากฏตัวอีกครั้งเช่นกัน พอพบหน้าเขาก็ยกมือคำนับแล้วพูดว่า "น้องชาย ถ้าต้อนรับไม่ดีก็ขออภัยด้วยนะ "

"เกรงใจไปแล้วตามสบายเถอะ" เหมียวอี้ก็ยกมือขึ้นคำนับเช่นกัน

เฉินเฟยแสดงออกอย่างมีน้ำใจไมตรี เชิญเหมียวอี้นั่งลงด้วยกัน ไม่มีใครคนอื่นนั่งเป็นเพื่อน คนทั่วไปคงไม่สะดวกใจที่จะนั่งรับประทานอาหารร่วมกับเซียนทั้งสองท่านนี้

ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะเขาขอบคุณเหมียวอี้ที่ช่วยชีวิตหลานสาวตัวเองไว้อีกครั้ง หลังจากนั้นเฉินเฟยก็ทอดถอนใจเล่าเรื่องที่ตัวเองอกตัญญูหนีออกจากบ้านไปตอนเด็ก

หลังจากพูดคุยกันจนทั้งสองฝ่ายคุ้นกันแล้ว ขณะที่เฉินเฟยรินเหล้าให้เหมียวอี้เขาถามว่า "ไม่ทราบว่าน้องชายรับใช้อยู่ในสังกัดของท่านทูตสายไหน? "

"..." เหมียวอี้งงงัน ฟังไม่เข้าใจจริงๆ

พอเฉินเฟยเห็นท่าทางแบบนั้นของเขา ก็ตกใจเหมือนกัน สักพักก็เข้าใจแล้วหัวเราะ อธิบายให้ฟังเอง

ในแดนฝึกตน มีผู้ที่วรยุทธ์แข็งแกร่งที่สุดหกท่าน หรือเรียกรวมกันว่า 'หกปราชญ์แห่งฟ้าดิน' และแดนเซียนก็เป็นเขตควบคุมของปราชญ์เซียนมู่ฝานจวิน

เพื่อให้สะดวกต่อการเก็บรวบรวมพลังปรารถนา สะดวกต่อการควบคุมจัดการสาวกจำนวนนับไม่ถ้วนในเขตแดน จะมีนักพรตที่พลังอิทธิฤทธิ์ล้ำลึก 12 ท่าน แบ่งเป็น ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม วอก ระกา จอ กุน ท่านทูต 12 สายนี้คอยปกป้องรักษาแต่ละแห่ง และพวกเขาต้องได้รับการแต่งตั้งจากปราชญ์เซียนมู่ฝานจวิน

ท่านทูตแต่ละสายจะควบคุมปราสาท 10 แห่ง ปราสาทแต่ละแห่งควบคุมตำหนัก 10 หลัง ตำหนักแต่ละหลังควบคุม 10 จวน แต่ละจวนควบคุมภูเขา 10 ลูก ภูเขาแต่ละลูกควบคุมถ้ำ 10 แห่ง

‘ถ้ำ’' ก็เป็นหน่วยที่เล็กที่สุด โดยสถานการณ์ทั่วไปประมุขถ้ำหนึ่งท่านจะควบคุมสาวกอย่างน้อยหนึ่งแสนคน ถ้ามีความสามารถทำให้สาวกเพิ่มมากขึ้นก็ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว

เช่น ที่กำแพงเมืองรอบนอก บ้านเกิดของเหมียวอี้ มีประชากรอยู่หนึ่งแสนคน ในภูเขาที่ไกลจากกำแพงเมืองพอสมควรก็จะมีถ้ำเทพหนึ่งแห่งที่มีท่านเซียนคอยปกปักรักษาอยู่

…………………………

devc-75d0bbbd-32992พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า: 021 ผู้ด้อยประสบการณ์ (1) ตอนที่ 21