พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า: 010 เหมือนคำพยากรณ์(1) ตอนที่ 10

#10010 เหมือนคำพยากรณ์(1)

บทที่ 10 เหมือนคำพยากรณ์(1)

ในลานบ้านพักแห่งหนึ่งในเมือง นักพรตชุดเหลืองสะพายดาบท่าทางใจดีคตนหนึ่งที่พกดาบไว้ข้างหลัง หลังจากมองตามเงาร่างหลังเงาของเทพธิดาหงเฉินที่หายเข้าไปในบ้านหลังงามนั้นแล้ว ก็พึมพำกับตัวเองคล้ายเหมือนกับว่าตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!"

เหมือนกับเขาเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว ยิ้มบางเบาๆ แล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องไป นั่งขัดสมาธิบนเตียงเตี้ย มือทั้งสองทำท่าจีบนิ้ววางที่เข่าซ้ายและขวา ปิดตาและปิดปาก ท่องบทสวดที่เข้าใจได้ยากออกมา

คนธรรมดาอาจจะมองไม่เห็นอะไร แต่ถ้าเป็นคนที่มีพลังอิทธิฤทธิ์ล้ำลึก ก็จะเห็นตัวอักษร 'สวัสดิกะ'​[1]​ สีทองพากันหลั่งไหลออกมาจากปากที่กำลังขยับของเขา จากเล็กกลายเป็นใหญ่ ลอยออกนอกประตูและหายไปอย่างรวดเร็ว…

ในเมือง ในที่สุดสามพี่น้องที่หลบหนีหวงเป๋าจ่างผู้ใหญ่บ้านหวงเข้ามาได้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ

พอพบบ่อน้ำเก่าโบราณบ่อหนึ่ง เหมียวอี้ก็ตักน้ำหนึ่งถังมาถูล้างตัว จากนั้นนำน้องๆ เดินไปที่ถนน สามพี่น้องที่เดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนตื่นเต้นดีใจผิดปกติ ใฝ่ฝันถึงคืนวันที่สวยงามเมื่อกลายเป็นเซียน

แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสามคนคิดหนักก็คือ ไม่รู้ว่าจะเข้าไปที่สำนักเซียนไหนดี!

ตามวิธีคิดของคนปกติ แน่นอนว่ายิ่งเป็นสำนักเซียนที่ยิ่งเก่งเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่สามคนนี้ไม่รู้ว่าสำนักไหนเก่งที่สุด

สมบัติที่หามาได้จาก 'แดนหมอกเลือดหมื่นจั้ง' แต่ละสำนักล้วนอยากได้ จากช่วงแรกๆ ที่ก็เข่นฆ่าแย่งชิงกันแล้วจนกระทั่้งตั้งแต่จนค่อยๆ ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมา แต่ละสำนักฝึกตนที่มารวมตัวกันที่นี่ เพื่อความยุติธรรม ไม่ว่าใครก็ไม่ได้รับอนุญาติให้ใช้เล่ห์กล และห้ามใช้วิธี 'เรียกลูกค้า' บนถนนด้วย ทั้งหมดล้วนอาศัยความสมัครใจของผู้ที่ไปหาสมบัติมา ว่าจะมอบให้คนของสำนักไหน

แต่ถ้าอยากจะให้ยุติธรรมไปเสียทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ที่พักที่สำนักใหญ่ตั้งแบ่งไว้ในเมืองกู่เฉิง ใหญ่โตหรูหรา ส่วนมาตรฐานที่พักของสำนักเล็กๆ ก็จำเป็นต้องจะแย่หน่อย ภายใต้ความสมัครใจของผู้หาสมบัติ สำนักเล็กๆ ต้องเสียเปรียบไม่น้อยแน่

แต่ที่พักใหญ่โตหรูหราก็มีไม่น้อยเลยนะ! สามพี่น้องเตรียมเปรียบเทียบที่พักแต่ละแห่ง

"จางเฟิงเป่า...จางเฟิงเป่า..."

