องครักษ์เสื้อแพร: Chapter0049 ตอนที่ 49
ตอนที่ 49 ตระเตรียมการวางแผนดำเนินการ
ใกล้ปีใหม่แล้ว ในบ้านหวังทงกลับไม่มีเสียงหัวเราะ มีแต่ผู้ชายหยาบกระด้างท่าทางเข็มแข็งแต่ปวกเปียกมาร้องไห้คร่ำครวญ ก็ทำให้บรรดาขันทีและองครักษ์ที่มากินข้าว อีกทั้งบรรดาเพื่อนบ้านใกล้เคียงต้องพากันประหลาดใจอย่างมาก
นางหม่ากับหม่าซานเปียวและบรรดาคนสนิทสองสามคนกำลังกลุ้มใจกันอยู่ในร้าน แต่หวังทงสั่งไว้ว่าหาก ไม่มีคำสั่งอนุญาตจากเขา ห้ามเข้าไป จึงได้แต่สะกดความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้
รอจนจางซื่อเฉียงกับหวังทงออกมา บางคนที่ดูออกก็จะเห็นว่าท่าทางของจางซื่อเฉียงนอบน้อมกว่าเมื่อก่อนมาก หากกล่าวว่าเมื่อก่อนท่าทางของเขาที่มีต่อหวังทงยังมีความเป็นพี่ชายดูแลน้องชายอยู่ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นแบบเจ้านายกับบ่าวรับใช้
แต่ทุกคนก็รู้สึกปกติ ท่าทางเปลี่ยนไปนั้่นแน่นอนแล้ว หรือแค่ว่ายามปกติจางซื่อเฉียงไม่ได้รับคำสั่งจากหวังทงกัน ไม่ใช่ว่าให้ทำอะไรก็ทำหรือ?
สำหรับหวังทง ขจัดปมในใจของจางซื่อเฉียงได้ คนผู้นี้ก็นับได้ว่าเก็บไว้ใช้งานได้ กลายเป็นคนของตนเองอย่างแท้จริง
ฟ้าใกล้มืดแล้ว มีขันทีบางคนทักทายเฮฮากับบรรดาพ่อครัวลูกจ้าง คุยกันว่าวันต่อจากนี้คงไม่ได้มากินที่นี่กันแล้ว เพราะไม่อาจทิ้งงานในวังมาได้แม้แต่ก้าวเดียว
หวังทงกล่าวกับนางหม่าว่า พ่อครัวลูกจ้างในหอเลิศรส หากบ้านอยู่นอกเมืองก็ให้แบ่งเงินและเนื้อสำหรับฉลองปีใหม่ให้พวกเขาไปก่อน ให้พวกเขาได้กลับบ้านไปฉลองเร็วหน่อย
ขันทีโจวอี้สวมชุดยาวรีบมาที่หอเลิศรส ไม่ได้สนใจลูกค้าหรือพ่อครัวที่อยู่ในร้าน ครั้งก่อนเขาสวมชุดธรรมดา หากครั้งนี้สวมชุดยาวยามปฏิบัติภารกิจ เป็นชุดยาวสีแดงคอกลมลายพยัคฆ์
ที่หอเลิศรสมีขันทีเข้าออกไม่น้อย หวังทงก็มีออกไปคุยด้วยบ้าง ทำให้พอรู้อะไรมากขึ้น ขันทีสิบสองสำนัก นอกจากสำนักส่วนพระองค์และสำนักอาชาหลวงแล้ว หัวหน้าสำนักขันทีเรียกว่าไท่เจี้ยน รองหัวหน้าขันทีเรียกว่า เส้าเจี้ยน แต่คนนอกเรียกกันผสมปนเปไป รวมเรียกเป็น ไท่เจี้ยน
รองหัวหน้าขันทีสถานะสูงมาก คุมงานในสำนักขันที เทียบได้กับรองเจ้ากรมของกรมงานในราชสำนักทั้งหกกรม ชุดยาวสีแดงคอกลมลายพยัคฆ์นี้ก็เป็นชุดของรองหัวหน้าขันที
โจวอี้เคยบอกว่าตนเองทำหน้าที่ในสำนักขันทีส่วนใน ในสำนักขันที 12 สำนัก สำนักส่วนพระองค์เป็นศูนย์กลาง ทำหน้าที่ลงชาดแดงในฎีกาแทนฮ่องเต้ สำนักอาชาหลวงเป็นหน่วยสำคัญในวัง คุมกำลังวังหลวง แต่สำนักขันทีส่วนในมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุด ตอนฮ่องเต้หมิงไท่จู่ครองราชย์ก็ยังเป็นหน่วยงานอันดับหนึ่งในพระราชฐานชั้นใน สำนักขันทีส่วนในถือเป็นอันดับสองในสิบสองสำนักขันที ได้เป็นรองหัวหน้าสำนักนี้ เห็นได้ว่าสถานะของโจวอี้ในวังนั้นสูงอยู่มาก
