ลำนำบุปผาพิษ: Chapter 51-52 ตอนที่ 26
บทที่ 51+52
บทที่ 51 คอยอยู่ที่ห้องหนังสือของพระองค์
องค์รัชทายาทหรงเจียหลัวปล่อยมือออกจากถ้วยชาทันที แล้วยื่นมือไปคว้ากระเรียนกระดาษตัวนั้นมา ดูเหมือนว่ากระเรียนกระดาษนี้จะถูกพับด้วยวิธีพิเศษ ทันทีที่เปิดออกจะเหลือร่องรอยทิ้งไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ส่งสารลอบอ่านจดหมาย
องค์รัชทายาทหรงเจียหลัวเองก็เป็นยอดฝีมือ จึงแกะเจ้ากระเรียนกระดาษออกอย่างรวดเร็ว พอได้เห็นข้อความในจดหมายชัดเจนแล้วก็พลันกำมือแน่น!
ในจดหมายนั้นมีอยู่เพียงสองประโยค แต่กลับทำให้องค์รัชทายาหรงเจียหลัวรู้สึกเหมือนมีฟ้าผ่าลงที่กลางใจ ‘โรคแอบแฝงของพระองค์เกิดจากถูกพิษประหลาด โปรดหาคนประมูลกำไลข้อมือเส้นนั้นมาให้กระหม่อม แล้วกระหม่อมจะช่วยแก้พิษให้พระองค์’
เมื่อปีก่อนจู่ๆ ร่างกายขององค์รัชทายาทหรงเจียหลัวก็เกิดโรคเร้นลับอย่างหนึ่งขึ้น ทุกครั้งยามที่ฝึกวิชาทั่วทั้งร่างจะรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่ง ราวกับเส้นลมปราณพิเศษทั้งแปด[1]จะแหลกสลายก็มิปาน ทว่าพอไม่ฝึกวิชากลับไม่มีอาการใด
การฝึกวิชาของเขาอยู่ในช่วงที่กำลังก้าวหน้า ต้องหมั่นฝึกฝนให้ต่อเนื่อง มิเช่นนั้นนอกจากพลังจะไม่ก้าวหน้าขึ้นแล้วยังจะถดถอยลงไปอีก
เหตุผลที่ตอนนี้เขายังนั่งอยู่ในตำแหน่งรัชทายาทนี้ได้ ก็เพราะเขาเป็นยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของอาณาจักรเฟยซิง
ถ้าหากมีคนรู้ว่าพลังวิญญาณของเขากำลังถดถอยลงเรื่อยๆ เกรงว่าเขาคงจะถูกถอดถอนตำแหน่งเป็นแน่ เมื่อถึงยามนั้นแม้แต่ชีวิตก็คงรักษาเอาไว้ไม่ได้
สองปีมานี้เขาลอบเสาะแสวงหาแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างลับๆ มาโดยตลอด แต่ไม่ว่าจะหาหมอเทวดาหน้าไหนก็ไม่เป็นผล เพราะไม่มีสักคนที่ดูออกว่าแท้ที่จริงแล้วอาการของเขามีสาเหตุจากอะไร
พวกเขาดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเขามีอาการเจ็บป่วย
แต่คนผู้นี้ที่แม้อยู่ห่างกันถึงเพียงนั้นกลับดูโรคแอบแฝงของเขาออก...
ปลายนิ้วของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าเขายังคงสงบสติอารมณ์ไว้ได้ เขาดีดนิ้ว กระเรียนกระดาษในมือเขาพลันกลายเป็นเถ้าธุลี จากนั้นก็เอ่ยสั่งการองครักษ์ข้างกายด้วยเสียงแผ่วเบา “ส่งคนไปด้านล่าง ประมูลสร้อยข้อมือเส้นนั้นมาให้ได้ไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ก็ตาม จากนั้นจงนำมาให้เปิ่นกง”
“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ตอบรับแล้วออกไปอย่างว่องไว
องค์รัชทายามหรงเจียหลัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยเอ่ยกับเด็กรับใช้ที่ยังคงคอยอยู่ตรงนั้น “ไปเชิญคุณชายท่านนั้นมาที่นี่”
เด็กรับใช้คนนั้นเป็นคนฝีเท้าคล่องแคล่วว่องไวคนหนึ่ง ผ่านไปสักครู่ก็กลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วคุกเข่ารายงานอยู่เบื้องหน้าเขา “ทูลองค์รัชทายาท คุณชายท่านนั้นจากไปแล้ว แต่บนโต๊ะเหลือกระเรียนกระดาษไว้ให้พระองค์หนึ่งตัว” พลางประคองเจ้ากระเรียนกระดาษส่งให้ด้วยสองมือ
องค์รัชทายาทหรงเจียหลัวรู้สึกวูบโหวงในหัวใจ รับกระเรียนกระดาษตัวนั้นมาแล้วแกะออกอ่าน ภายในมีอักษรอยู่เพียงไม่กี่ตัว ‘ยามค่ำวันพรุ่ง คอยอยู่ที่ห้องหนังสือของพระองค์’ อักษรเหล่านั้นเขียนได้หนักแน่นและมีพลัง ราวกับจะพุ่งทะลุออกมาจากกระดาษได้ เป็นลายมือเดียวกันกับข้อความในกระเรียนกระดาษตัวก่อนหน้านี้
สีหน้าขององค์รัชทายาทหรงเจียหลัวเปลี่ยนไปเล็กน้อย พลางยืนขึ้นแล้วสั่งการองครักษ์คนอื่นๆ ที่ยังรั้งอยู่ข้างกาย ให้พวกเขาเร่งไปตามหาคุณชายผู้นั้นที่เพิ่งจากไปแล้วคุ้มกันอย่างลับๆ พร้อมกับถือโอกาสตรวจสอบที่มาที่ไปของอีกฝ่ายด้วย
องค์รัชทายาทรู้ซึ้งถึงโทสะของน้องสี่ของตน จึงเกรงว่าคุณชายผู้นี้จะถูกลอบสังหาร เพียงแค่เขาพ้นจากประตูโรงประมูลนี้ไปก็จะถูกลูกน้องขององค์ชายหรงฉู่โจมตีทันที...
