Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 007 ตอนที่ 7
ตอนที่ 7: สันเขาอันโดดเดี่ยว
ภูเขาสมุนไพรในเมืองหลิงเป็นเพียงสันเขาเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่สุดขอบของเทือกเขาอาร์กติก
เทียบกันแล้ว พื้นที่เทือกเขาอาร์กติกอันใหญ่โตทั้งหมดกินพื้นที่มากกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร ภูมิภาคด้านนอกส่วนใหญ่ไม่หนาวเท่าไหร่ ภายในหุบเขาพิเศษบางแห่งก็สนุกสนานกับฤดูใบไม้ผลิตลอดปี เป็นสภาพอากาศในอุดมคติที่เหมาะแก่การเติบโตของต้นวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณ
แต่ว่า ยิ่งเข้าไปในเทือกเขาลึกมากเท่าไหร่ อากาศก็จะเย็นยิ่งขึ้นเท่านั้น
อากาศเย็นเป็นผลมาจากยอดเขาหิมะและธารน้ำแข็งขนาดมหึมาซึ่งตั้งอยู่ในส่วนลึกของเทือกเขา พวกมันสูงขึ้นไปเหนือกว่าปุยเมฆและอยู่ในสภาะเยือกแข็งเป็นเวลาหลายปี พวกมันคอยปลดปล่อยอากาศอันเย็นยะเยือกออกมาอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้รอบ ๆ สันเขามีสภาพอากาศเย็นเป็นอย่างยิ่ง
กลุ่มก้อนของยอดน้ำแข็งที่อยู่ในภูมิภาคส่วนลึกที่สุดถือเป็นเขตต้องห้าม จากข่าวลือที่ได้ยินมา ที่แห่งนั้นอุดมไปด้วยต้นวิญญาณและคริสตัลน้ำแข็งหายากซึ่งเป็นสมบัติการฝึกฝนที่ประเมินค่ามิได้ที่ผู้ฝึกวรยุทธ์ทำได้เพียงใฝ่ฝัน
ตั้งแต่สมัยก่อน ผู้พิทักษ์อาณาเขตจำนวนมากเข้ามาปกป้องดินแดนของต้นวิญญาณหายากเอาไว้ ต่อให้จะเป็นธารน้ำแข็งและยอดเขาหิมะก็ไม่เว้น พวกเขาต้องง่วนอยู่กับสัตว์วิญญาณระดับสูงดุร้ายจำนวนมาก ภูมิภาคแห่งนี้จึงไม่มีใครกล้าเข้ามา แม้แต่ผู้ฝึกวรยุทธ์ที่หาญกล้าที่สุดก็ยังขยาด พวกคนที่เดินทางมายังเทือกเขาอาร์กติกจะหลีกเลี่ยงภูมิภาคที่แสนพิเศษแห่งนี้ เนื่องจากพวกเขาหวาดกลัวการยั่วยุของสัตว์วิญญาณทรงพลังที่อาศัยอยู่บนยอดเขา
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าขอบเขตและภูมิภาคด้านนอกของเทือกเขาอาร์กติกจะขาดแคลนต้นวิญญาณหรือสัตว์วิญญาณ หากลองเปรียบเทียบดู คุณภาพของต้นไม้ยังขาดแคลนอยู่เป็นจำนวนมาก แถมพวกมันยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง นอกจากผู้ฝึกวรยุทธ์ต้องทุ่มความพยายามในการตามหาที่ตั้งของต้นวิญญาณและสัตว์วิญญาณแล้ว พวกเขายังต้องพึ่งโชคนิดหน่อยอีกด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ภูมิภาคเดียวกันจะเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมของผู้ฝึกวรยุทธ์จำนวนมาก ผู้ฝึกวรยุทธ์จากหอเมฆดาราและกลุ่มผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างตระกูลหลิงก็มักจะมาจัดกิจกรรม ณ ภูมิภาคแห่งนี้ทุกปี แม้ว่ามันจะอยู่ห่างจากเทือกเขาอาร์กติกก็ตาม
