พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า: 016 เพ่งใจสู่ทะเลคราม (2) ตอนที่ 16
บทที่ 16 เพ่งใจสู่ทะเลคราม (2)
คำอธิบายนี้ทำให้เรื่องซับซ้อนเข้าใจง่ายขึ้น ทำให้เหมียวอี้นึกได้ทันที เริ่มใช้หัวใจทำความเข้าใจ ใช้ทำกายและใจของตัวเองให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใบนี้ ในช่วงเวลาที่กระแสน้ำขึ้นน้ำลงเปลี่ยน ในที่สุดเขาก็สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของฟ้าดิน
นอกจากการนั่งสมาธิฝึกฝนในชีวิตประจำวัน เหล่าไป๋ยังให้เหมียวอี้บริหารร่างกายอย่างไม่หยุดหย่อนด้วย
เช่น ขุดร่องน้ำบนภูเขา สกัดกั้นลำธาร สร้างเป็นน้ำตกสายหนึ่งออกมาที่บนภูเขา
เหล่าไป๋กล่าวว่า ถ้าบนภูเขามีน้ำตกสักสายหนึ่ง ทิวทัศน์คงจะดีขึ้น
นี่เป็นงานก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่มาก หลังจากเหมียวอี้ลำบากลำบนทำสิ่งนี้ เขารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์
พอได้โอกาส เหมียวอี้ก็ลองถาม "เหล่าไป๋ ท่านไม่รู้สึกบ้างเหรอว่าการออกแรงทำสิ่งนี้เป็นการสิ้นเปลืองเวลา ข้ารู้สึกว่าข้าควรใช้เวลาไปฝึกฝน พยายามรวบรวมปราณจิตวิญญาณให้เพียงพอ ฝึกฝนพลังอิทธิฤทธิ์อย่างแรกออกมาให้เร็วที่สุด"
เหล่าไป๋ส่ายหัว "การวรยุทธ์ของเจ้ายังไม่ถึงขั้นที่จะมองข้ามพื้นฐานทางร่างกายได้ หากมีวันหนึ่งเจ้าเกิดใช้อิทธิฤทธิ์ไม่ได้เพราะเรื่องที่คาดไม่ถึงล่ะ ถึงเวลานั้นหากไม่มีพลังอิทธิฤทธิ์แม้แต่เดินก็เดินไม่ได้ แม้แต่ผู้หญิงธรรมดาก็ฆ่าเจ้าตายได้ มันไม่น่าสลดใจหรอกเหรอ? ขั้นตอนของเจ้าตอนนี้ การคือทำร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่งก็เท่ากับการทำให้กำลังทำจิงชี่เสิน[1]แข็งแกร่งให้เข้มแข็งด้วย บำรุงรักษาสภาวะจิงชี่เสินให้ดี การฝึกตนของเจ้าก็จะมีแต่ผลดี ไม่มีผลเสีย คนที่จิตวิญญาณเซื่องซึม ต่อให้นั่งฝึกฝนทั้งวันก็กลายเป็นลงทุนมากแต่ได้ผลตอบรับน้อยเหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน เจ้าอยากลงทุนมากได้ผลน้อย หรือลงทุนน้อยได้ผลมากล่ะ? สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงจะเพิ่มจิงชี่เสินให้อิ่มเอิบได้ มันจะทำให้เจ้าไม่ขี้ขลาดตาขาวเวลาที่เผชิญหน้ากับศัตรูเก่งๆ สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับคนที่เริ่มเข้าสู่เส้นทางนี้!"