คนผู้นั้นคือความหวังที่จะช่วยรักษาโรคแอบแฝงของเขา จะปล่อยให้มีอันตรายไม่ได้เด็ดขาด!
เมื่อครู่เขาให้เด็กรับใช้ไปเชิญเจ้าตัวมาที่นี่ก็เพราะเหตุผลนี้ อยากจะคุ้มครองอีกฝ่ายไว้ข้างกายตน คิดไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะจากไปแล้ว...
เวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า คนที่เขาส่งไปประมูลกำไลข้อมือเส้นนั้นมาให้เขาได้แล้ว เขาถือมันเล่นอยู่นานสองนาน แต่ก็ไม่เห็นว่าของเล่นชิ้นนี้จะมีอะไรแปลกตรงไหน
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ในที่สุดองค์รักษ์ที่เขาส่งออกไปก็กลับมาหนึ่งคน กล่าวรายงานเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความละอาย “ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมไร้ความสามารถ ตามหาคุณชายท่านนั้นไม่พบ”
สีหน้าขององค์รัชทายาทหรงเจียหลัวเปลี่ยนไป ลุกขึ้นยืนโดยพลัน “เพราะเหตุใด?”
-------------------------------------------------------------------------------------
บทที่ 52 หายตัวได้?
องครักษ์ส่วนตัวไม่กี่นายนี้ล้วนเป็นคนที่เขาไว้ใจ นอกจากจะมีวรยุทธ์ล้ำเลิศแล้ว ยังกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ทำงานได้รอบคอบ ทักษะในการสืบหาก็ยอดเยี่ยม
เมื่อพวกเขาคิดจะสืบหาผู้ใดแล้วแทบไม่มีทางที่จะหาไม่พบ ทว่ายามนี้พวกเขากลับหาคนไม่พบ หรือคนผู้นั้นจะถูกสังหารไปแล้ว? หรือจะถูกคนของหรงฉู่ลักพาตัวไปแล้ว?
“ฝั่งองค์ชายสี่มีความเคลื่อนไหวใดหรือไม่?” องค์รัชทายาทหรงเจียหลัวถามด้วยเสียงต่ำ
“ทูลองค์รัชทายาท คนขององค์ชายสี่เองก็กำลังตามหาคุณชายผู้นั้นอยู่...”
องค์รัชทายาทหรงเจียหลัวได้แต่นิ่งงัน
...
ในห้องรับรองอีกห้องหนึ่ง
ใบหน้าหล่อเหลาขององค์ชายหรงฉู่อึมครึมราวอยู่ในช่วงฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ เขาตบโต๊ะจนเกิดเสียงดังปัง ถ้วยชามรามไหที่อยู่บนโต๊ะได้รับแรงสะเทือนจึงกระเด็นขึ้นแล้วตกแตก
“เจ้าพวกไร้ประโยชน์! ทำไมถึงหาคนไม่พบ? ข้าสั่งแล้วไม่ใช่หรือว่าให้ปิดทางออกทุกทางของที่นี่?!”
เขาต้องการชิงหญ้าวิเศษมา ดังนั้นยามที่คนผู้นั้นเอ่ยปฏิเสธเขาจึงสั่งให้คนไปดักรอที่ปากทางเข้าออกทั้งหมดของหอประมูล เพียงอีกฝ่ายออกจากหอประมูล คนของเขาก็จะสะกดรอยตามทันทีเพื่อจับตัวหรือสังหารเสีย
เขาคิดว่าวิธีนี้ไม่มีทางพลาดอย่างเด็ดขาด แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจู่ๆ คนผู้นั้นจะหายไป!