หลังฝนตกลงมาห่าใหญ่ เส้นทางภูเขาก็ชื้นแฉะจนอาจลื่นไถลได้ ในขณะที่อากาศสดชื่นเป็นพิเศษ
ฉินเลี่ยผู้จากภูเขาสมุนไพรมาเดินตามทางเพื่อมุ่งสู่ส่วนลึกของสันเขา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ในขณะที่เท้าเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน
ตลอดหลายปีมานี้ เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝนอสนีบาตทลายสวรรค์ ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาฝ่าฝืนกฎตนเอง เขาทำการฝึกฝนตนเองอยู่ในที่ลับตาอย่างลับ ๆ
อย่างไรเสียเขาก็เพิ่งอายุสิบห้าปี เขาต้องทนการฝึกอันแสนน่าเบื่อมาปีแล้วปีเล่า ไม่เคยมีความสุขอันยิ่งใหญ่เข้ามาชะล้างความเหนื่อยล้าในชีวิตเลย แต่ในตอนนี้ เขามีโอกาสกลับคืนสู่ป่าอีกครั้ง
“ข้าควรจะถึงสันเขาอันโดดเดี่ยวได้แล้ว หวังว่าแร้งอสนีทมิฬระดับหนึ่งจะไม่เล่นงานข้าซะอ่วมหรอกนะ…”
สายตาจับจ้องไปที่พื้น ในใจนึกถึงแผนที่ที่จดจำไว้ก่อนหน้านี้ เขาตระหนักได้ว่าใกล้จะถึงสันเขาอันโดดเดี่ยวที่มีแร้งอสนีทมิฬอาศัยอยู่ เขาตั้งใจจะระงับความตื่นเต้นเอาไว้ ตอนนี้จึงให้สมาธิทั้งหมดไปกับการตื่นตัวมากยิ่งขึ้น
แร้งอสนีทมิฬเป็นสัตว์วิญญาณระดับหนึ่ง พวกมันครอบครองพลังที่ใกล้เคียงกับผู้ฝึกวรยุทธ์ที่มีพลังชำระ ขนาดของแร้งมีผลต่อระดับความแตกต่างทางด้านพละกำลังด้วยก็จริง แต่ต่อให้เป็นแร้งอสนีทมิฬที่ตัวใหญ่ที่สุดก็ไม่มีทางไปถึงพลังระดับก่อเกิดได้
ในสายตาของฉินเลี่ย ต่อให้จะเจอตัวใหญ่ที่สุดก็ไม่อาจคุกคามเขาได้ เพราะแร้งอสนีทมิฬมีพลังสายฟ้าเป็นไพ่ตาย
ผลจากการฝึกฝนอสนีบาตทลายสวรรค์มานานหลายปี ขนาดพลังสายฟ้าจากสวรรค์ทั้งเก้าเขาก็หาญกล้าเรียกให้มันฟาดใส่ร่างมาแล้ว กับแค่แร้งอสนีทมิฬใช้พลังสายฟ้าธรรมดา เขาจะกลัวไปทำไม?
ความระมัดระวังของเขาเกิดจากความกลัวที่จะได้พบเจอกับสัตว์วิญญาณอื่น
หนึ่งชั่วโมงต่อมา สันเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้โบราณก็ถูกเปิดเผย ต้นไม้สูงกว่าสิบเมตร อัดแน่นไปด้วยใบไม้มากมายที่ช่วยบดบังแสงอาทิตย์จนมิด ทำให้สันเขาดูเหมือนที่อับโชคก็ไม่ปาน
เขามาถึงสันเขาอันโดดเดี่ยวในที่สุด
“พั่บ พั่บ พั่บ!”