สรุปก็คือไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็มีเหตุผล เหมือนกับเขาเป็นคนที่ทำอะไรก็มีสาเหตุ เหมียวอี้ทำได้เพียงทำต่อไปแต่โดยดี
หนึ่งปีหลังจากนั้น ในภูเขาลูกนั้นมีน้ำพุ่งกระจายออกมาเหมือนมังกรสีเงิน เหมียวอี้ที่กำลังหามกระบองมางัดหินใหญ่ก้อนสุดท้ายไว้ในน้ำ พยายามปีนจากกระแสน้ำเชี่ยวกรากขึ้นมาบนฝั่งจนได้ เกือบจะตกลงไปในกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากแล้ว น้ำตกที่เหล่าไป๋ต้องการ สุดท้ายเขาก็ทำออกมาจนเสร็จ
ไม่รู้ว่าเหล่าไป๋่ไปเที่ยวเล่นสบายใจอยู่ที่ไหนแล้ว ไม่ทันได้เห็นผลลัพธ์แรงงานของเหมียวอี้เลย
วันที่สามหลังจากสร้างน้ำตกเสร็จ เหมียวอี้ที่เท้าเปล่าและเปลือยท่อนบน ผมยาวคลุมไหล่ นั่งขัดสมาธิอยู่บนหินริมทะเล หลับตาตั้งสมาธิมั่นท่ามกลางลมทะเลที่โชยเบาๆ แผ่นหน้าอก ฝ่ามือและฝ่าเท้าหันขึ้นสู่เข้าหาท้องฟ้า เพื่อรวบรวม 'ธาตุไฟดวงอาทิตย์' นี่คือขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝน 'อัคนีดารา'
การใช้แรงอย่างหนักในเวลาหนึ่งปีกว่าไม่สูญเปล่า ร่างกายเขาเติบโตขึ้นไม่น้อยเลย บนร่างกายมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ติดที่ว่าตากแดดจนผิวคล้ำไปหน่อย
ตามที่เหล่าไป๋บอกไว้ ที่เหมียวอี้ผิวคล้ำแดด ก็เพราะว่าเขาไม่สามารถดูดบซับ ใช้งาน และควบคุม 'ธาตุไฟดวงอาทิตย์' ได้ครบถ้วน
แต่หลังจากผ่านไปหลายเดือนหลายวัน เหมียวอี้ก็สามารถดูดซับเข้าสู่ร่างกายได้ไม่น้อย
ตอนนี้ 'ธาตุไฟดวงอาทิตย์' ที่อยู่ในชีพจรของร่างกายมีจำนวนมากพอ และปราณวิญญาณจิตวิญญาณที่ซึมซับไว้ก็ใช้ประโยชน์ได้แล้ว
ขอแค่สามารถนำปราณวิญญาณจิตวิญญาณ หรือพลังแห่งดาราจักรที่อานุภาพเหลือคณานับผสมกับวิทยายุทธ์ที่ตัวเองฝึกฝน ทำให้ตัวเองขับเคลื่อนพลังแห่งดาราจักรได้ ก็เท่ากับว่าสร้างพลังอิทธิฤทธิ์อย่างแรกของตัวเองออกมาได้แล้ว และ้วก็เป็นต้นกำเนิดอิทธิฤทธิ์ของตัวเองด้วย ต่อไปก็ไม่ต้องลำบากเสียแรงเสียเวลามาผสมรวมกันแบบนี้อีกแล้ว ถ้าได้ดูดซับพลังแห่งดาราจักรอีกก็จะสามารถหลอมรวมกันได้ทันทีเลย ดังนั้นขั้นตอนนี้จึงสำคัญมาก