สามพี่น้องเพิ่งจะเลี้ยวผ่านหัวมุมถนนไป เจ้าอ้วนจางหยุดเดินแล้วหันกลับไป มองไปรอบๆ ด้วยสีหน้างงงัน

"เจ้าสองเจ้ารอง เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ?"เหมียวอี้และหนูน้อยลู่หยุดเพื่อถาม

"มีคนเรียกข้า" เจ้าอ้วนจางพูดพลางมองไปรอบๆ

"ใครเรียกเจ้า?" เหมียวอี้และหนูน้อยลู่มองไม่เห็นใคร

"ฟังสิ! เหมือนจะดังมาจากทางนั้น" เจ้าอ้วนจางชี้ไปยังอีกหัวถนนหนึ่ง

พี่ใหญ่และน้องสามเงี่ยหูฟังแต่ไม่ได้ยินอะไรเลย มองหน้ากันแล้วส่ายหัว หนูน้อยลู่หัวเราะเย้ยว่า "พี่สองพี่รองโกหกอีกแล้วสินะ"

เหมียวอี้คล้ายก็เหมือนจะไม่กล้าจะเยินยออุปนิสัยของเจ้าสองเจ้ารองเช่นกัน ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "เจ้าสองเจ้ารอง อย่าก่อเรื่องเลิกทำเป็นเล่นเสียที"

เจ้าอ้วนจางกระวนกระวายใจ ชี้ไปที่หัวถนนนั้น "พวกท่านพี่กับน้องสามลองฟังเอาเองสิ! มีคนเรียกจางเฟิงเป่าๆ จางเฟิงเป่าตลอดเลย"

หนูน้อยลู่ถามด้วยความสงสัย "พี่สองพี่รอง คนที่รู้จักพี่ก็เรียกพี่ว่าเจ้าอ้วนจางทั้งกันนั้นไม่ใช่เหรอ?"

"ข้า…" เจ้าอ้วนจางพูดไม่ออก ยังนึกว่าตัวเองหูฝาดไป พยายามใช้นิ้วก้อยแหย่หูแต่ก็ยังได้ยินอยู่ เขาอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา "พี่ใหญ่ นี่ไม่ได้ยินกันจริงๆ เหรอ? คงไม่ได้แกล้งข้าหรอกนะ?"

หนูน้อยลู่ส่ายหัว ใช้สายมองดูถูกที่พี่สองพี่รองแก้นิสัยไม่หาย

เห็นท่าทางของน้องรองสองไม่เหมือนคนที่กำลังโกหก จู่ๆ เหมียวอี้ก็นึกถึงเหตุการณ์ในหมอกเลือดหมื่นจั้งขึ้นมาได้ ตอนนั้นตนเองได้ยินเสียงฉิน แต่เยียนเป่ยหงกลับยืนยันว่าไม่ได้ยินอะไร คล้ายกับเหตุการณ์ตอนนี้เลย

"ไป ไปดูกันหน่อย!" เหมียวอี้เรียกให้เจ้าอ้วนจางนำทางอยู่ข้างหน้า

หลังจากเดินผ่านถนนไป ทั้งสามคนเห็นสวนเล็กๆ นอกที่พักแห่งหนึ่ง เจ้าอ้วนจางชี้ที่ลานบ้านแล้วพูดว่า "เป็นที่นี่แหละ"

ยังไม่ทันพูดจาอะไร และไม่รอให้เหมียวอี้เรียกไว้ร้องทัก เจ้าอ้วนจางผลักประตูเข้าไปที่ลานบ้านแล้วตะโกนว่า "ใครกันน่ะ?ข้า…"

เขาสำลักเสียงของตัวเอง สามพี่น้องเบิกตาโพลงพร้อมกัน มองไปในลานบ้านด้วยความเหลือเชื่อ

ตอนยังไม่ผลักประตูเข้าไป มองจากแต่ภายนอกก็เป็นแค่ที่พักธรรมดา แต่พอผลักประตูเข้าไปกลับ็พบอีกโลกหนึ่งทันที ข้างในมีแสงเรืองรองแวววับ รัศมีความมงคลประสานอยู่ด้วยกัน เสียงดนตรีของสรวงสวรรค์ กลิ่นหอมกรุ่นปะทะจมูก ทั้งซ้ายและขวามีมนุษย์ที่ดูสูงส่งดุจเทพสวมชุดเกราะสีทองยืนอยู่มากมาย นี่เป็นที่พักธรรมดาซะที่ไหนกัน เป็นวิมานสำนักเซียนชัดๆ

ในห้องที่มีแสงอาทิตย์ส่องผ่าน เซียนท่านหนึ่งสวมชุดสีเหลืองมีดาบอยู่ข้างหลังกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนฐานประทับดอกบัว ใบหน้ายิ้มอย่างเป็นมิตรกวักมือเรียกทั้งสามคน ส่งสัญญาณให้เข้ามา

ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่เชิญให้เข้ามา สามคนจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร ค่อยๆ เดินเข้าไปที่ลานบ้านอย่างระมัดระวัง จากนั้นประตูลานบ้านก็ปิดเองโดยอัตโนมัติ

มหาเซียนชุดเหลืองกวาดสายตามองทั้งสามคน สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่หน้าของเจ้าอ้วนจาง พยักหน้าเบาๆ แล้วยิ้ม "เป็นเจ้าเองเหรอที่ได้ยินเสียงเรียกของข้า?"