เสียงกระพือปีกอันเกรี้ยวกราดดังก้องมาจากส่วนลึกภายในสันเขาก่อนจะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องกับเสียงสาปแช่งของคนหนุ่มสาว
ฉินเลี่ยทำหน้าบึ้ง เขารู้ในทันทีว่ามีผู้ฝึกวรยุทธ์กำลังต่อสู้กับแร้งอสนีทมิฬจากส่วนลึกในสันเขาอันโดดเดี่ยว เขาเร่งฝีเท้าอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดซ้ำสองก่อนจะพุ่งลงไปยังทางลาดชันเพื่อไปหาต้นเสียง
ภายใต้ต้นไม้โบราณที่สูงชะลูดหลายต้น กลุ่มผู้ฝึกวรยุทธ์หนุ่มสาวเจ็ดคนหันหลังชนกัน ในมือจับอาวุธอย่างดาบ ดาบโค้ง ธนูและค้อนเอาไว้มั่น เสื้อผ้าของพวกเขาขาดรุ่งริ่ง ตามแขนและหน้าอกของพวกเขาปรากฏรอยเลือดมากมาย พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับศึกความเป็นความตายระหว่างพวกตนกับแร้งอสนีทมิฬที่กำลังบินวนอยู่บนท้องฟ้า
ผู้ฝึกวรยุทธ์ชายหญิงทั้งเจ็ดคนล้วนมีพลังชำระทั้งหมด อายุของพวกเขาอยู่ในช่วงวัยรุ่น อีกทั้งยังสวมใส่ชุดราคาแพง อาวุธที่ยึดจับไว้ก็เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณ อุปกรณ์วิญญาณเป็นของมีคุณภาพอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นหนึ่งในสิ่งที่สามารถบอกได้ว่าภูมิหลังของพวกเขานั้นไม่ธรรมดา
หัวหน้าคือวัยรุ่นกล้ามหนาที่ถืออาวุธเป็นดาบยาวสีแดงเข้ม ผมยาวสีดำปลิวไสวตามแรงเหวี่ยงของดาบยาว ก่อให้เกิดโค้งแสงสีแดงเข้มเปล่งประกาย เป็นท่วงท่าที่สง่างามเลยทีเดียว
พวกเขาถูกล้อมโดยแร้งอสนีทมิฬจำนวนมากกว่าสามสิบตัว พวกแร้งมีลำตัวยาวกว่าสองเมตร ขนของมันเป็นสีเทาน้ำตาล จงอยปากแหลมคมราวกับตะขอ ขนสั้นตรงบริเวณหางของพวกมันแหลมคมเหมือนกับลิ่ม กรงเล็บของพวกมันแหลมคมราวกับสมอ หน้าผากของแต่ละตัวมีคริสตัลสีน้ำเงินส่องแสงระยิบระยับ มันปลดปล่อยแสงสว่างสีน้ำเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง
แร้งอสนีทมิฬบินวนอยู่บนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว พวกมันเริ่มจู่โจมผู้ฝึกวรยุทธ์ที่อยู่ด้านล่างด้วยสายฟ้าจากผลึกอสูรตรงหน้าผาก เมื่อผู้ฝึกวรยุทธ์ชาจากการถูกไฟฟ้าช็อต ฝูงแร้งจะกระโจนเข้าใส่พร้อมกับจู่โจมด้วยจงอยปากที่เหมือนกับตะขอและกรงเล็บที่เหมือนกับสมอเพื่อฉีกกระชากเหยื่อเป็นชิ้น ๆ ใครก็ตามที่ถูกจับจะส่งเสียงกรีดร้องอย่างทรมาน เนื่องจากผิวหนังและเลือดเนื้อของพวกเขาถูกฉีกออกจากกัน