"อะไรคือ พลังอิทธิฤทธิ์ ? อิทธิฤทธิ์ คืออะไร ? แล้ว พลัง คืออะไร? อิทธิฤทธิ์ก็คือวิทยายุทธ์ที่เจ้าฝึกฝน หรือเรียกอีกอย่างว่าทักษะแห่งการขับเคลื่อน ส่วนพลัง ก็คือพลังที่เจ้าใช้ขับเคลื่อน ซึ่งก็คือพลังแห่งดาราจักรนั่นเอง มีอิทธิฤทธิ์แต่ไร้พลัง ก็เหมือนมีความตั้งใจแต่ไม่มีแรง มีพลังแต่ไร้อิทธิฤทธิ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาย ต่อให้มีพลังมากกว่านี้เจ้าก็ทำอะไรไม่ได้ มีเพียงการนำ 'อิทธิฤทธิ์' และ 'พลัง' รวมเป็นหนึ่งเท่านั้น ถึงจะกลายเป็น 'พลังอิทธิฤทธิ์' ผู้ที่มีพลังอิทธิฤทธิ์ล้ำลึกสามารถเปลี่ยนตำแหน่งดวงดาว สามารถทำได้ทุกอย่าง! "
นี่ก็คือความหมายที่แท้จริงของพลังอิทธิฤทธิ์ที่เหล่าไป๋อธิบายให้เหมียวอี้รู้ และก็เป็นทิศทางที่เหมียวอี้พยายามจะมุ่งไป
ขณะที่พระอาทิตย์กำลังร้อนระอุอยู่บนท้องฟ้า มีเสียงเปรี้ยงดังขึ้นในร่างกายของเหมียวอี้ ราวกับเสียงฟ้าร้อง ในที่สุดพลังแห่งดาราจักรและ 'ธาตุไฟดวงอาทิตย์' ก็หลอมรวมเข้าด้วยกันแล้ว กลายเป็นพลังงานไร้รูปร่างพวยพุ่งออกมาจากรูขุมขนของเหมียวอี้
เหมียวอี้ลืมตาขึ้นทันที ตรงหว่างคิ้วปรากฏดอกบัวตูมสีขาวเปล่งประกายออกมา
สำหรับผู้ที่ฝึกตน ตรงกลางหว่างคิ้วหรือเรียกอีกอย่างว่าแท่นจิต ระดับของการวรยุทธ์ของคนๆ หนึ่งล้วนสามารถสะท้อนออกมาจากตรงนั้นได้ เป็นผลสะท้อนกลับจากภายในสู่ภายนอกแบบหนึ่ง คล้ายๆ กับสิ่งที่เรียกกันว่า 'ลักษณะคนของคนมีต้นกำเนิดมาจากจิตใจ' 'ลักษณะ' ของผู้ที่กำลังฝึกตน คือพลังอิทธิฤทธิ์ ส่วน 'จิตใจ' ก็หมายถึงวรยุทธ์
แม้แต่มนุษย์ธรรมดาก็มักจะ 'ทำนายลักษณะภายนอก' ผ่านตรงหว่างคิ้ว เช่น ถ้าตรงหว่างคิ้วเป็นสีดำจะต้องโชคร้าย หรือถ้าหว่างคิ้วเปล่งประกายสดใสก็จะโชคดี
เขาเผยความตื่นเต้นดีใจ ยืนขึ้นกำหมัดทันที พลังอิทธิฤทธิ์ที่หมุนเวียนอยู่รอบกายเขา ทำให้เขาค้นพบความรู้สึกเวลามีพลังเหลือล้น
เขาใช้นิ้วจิ้มลงบนผิวน้ำทะเล จากนั้นก็มีมังกรน้ำยาวหนึ่งจั้งตัวหนึ่ง ตัวหนาเท่าแขนและใสเหมือนผลึกแก้ว พุ่งทะลุออกมาจากผิวน้ำ
เขาชูสองนิ้วตรงปากและจมูก ใช้อิทธิฤทธิ์เคลื่อนไหวตามใจอยาก มังกรน้ำบินคดเคี้ยวขึ้นมาทันที บินว่อนวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเขา
เขารวบรวมพลังอิทธิฤทธิ์ กำหมัดแล้วปะทะลงที่หาดทราย มังกรน้ำกลายเป็นก้อนน้ำกลมๆ และพุ่งเข้าไปในหาดทรายทันที
เปรี้ยง!
ละอองน้ำกับทรายกระเด็นปะปนขึ้นมาด้วยกัน บนหาดทรายถูกก้อนน้ำเจาะจนเกิดเป็นรูโหว่อุโมงค์ใหญ่ขึ้นมา
"เหล่าไป๋ เหล่าไป๋ ข้าทำสำเร็จแล้ว! ข้าใช้พลังอิทธิฤทธิ์ได้แล้ว!"