หน้าผากขององครักษ์ที่รับผิดชอบเรื่องนี้เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเย็นเฉียบ “เป็นกระหม่อมไร้ความสามารถ แต่กระหม่อมได้ปิดกั้นทางออกทั้งหมดไว้แล้วจริงๆ ต่อให้มีแมลงวันบินออกไปก็สามารถแยกได้ว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย ในช่วงเวลานั้นไม่พบเห็นผู้ใดออกมาเลยสักคน ที่แปลกไปกว่านั้นคือ สายลับของพวกเรายังได้แทรกซึมอยู่ในทางเดินทั้งหมดของชั้นสองนี้ เพียงคนผู้นั้นออกจากห้องรับรองก็จะสังเกตเห็นได้ทันที แต่สายลับไม่กี่คนนั้นบอกว่าไม่เห็นคนผู้นั้นออกมาจากห้องรับรองเลย คนผู้นั้นราวกับหายตัวไปจากห้องรับรองนั้น...”
องค์ชายหรงฉู่นิ่งงัน
หายตัวได้?
ที่จริงแล้วในโลกนี้ก็มีคนที่สามารถใช้วิชาประเภทนี้ แต่ต้องมีพลังวิญญาณขั้นที่เก้าขึ้นไปถึงจะสามารถเรียนรู้วิชานี้ได้ บุคคลที่มีความสามารถเช่นนี้มีอยู่น้อยมากในทวีปนี้ แทบจะนับนิ้วได้เลย
ต่อให้เป็นองค์รัชทายาทหรงเจียหลัวที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งด้านพลังวิญญาณ ก็ยังอยู่ห่างไกลจากขั้นนั้นนัก คนผู้นั้นหน้าตาธรรมดาสามัญ รูปร่างเตี้ยม่อต้อ เจ้าสารเลวน้อยที่ดูแล้วคงอายุแค่สิบกว่าปีจะมีความสามารถเช่นนี้ได้อย่างไร?
เป็ดที่ถูกต้มจนสุกแล้วกลับบินหนีไป[2]ได้เช่นนี้ องค์ชายหรงฉู่ดั่งถูกคนตบเข้าที่หน้าซ้ำๆ กันหลายครั้ง! จึงอารมณ์ไม่ดีเป็นพิเศษ
ในยามนี้เอง องครักษ์ที่เขาส่งไปสะกดรอยตามคุณชายน้อยผู้นั้นก็กลับมา และรายงานข่าวที่ทำให้เขาแทบจะกระอักเลือด คุณชายน้อยผู้นั้นก็หายไปแล้วเช่นกัน...
องค์ชายหรงฉู่โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก!
เขาจึงลงโทษบรรดาลูกน้องทั้งหลายที่ทำภารกิจไม่สำเร็จ แล้วสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดไปตามล่าหาให้ทั่วทั้งเมือง จะต้องจับตัวเจ้าสารเลวสองคนนั้นที่กล้าหักหน้าเขาผู้เป็นถึงองค์ชายสี่มาให้ได้...
เนื่องจากองค์ชายหรงฉู่มีอำนาจล้นฟ้า นอกจากจะดูแลควบคุมกองทหารรักษาพระองค์แล้ว เขายังควบคุมหน่วยองครักษ์ที่เมื่อพูดถึงแล้วทำให้คนทั้งอาณาจักรเฟยซิงหน้าเปลี่ยนสีได้...ค่ายนิลกาฬ
ลักษณะของหน่วยนี้เทียบได้กับหน่วยบูรพาและหน่วยประจิม[3]อันฉาวโฉ่ในยุคราชวงศ์หมิง คนของหน่วยนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือที่มีวิธีจับกุมได้รวดเร็วและวิปริตยิ่ง เป็นเลิศด้านการทรมาณคน ทักษะการสืบหาก็ยอดเยี่ยม ทุกคนที่ถูกพวกเขาจับตามองไม่มีทางจะหลบหนีไปได้
องครักษ์ส่วนตัวขององค์ชายหรงฉู่ก็มีความสามารถไม่น้อย ในหมู่พวกเขามีคนที่ชำนาญการวาดภาพบุคคล จึงวาดภาพเหมือนของกู้ซีจิ่วและคุณชายผู้นั้น แล้วส่งไปให้คนในค่ายนิลกาฬ แทบทุกคนล้วนมีอยู่หนึ่งแผ่น
องค์ชายหรงฉู่ยังถ่ายทอดคำสั่งลงไปด้วย องครักษ์นิลกาฬจำนวนมากจึงออกปฏิบัติการ เริ่มตามล่าหาจนทั่วทั้งเมือง...
-------------------------------------------------------------------------------------
[1] เส้นลมปราณพิเศษทั้งแปด แตกต่างจากเส้นปราณอื่นตรงที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับอวัยวะภายในเลย และเชื่อกันว่าเป็นเส้นลมปราณที่ใช้โคจรพลังเพื่อฝึกฝนวรยุทธ์
[2] เป็ดที่ถูกต้มจนสุกแล้วกลับบินหนีไป เป็นการอุปมาถึงสิ่งที่คิดว่าอยู่ในกำมือตนแล้วแน่ๆ ทว่ากลับหลุดลอยไปโดยไม่คาดคิด
[3] หน่วยบูรพาและหน่วยประจิม เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นในยุคราชวงศ์หมิงตอนปลาย(1368-1644) ควบคุมโดยเหล่าขันที และเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้แต่เพียงผู้เดียว