รอบ ๆ ผู้ฝึกวรยุทธ์ทั้งเจ็ดคนมีซากแร้งอยู่ห้าตัว สภาพของพวกมันถูกแทงด้วยอาวุธมีคม ในขณะที่ขนและเลือดของพวกมันเจิ่งนองไปทั่ว ร่างของผู้ฝึกวรยุทธ์ทั้งเจ็ดปกคลุมไปด้วยรอยแผลและรอยถลอกเช่นกัน ดูท่าการต่อสู้นี้จะดำเนินมาได้สักพักใหญ่แล้ว
การประสานงานของทั้งเจ็ดคนไม่มีที่ติ ทันทีที่มีคนมึนจากการถูกไฟฟ้าช็อต อีกหกคนที่เหลือจะเข้ามาปกป้องคนคนนั้นทันที พวกเขาจะเข้ามาป้องกันพวกพ้องแม้จะต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงอย่างบาดแผลจำนวนมากก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ แร้งอสนีทมิฬจึงไม่สามารถคว้าใครได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แม้พวกมันจะพยายามช่วยกัน ผลที่ได้จึงทำให้การต่อสู้ครั้งนี้ยืดเยื้อออกไป
“ถุ้ย!” ถูเสือพ่นขนนกที่ติดอยู่ในปากออกมา ดาบยาวในมือของเขาเปล่งแสงรัศมีสีแดงเข้มอันริบหรี่ เขาก่นด่าว่า “ดวงกุดอะไรขนาดนี้ถึงต้องมาเจอฝูงสัตว์นรกนี่ด้วย! ทุกคนอยู่ใกล้กันเอาไว้ อย่าห่างจากกันเป็นอันขาด ถ้าใครลังเลที่จะช่วยพวกพ้อง ข้าจะถลกหนังเจ้าทั้งเป็น!”
“ไม่ต้องห่วง พี่ใหญ่ถู!”
“พวกเราต้องช่วยพวกพ้องก่อนอยู่แล้ว!”
กลุ่มวัยรุ่นกัดฟันพลางตะโกนตอบรับ ลมหายใจของพวกเขาคงที่และพร้อมที่จะต่อสู้อย่างสุดกำลัง แน่นอนว่าพวกเขาไม่ใช่ลูกนกที่เพิ่งหัดบินเป็นครั้งแรก
ด้านหลังต้นไม้โบราณต้นหนึ่ง ฉินเลี่ยหรี่ตาเพื่อสังเกตการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างกลุ่มวัยรุ่นเจ็ดคนและฝูงแร้ง ผ่านไปสักพัก เขาก็เข้าใจว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มวัยรุ่นนี้คาดหวังเอาไว้
สัตว์วิญญาณที่ใช้ชีวิตอยู่รวมกันอย่างแร้งอสนีทมิฬมีความคิดอยากแก้แค้นแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย หากมีพวกมันตัวหนึ่งถูกฆ่า พวกที่เหลือก็จะไล่ล่าเพื่อแก้แค้นจนกว่าจะตายกันไปข้าง!
เพราะมีซากแร้งห้าตัวอยู่ การต่อสู้จึงแปรเปลี่ยนเป็นการหมายเอาชีวิต ผลลัพธ์เพียงหนึ่งเดียวที่จะเกิดขึ้นคือไม่วัยรุ่นเจ็ดคนถูกกำจัดก็ฝูงแร้งกว่าสามสิบตัวถูกทำลาย!