ครั้งนี้โจวอี้ไม่ได้มาคนเดียว แต่นำชายวัยกลางคนสวมชุดน้ำตาลและเขียวครามมาด้วยสามคน มองแล้วไม่เหมือนกับขันทีในพระราชฐานชั้นใน
โจวอี้ในตอนนี้มีท่าทางวางอำนาจ ต่างจากคืนวานที่สุภาพอ่อนโยน พอเข้ามาในหอเลิศรส ขันทีในร้านที่กินกันอยู่ก็รีบคุกเข่าคำนับกันจนชุลมุนวุ่นวาย โจวอี้โบกมือก่อนจะนำคนเดินเข้าไปหลังบ้านกับหวังทง
“ใต้เท้าหวัง สามท่านนี้เป็นช่างจากสำนักดูแลพระราชฐานและสำนักเครื่องใช้ส่วนพระองค์ นับว่าเป็นช่างก่อสร้างที่มีฝีมือยอดเยี่ยมของราชวงศ์หมิงเรา ใต้เท้าไม่ใช่ต้องเตรียมการหรือ เชิญออกคำสั่งให้ช่างทั้งสามนี้ลงมือทำได้เลย ทุกอย่างให้สร้างให้ดี อย่าได้กังวลเงินทอง คลังหลวงจะออกค่าใช้จ่ายให้”
โจวอี้พูดจาเป็นปกติ หวังทงอุทานขึ้นในใจ อย่าได้ดูถูกคนโบราณ กลางวันบอกว่าเตรียมตัว ขันทีจางเฉิงก็รีบส่งช่างมาทันที เห็นได้ชัดว่าเดาได้อยู่หลายส่วน
พอแนะนำเสร็จ โจวอี้ก็ให้ช่างสามคนออกไปก่อน กล่าวกับหวังทงอย่างเป็นการเป็นงานว่า
“ท่านพ่อบุญธรรมให้ข้าถามเจ้าว่า เรื่องความสูงนั้นมั่นใจหรือไม่”
เรื่องถึงขั้นนี้ยังจะกล่าวได้อีกหรือว่าเดิมพันจะไม่สำเร็จ ในใจนหวังทงคิด แต่สีหน้ากลับเงียบขรึมลง ทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลังเลกล่าวว่า
“ค่อนข้างมั่นใจได้แปดส่วนจากสิบส่วน!”
ตอนหวังทงคิดใคร่ครวญ ท่าทางเงียบขรึมลงนั้นทำให้โจวอี้จ้องมองอย่างเคร่งเครียด พอได้ยินคำตอบ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งใจ กล่าวเสียงขรึมว่า
“ความมั่นใจเท่านี้ก็พอแล้ว หรือว่าน้องหวังมีเคล็ดลับอันใด?”
“เคล็ดลับไม่กล้าเอ่ย แต่มีเพียงปฏิบัติและรู้ได้ด้วยตนเอง...”
หวังทงไม่อยากทำให้เรื่องนี้ลึกลับ ทำให้ยิ่งคิดกันไปใหญ่ เป็นได้มากว่าเรื่องราวจะไปไกลจนไม่อาจหยุดรั้งไว้ได้ อาจกลับจะนำภัยมาสู่ตน แล้วจะทำให้ลำบากไปไย
บทสนทนาโต้ตอบสองสามประโยค สีหน้าโจวอี้ก็กล่าวได้ว่าผ่อนคลายลงไป จนถึงกับสามารถเอ่ยล้อเล่นกับหวังทงได้ว่า
“มีใครบางคนในวังนอกวังถึงกับสืบหาข้อมูลเบื้องลึกของเจ้า หลายคนบอกว่าเจ้าไม่ใช่หวังทง และก็ไม่ได้อายุ 13 แต่ถูกคนสลับเปลี่ยนตอนไหนสักตอน แต่สืบไปสืบมา ก็สืบไม่ได้ความอะไร ก็ได้แต่บอกว่าน้องหวังเจ้ามีปัญญาเฉียบแหลม เป็นสติปัญญาความคิดที่ติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน นั่นก็คือฟ้าประทานนั่นเอง!”