ท่าทางเจ้าเล่ห์ที่เป็นปกติของเจ้าอ้วนจางหายไปหมดสิ้น เขาผงกหัวด้วยสีหน้าท่าทาง 'ใสซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยม' เจอกับคนที่น่าเกรงขามทางที่ดีทำท่าซื่อสัตย์และเรียบร้อยไว้จะดีกว่า

มหาเซียนชุดเหลืองยิ้มแล้วพูด "ข้าหวังจะหาลูกศิษย์สักคนเพื่อถ่ายทอดวิชาจีวรและบาตรให้ จนใจที่จะทำอย่างไรก็ไร้ผู้ที่เหมาะสมมาตลอด ข้าพบกับเทพยากรณ์แล้วขอคำแนะนำมา คำทำนายที่เทพยากรณ์มอบคำทำนายแก่บอกข้า เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ คนที่ถูกลิขิตไว้อยู่ตรงนี้แล้ว"

สามคนที่เออออตามอย่างระมัดระวัง ฟังไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดอะไร มหาซียนชุดเหลืองดูเหมือนจะไม่สนใจว่าสามคนนี้จะฟังรู้เรื่องหรือไม่ ถามแค่เจ้าอ้วนจาง "เจ้าจะยอมเป็นลูกศิษย์ข้าหรือไม่?"

ตอนที่ทั้งสามคนเดินบนอยู่ในเมืองนี้ ที่พักของสำนักเซียนแห่งอื่นๆ ที่กำลังเปิดรับคนดูเหมือนจะยิ่งใหญ่กว่าที่นี่ แต่ในประตูใหญ่ที่เปิดอ้าออกมา ความยิ่งใหญ่ของสำนักเซียนอื่นๆ เทียบกับที่นี่ไม่ติด แตกต่างกันมาก

อย่างไรก็ไม่รู้ว่าเขาไม่แน่ใจว่าใครดีหรือใครไม่ดีกันแน่ เซียนท่านนี้ ดูๆ แล้วก็ไม่แย่หน้าใหญ่ใจโต เหมียวอี้กัดฟัน ยื่นมือเข้าไปคลำหาในอก หยิบสมุนไพรเซียนสองต้นออกมาแล้วส่งให้ถึงได้สองต้น มอบใส่มือให้มือเจ้าอ้วนจางและหนูน้อยลู่ จากนั้นแล้วผลักทั้งคู่ไปอยู่ตรงหน้าท่านเซียนชุดเหลือง

นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าอ้วนจางและหนูน้อยเห็นได้เห็นสมุนไพรเซียน 'ซิงหัว' พอเห็นกิ่งใบหยกกิ่งสีทับทิมที่มีประกายดาวเล็กๆ ปกคลุมอยู่ในมือ พวกเขาก็ละสายตาไปไหนไม่ได้ชั่วขณะหนึ่ง

ท่านเซียนชุดเหลืองพอมองเห็นสมุนไพรเซียนก็ประหลาดใจเล็กน้อย ดูจากขนาดของสมุนไพรเซียนแล้วรู้เลยว่าอายุของมันไม่ธรรมดา น่าเหมือนะจะเติบโตมาแล้วเกินหมื่นปี สายตาที่เขามองเหมียวอี้ดูประหลาดใจเล็กน้อย แล้วถามว่า "เจ้าเข้าไปในแดนหมอกเลือดหมื่นจั้งมาเหรอ?"

เหมียวอี้คิดในใจว่าเขาถามอะไรไร้สาระ ถ้าข้าหาสมุนไพรเซียนมาให้ท่านไม่ได้ ท่านจะไม่เต็มใจยอมรับคนข้าเหรอ? แต่ภายนอกเขาพยักหน้าตอบ "ใช่ขอรับ"

ท่านเซียนชุดเหลืองตาลุกวาวกวาดสายตาไปทั้งตัวเหมียวอี้ทันที ดูออกแล้วว่าบนตัวเหมียวอี้มีสมุนไพรเซียนเพียงสองต้น เขาพูดด้วยความเสียดายว่า "นิสัยอย่างเจ้านั้นหายาก แต่น่าเสียดาย ถ้าข้าเหลือสมุนไพรเซียนไว้ให้เจ้าหนึ่งต้น มันกลับจะเป็นการทำร้ายเจ้าเสียด้วยซ้ำ ช่างเถอะ!"