เหมียวอี้กระโดดลงจากโขดหินแล้ววิ่งแจ้นกลับไป ร้องตะโกนไม่หยุดด้วยความตื่นเต้น
พอกลับถึงถ้ำเทพโกโรโกโสนั่น เห็นเหล่าไป๋เอนกายอย่างสบายอยู่ เหมียวอี้ดึงเหล่าไป๋ขึ้นมาทันที
"ทำอะไรน่ะ? " เหล่าไป๋พินิจพิเคราะห์
"ท่านดูสิ!" เหมียวอี้สามารถมองเห็นจากภายในแล้วว่า เมื่อตนปล่อยพลังอิทธิฤทธิ์ แท่นจิตตรงหว่างคิ้วจะปรากฏออกมา
พอดอกบัวตูมสีขาวที่รอวันบานดอกนั้นเปล่งแสงออกมา เหมียวอี้ก็ยื่นมือชี้ไปที่คบเพลิงในถ้ำเทพแล้วตะโกนว่า " จุดไฟ"
‘พรึ่บ' คบเพลิงแท่งนั้นติดไฟขึ้นมาทันที นี่ก็คือผลงานชิ้นเอกสำหรับวิทยายุทธ์ธาตุไฟของเขา
เหมียวอี้มองหน้าเหล่าไป๋ด้วยสีหน้าเฝ้ารอ หวังให้เขาชมเชย
ใครจะไปรู้ว่าเหล่าไป๋จะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "จุดคบไฟได้แท่งเดียวทำให้เจ้าดีใจขนาดนี้เชียวหรือ? มหาเซียนที่เคยอยู่ในถ้ำนี้ แค่โบกทีเดียวก็ย้ายภูเขาพลิกทะเลได้แล้ว แท่นจิตตรงหว่างคิ้วเจ้าก็เป็นเพียงดอกบัวขาวที่ยังไม่บาน นั่นหมายความว่ารากฐานของเจ้ายังไม่มั่นคง เพิ่งจะผ่านจุดเริ่มต้นมาเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นแรกของระดับบงกชขาวด้วยซ้ำ” "
เหมียวอี้หัวเราะ "ข้ารู้น่า" แต่สีหน้าเขายังคงดีใจมากอยู่
เหล่าไป๋ส่ายหน้า หมุนตัวกลับเข้าถ้ำเทพ "ตามข้ามา"
พาเหมียวอี้ไปตรงหน้าน้ำตกที่เขาขุดไว้ แล้วยืนอยู่ใต้น้ำตก เสียงน้ำดังซู่ๆซู่ ละอองน้ำกระเด็นโจนใส่หน้าเขาจนงงไปหมด
"จะทำอะไรน่ะ?" เหมียวอี้ถามอย่างแปลกใจ
เหล่าไป๋ชี้ไปตรงจุดที่น้ำตกกระทุ้งตกลงมาด้วยความเร็วสูงแล้วพูดว่า " ไปลองใช้พลังอิทธิฤทธิ์ของเจ้า ดูซิว่าจะทนอยู่ใต้นั้นได้นานแค่ไหน"
เหมียวอี้พยักหน้า พลังอิทธิฤทธิ์ที่เพิ่งฝึกมาได้ ตัวเขาเองก็อยากลองเหมือนกัน
ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาวิ่งเท้าเปล่าไป พุ่งเข้าไปอยู่ใต้น้ำตกที่น้ำกำลังตกลงมาด้วยความเร็ว นั่งบนโขดหินใหญ่ข้างล่าง ปล่อยพลังอิทธิฤทธิ์เพื่อปกป้องร่างกายตัวเอง ใช้กำลังต้านทานแรงโจมตีอันหนักหน่วงที่ต่อเนื่องไม่หยุด
แต่ทว่า ภายในเวลาไม่เกินสองชั่วยาม พลังอิทธิฤทธิ์ที่เหมียวอี้รวบรวมก็ต้านทานต่อไม่ไหวแล้ว พลังอิทธิฤทธิ์ใช้หมดไป และโดนกระแสน้ำไหลแรงกระทุ้งลงมา้งตกลงไป
อย่าดูถูกว่าเขาทำได้ไม่ถึงสองชั่วยามเชียว เพราะถ้าเปลี่ยนเป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป แค่ครึ่งชั่วยามก็ยืนหยัดต่อไปไหวแล้ว จะเดินเข้าไปอยู่ในน้ำตกได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เลิกฝันถึงการทนเกือบถึงสองชั่วยามไปได้เลย
"เจ้าเด็กนี่มันซื่อจริงๆ น้ำตกที่เขาขุด กระแสน้ำแรงไปหน่อยนะ…" เหล่าไป๋ยืนมองอยู่บนน้ำตกแล้วพึมพำ
…………………………
^1 精气神จิงชี่เสิน (精气神) ในทางเต๋าจัดว่าเป็นหัวใจหลักของมนุษย์ จิง คือสารสำคัญในร่างกาย เช่น ฮอร์โมน สารอาหาร เชื้ออสุจิ ชี่ คือพลังปราณ เสิน คือจิตวิญญาณหรือจิตสำนึก ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างนี้ไป จะไม่อาจเรียกได้ว่ามนุษย์อีกต่อไปหมายถึงของเหลว ลมปราณ และจิตวิญญาณในร่างกาย