หวังทงตะลึงงัน ตนเองก็พยายามเก็บงำท่าทาง พยายามกลมกลืนกับยุคสมัย แต่ก็ยังทำให้คนรู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง วันหน้าจะต้องระมัดระวังให้มาก
ยังดีที่โจวอี้รีบเปลี่ยนประเด็น ครานี้เป็นเรื่องผ่อนคลายยิ่ง เอ่ยว่า
“จางกงกงไม่เข้าใจว่าน้องหวังคิดจะทำอะไร แต่ใคร่ครวญแล้วก็ไม่สามารถดำเนินการที่ร้านอาหารและที่สวนในบ้านได้ จึงได้ส่งช่างมา แผนการนี้เป็นอย่างไร ขอให้น้องหวังบอกกล่าวแก่ข้า ข้าก็จะได้มีเรื่องไปรายงานพ่อบุญธรรมได้”
ไม่มีอะไรต้องปิดบัง หวังทงเอ่ยคร่าวๆ ก็แค่เอาหอเสิศรสเป็นประตูหน้า ข้างหลังจัดที่ว่างราว 10 หมู่[footnoteRef:1]ปรับดินให้เป็นลู่วิ่ง ใช้ไม้กับไม้ไผ่ทำเป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายชนิดต่างๆ และสร้างหอที่มีหลังคากว้างๆ หลังหนึ่ง เพื่อให้ได้ฝึกตอนหิมะและฝนตก [1: หมู่เป็นหน่วยวัดพื้นที่ของจีน พื้นที่ 1 หมู่เท่ากับราว 0.4 ไร่]
“อืม น้องหวังวิธีนี้เหมือนพวกคนสำนักอาชาใช้ฝึกฝนร่างกายเรียกเหงื่อ สมควรจะได้ผล เรียกช่างเข้ามา พวกเขาเป็นผู้ชำนาญ”
ที่หวังทงกล่าวมานั้นเป็นรูปแบบโบราณในการออกกำลังกายบนสนามในโรงเรียนและในห้องยิมสมัยปัจจุบัน แต่ย่อมมีหลักการแฝงอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่แปลกมหัศจรรย์อันใด
พอได้ยินโจวอี้กล่าวมาก็ยิ่งมั่นใจ ช่างสามคนถูกเรียกเข้ามาแล้ว หวังทงอธิบายคร่าวๆ รอบหนึ่งรอบ สามคนนี้อย่างไรก็เป็นช่างชำนาญงาน คนหนึ่งกางกระดาษลงบนโต๊ะ คนหนึ่งถือพู่กันปลายแหลม เริ่มร่างแบบคร่าวๆ อีกคนหนึ่งกลับเดินออกไปด้านนอก
รอจนหวังทงวางแผนวาดโครงร่างเสร็จ ช่างคนที่ออกไปก็เดินกลับเข้ามา หวังทงกับโจวอี้ก้าวเข้ามาดูแบบร่างนั้น ชัดเจนแจ่มแจ้ง แบบร่างเหมือนกับที่หวังทงคิดไว้พอดี
ช่างคนที่เดินออกไปมาผู้นั้นอธิบายว่า
“ใต้เท้าหวัง โจวกงกง เมื่อสักครู่ข้าน้อยออกไปเดินดูข้างนอก พื้นที่สิบหมู่ที่นี่นับรวมถนนบ้านเรือน น่าจะต้องใช้กำลังอย่างน้อย 60 นาย”
เขาก้มหน้ามองภาพร่าง กล่าวต่อว่า
“แม้ว่ายามนี้จนถึงเดือนหนึ่งหิมะยังไม่ละลาย แต่สนามฝึกก็สร้างไม่ยาก ลงหินหยาบชั้นหนึ่ง หินผงชั้นหนึ่ง ทรายอีกชั้นหนึ่ง ซ้อนกันหลายชั้น ให้ดินหินคลุกกันอย่างให้แน่นหนาก็เป็นอันใช้ได้ เครื่องมืออะไรก็ให้ช่างหลวงทำสามวันก็เตรียมเสร็จ หอมีหลังคานั่นต้องใช้เวลาหน่อย แต่เห็นการออกแบบหอเลิศรสของใต้เท้าหวังแล้ว ในสิบวันก็น่าจะเสร็จขอรับ”
โจวอี้ได้ยินก็พยักหน้าเล็กน้อยหงึกๆ ติดต่อกัน เรื่องดำเนินการไปอย่างราบรื่น ทุกอย่างจัดการสมบูรณ์พร้อม รอแค่ฮ่องเต้เสด็จมาก็ยิ่งทำให้พระองค์โปรดที่นี่ได้ง่ายขึ้น