พอพูดจบเขาก็ยกแขนเสื้อชูกระบอกแขนเสื้อขึ้น สมุนไพรเซียนที่ประคองอยู่ในมือเจ้าอ้วนจางปลิวหวือ'วืบ'ปลิวเข้าไปในแขนเสื้อกว้างของเขา จากนั้นชี้ไปบนพื้น "ยังไม่ก้มหัวคำนับอาจารย์อีก!"

เจ้าอ้วนจางหันกลับมามองเหมียวอี้ เหมียวอี้พยักหน้า

เจ้าอ้วนจางคุกเข่าโขกและโค้งหัวลงทันที "ท่านอาจารย์!"

ท่านเซียนชุดเหลืองยิ้มบางๆแบบรู้ทัน พยักหน้าพูดกับเหมียวอี้และลู่เสวี่ยซิน "ข้ารับเขาไว้แล้ว ส่วนพวกเจ้าสองคนก็ไปได้แล้ว"

สามพี่น้องอึ้งไปพักหนึ่ง มันไม่ถูกนี่ ไม่ใช่ว่าถ้ามีสมุนไพรเซียนก็จะรับไว้ไม่ใช่เหรอ?

เจ้าอ้วนจางกระโดดขึ้นมาคนแรกแล้วพูดว่า "ท่านอาจารย์ พวกเราสามคนมาด้วยกัน พวกเรามีสมุนไพรเซียน รับพวกเราไว้ด้วยกันเถอะ "

ท่านเซียนชุดเหลืองส่ายหัวไม่รับปาก

เหมียวอี้รีบร้อนผลักลู่เสวี่ยซินออกไปข้างหน้า แล้ววิงวอน "ท่านมหาเซียน รับน้องสาวข้าไว้ด้วยเถิด นางมีสมุนไพรเซียนนะ น้องสาม รีบคุกเข่าคำนับอาจารย์เร็ว!"

ลู่เสวี่ยซินกำลังจะคุกเข่าลงไป ท่านเซียนชุดเหลืองสะบัดแขนเสื้อหนึ่งที ไม่ว่าจะทำอย่างไรหหนูน้อยก็คุกเข่าลงไม่ได้

เจ้าอ้วนจางส่งเสียงด้วยความร้อนใจอยู่ข้างๆ "พี่ใหญ่ น้องสาม รีบคุกเข่าคำนับอาจารย์สิ!"

ความคิดของสามพี่น้องก็ไม่ซับซ้อนอะไรเลย ถ้าหากได้อยู่ด้วยกัน พวกเขาก็จะได้ดูแลกันและกัน

เหมียวอี้เจ็บปวดแต่ระบายออกมาไม่ได้ เขาเสี่ยงชีวิตเพื่อไปหาสมุนไพรเซียน แต่กลับ็นำออกมาได้เพียงสองต้น

"ข้าไม่ได้สนใจสมุนไพรเซียนนั่นจริงๆหรอก แล้วสำนักนี้ก็ไม่รับลูกศิษย์ผู้หญิงด้วย!" ท่านเซียนชุดเหลืองพูดพลางส่ายหน้า

เจ้าอ้วนจางจะไม่ทำแล้ว ยื่นมืออกมาแล้วพูดว่า "ถ้าอย่างนั้นท่านคืนสมุนไพรเซียนมาให้ข้า ข้าไม่อยากเป็นลูกศิษย์ท่านแล้ว "

ท่านเซียนชุดเหลืองหัวเราะแล้วพูดว่า " นี่ไม่ใช่การซื้อขาย เจ้าคำนับเรียกข้าว่าอาจารย์แล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะกลับคำพูด "

พูดจบก็สะบัดแขนเสื้ออีกครั้ง ประตูลานบ้านเปิดขึ้นโดยทันทีอัตโนมัติ ชั่วพริบตาเดียวลมได้พัดหอบเหมียวอี้และลู่เสวี่ยซินส่งออกไปโดยพลันทันที

พอประตูปิด ทั้งสองคนถูกสกัดกั้นไว้ข้างนอก จะตะโกนเรียกให้ประตูเปิดอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ เสียงของข้างในและข้างนอกถูกตัดขาดจากกันโดยสิ้นเชิง

…………………………

^1 卍 สวัสดิกะ หรือ สวัสติกะ (卍) คือเป็นเครื่องหมายอันเป็นมงคลสูงยิ่ง เป็นเครื่องหมายแห่งพลวัตร การเคลื่อนไหว ความไม่หยุดนิ่ง ความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นเครื่องหมายแห่งการหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต มีการใช้เป็นสัญลักษณ์ในศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ

devc-40ad6192-32979พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า: 010 เหมือนคำพยากรณ์(1) ตอนที่ 10