ฝูงแร้งและกลุ่มวัยรุ่นต่างมีพละกำลังทัดเทียมกัน ขืนยังต่อสู้ต่อไปก็รังแต่จะถูกทำลายกันทั้งสองฝ่าย อย่างมากที่สุดก็อาจจะมีผู้รอดชีวิตหนึ่งหรือสองของแต่ละฝั่ง
“แกว้ก!”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงของฝูงแร้งดังก้องไปทั่วแม้จะอยู่ในส่วนลึกของสันเขา เพียงไม่นาน แร้งอสนีทมิฬจำนวนสิบสองตัวก็มาถึงพร้อมกับเสียงกรีดร้องอันโกรธเกรี้ยวก่อนจะร่วมวงเข้าไปโจมตีกลุ่มวัยรุ่นด้วยอีกแรง
“หนอย!” สีหน้าของถูเสือเปลี่ยนไป “ดูท่าสถานที่เลวร้ายแห่งนี้จะเป็นรังของเจ้าพวกสัตว์หน้าขน! พวกเราอยู่ที่นี่นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว! พวกเราต้องรีบหาทางหนี ไม่อย่างนั้นพวกสัตว์จะแห่กันมามากขึ้น ถึงตอนนั้น พวกเราได้แย่แน่”
“ในขณะที่ป้องกันอยู่ พวกเรายังสามารถรักษารูปขบวนเอาไว้ได้ แต่ว่า ทันทีที่ฝ่าออกไป พวกเราจะหาทางทำลายการโจมตีประสานของฝูงแร้งได้อย่างไร?” หญิงสาวหาญกล้าถามด้วยน้ำเสียงละเอียดอ่อน ดวงตาของนางระยิบระยับ นางน่าจะอายุย่างเข้าสิบแปดปี รูปร่างอันเร่าร้อนของนางถูกขับด้วยชุดหนังสีดำตัวหนา ด้านหลังแบกที่เก็บลูกธนู ในขณะที่นางใช้ธนูยาวทำการโจมตี
“จัวเฉียน! พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว! พวกเราต้องพ่ายศึกในครั้งนี้แน่หากยังไม่รีบออกไปจากที่นี่! ทวยเทพเท่านั้นที่รู้ว่าสัตว์พวกนี้จะแห่กันมาอีกเมื่อไหร่? ยิ่งเสียเวลามากเท่าไหร่ อันตรายก็ยิ่งมากเท่านั้น!” ใบหน้าของถูเสือแข็งกร้าวเพราะถูกกระตุ้นด้วยความมุ่งมั่น เขาตะโกนบอกว่า ”ทุกคน เตรียมฝ่าออกไปพร้อมกับข้า!”
“รับทราบ!” ทั้งกลุ่ม รวมถึงจัวเฉียนตอบรับดังกึกก้องก่อนจะเตรียมพร้อมฝ่าออกจากสันเขาอันโดดเดี่ยวโดยมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ในตอนนี้ เมื่อมองเห็นสถานการณ์ของกลุ่มวัยรุ่นเริ่มสิ้นหวัง ฉินเลี่ยก็รีบออกมาจากที่ด้านหลังต้นไม้พลางเดินไปหาอีกฝ่ายอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“น้องชาย อย่าก้าวเข้ามามากกว่านี้! ที่นี่มันอันตรายมาก รีบไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้! แร้งอสนีทมิฬพวกนี้มันเกลียดแต่พวกข้าเจ็ดคนเท่านั้น เจ้ารีบฉวยโอกาสหนีไปเถอะ!” ถูเสือตะโกนบอก แต่จู่ ๆ เขาก็ต้องตะลึงงันเมื่อจู่ ๆ คนแปลกหน้ายังคงก้าวเข้ามาเรื่อย ๆ
ฉินเลี่ยไม่เก็บคำพูดของอีกฝ่ายมาคิดให้เสียเวลา เขายิ้มยิงฟันพร้อมกับรักษาระยะก้าวเดินไปหาอีกฝ่ายอย่างเหมาะสม
“เจ้าโง่หรือไง?”
“อยากตายมากนักเหรอ?”
“เจ้าโง่! เจ้าคิดจะทำอะไรน่ะ?!”
ผู้คนตะโกนด้วยความตกใจ จัวเฉียนเก็บขาเพรียวบางอันงดงามกลับมา นางม้วนตาสีอัลมอนด์ขึ้นด้วยความโกรธ “เจ้าบ้านี่มันโผล่มาจากไหน? เจ้าอยากรนหาที่ตายนักใช่ไหม?!”
คนทั้งเจ็ดคนก่นด่าด้วยความโกรธเคืองเนื่องจากไม่เข้าใจการกระทำของอีกฝ่าย ฉินเลี่ยไปอยู่ด้านข้างของหนึ่งในแร้งอสนีทมิฬเคราะห์ร้ายตัวหนึ่งที่สิ้นลมไปแล้ว เขากางนิ้วออกเพื่อขุดผลึกอสูรออกมา เชากระทำอย่างเดียวกันนี้กับซากศพที่เหลือโดยไม่สนใจสายตามึนงงของถูเสือ จัวเฉียนและคนอื่น ๆ เขาเก็บกู้ผลึกอสูรได้สี่อันอย่างรวดเร็ว
คนทั้งเจ็ดคนยืนบื้อราวกับตุ๊กตาไม้ พวกเขาคิดว่าคนตรงหน้าเป็นพวกขาดสติ พวกเขาจ้องมองราวกับเห็นคนบ้าอยู่ตรงหน้า
ความโลภของหมอนี่ไม่มีขอบเขตเลยหรือไง แค่เพื่อผลึกอสูรแค่นี้ ถึงกลับกล้าเอาชีวิตตัวเองมาทิ้งเลยหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันครอบครองผลึกอสูรแค่ระดับหนึ่งเอง!
การเก็บผลึกจากซากแร้งอสนีทมิฬต่อหน้าพวกพ้องของมันอีกกว่าสี่สิบตัว ทำให้พวกมันเริ่มกระพือปีกก่อนจะโฉบเข้าใส่อย่างรวดเร็ว…
เจ้าโง่นี่มาจากไหน?
ได้ตายสมใจแน่!
กลุ่มผู้ฝึกวรยุทธ์ทั้งเจ็ดคนเผยสีหน้าไม่สบายใจ เนื่องจากมั่นใจว่าฉินเลี่ยจะต้องถูกฝูงแร้งฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนจะถูกกินจนไม่เหลือซาก
“ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!”
แร้งทุกตัวต่างเคลื่อนไหวด้วยความโกรธเกรี้ยว พวกมันไม่สนใจพวกถูเสือเลย พวกมันพุ่งเข้าหาฉินเลี่ยพร้อมกับกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง หมายจะฉีกเขาให้เป็นชิ้น ๆ
“นี่เขาพยายามจะถ่วงเวลาให้พวกเราโดยแลกกับชีวิตของตัวเองงั้นเหรอ? เป็นสหายที่น่ารักดี ข้าต้องต้องขอบคุณเขาแล้ว พวกเจ้าจะรออะไรอยู่? ทำไมถึงยังไม่รีบหนีไปอีก?!” จัวเฉียนถามด้วยน้ำเสียงละเอียดอ่อน
ความจริงแล้ว มีเพียงผู้หญิงที่มีจิตใจโหดเหี้ยมเท่านั้นที่ยังใจเย็นกับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ได้ พวกถูเสือรีบมุ่งหน้าไปยังทางออกจากสันเขาอันโดดเดี่ยวอย่างงง ๆ โดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดซ้ำสอง พวกเขาไม่แม้แต่จะมองฉินเลี่ยที่ถูกรายล้อมด้วยฝูงแร้งสีเทา ราวกับเขาถูกปกคุลมด้วยก้อนเมฆบนท้องฟ้า
ทั้งเจ็ดคนมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องตายอย่างแน่นอน ฝูงแร้งพวกนั้นจะไล่ล่าพวกเขาต่อหลังจากที่พวกมันจัดการฉินเลี่ยเป็นชิ้น ๆ ได้แล้ว ดังนั้น พวกเขาจึงไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับไป พวกเขาสนเพียงแต่จะทิ้งระยะห่างจากฝูงแร้งให้ได้มากที่สุดโดยหวังเล็ก ๆ ว่าจะสามารถรอดชีวิตกลับไปได้
ตรงกลางของฝูงแร้ง แสงสว่างสีน้ำเงินเข้มปรากฏขึ้นราวตาข่าย เสียงแฉ่ของกระแสไฟฟ้าฟาดใส่ ทำให้ผู้ที่ได้ยินเกิดความหวาดกลัว
ฉินเลี่ยเผชิญหน้าเพียงลำพัง
---