Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 048 ตอนที่ 48
ตอนที่ 48: ตราเมฆดารา
ฉินเลี่ยหยิบแผ่นหยกเมฆดาราที่ถูเสือให้ก่อนหน้านี้ ถูเสือบอกกับเขาชัดเจนว่าตราบนหยกจะทำให้เขาเข้าหอเมฆดาราเพื่อเป็นสมาชิกหลักได้ในทันที
ด้วยสิ่งนี้ เขาไม่จำเป็นต้องไปถึงพลังระดับก่อเกิดก่อนจะถึงอายุยี่สิบปีเพื่อมีคุณสมบัติในการเข้าหอเมฆดาราเหมือนที่หลิงเสวียนซวนหรือหลิงอวี้ฉีต้องทำ
ในตอนนั้น ถูเสือยังได้เสริมอีกว่า หลังจากเขามาถึงหอเมฆดาราและแสดงแผ่นหยกนี้แล้ว พวกเขาอาจจะต้องการมันคืนอีกด้วย
คนที่ได้เห็นแผ่นหยกนี้อาจจะรู้ความเป็นมาของมันไม่มากก็น้อย
เป็นความจริงที่เขามีแค่คำพูดที่พิสูจน์ว่าตัวเองบุกเข้าไปสังหารผู้ฝึกวรยุทธ์ดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายกับถูเสือและพวก หลักฐานเพียงอย่างเดียวที่เขานึกออกมีเพียงแผ่นหยกนี่เท่านั้น
แน่นอนว่าเขาไม่มั่นใจว่าแผ่นหยกนี้จะใช้โน้มน้าวใครได้ ดังนั้น หลังจากเขาส่งมันให้เยี่ยหยางเฉียวแล้ว ในใจของเขาจึงรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมา
ดังนั้น เขาจึงมองการตอบสนองของเยี่ยหยางเฉียวอย่างใกล้ชิด…
เยี่ยหยางเฉียวเป็นคนเข้มงวดและไม่ใส่ใจกับสิ่งใด เขารับแผ่นหยกก่อนจะย่นหน้าผากขณะมองดูของในมือ จู่ ๆ เขาก็แข็งทื่อไป
แผ่นหยกที่อยู่ในมือของเขาราวกับทำให้ทั้งร่างกลายเป็นศพ เขายืนอยู่กับที่โดยไม่ส่งเสียงอะไรเป็นเวลานาน
สมาชิกตระกูลหลิงต่างมีสีหน้าตึงเครียดขณะจ้องมองเยี่ยหยางเฉียวด้วยสีหน้ากังวล ทุกคนล้วนกลั้นหายใจ พวกเขาได้แต่หวังว่าฉินเลี่ยจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าตระกูลหลิงบริสุทธิ์และตัวของเขาไม่ได้ข้องเกี่ยวกับดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย
หลิงเฉิงเย่ หลิงอวี้ฉี หลิงเสวียนซวนและคนอื่นต่างจับจ้องไปที่เยี่ยหยางเฉียวด้วยสีหน้ากังวล
“พระเจ้า…”
หลังจากไม่มีการตอบสนองอยู่นาน เยี่ยหยางเฉียวผู้เป็นหัวหน้าหอทำได้เพียงอุทานออกมาเบา ๆ
ท่ามกลางสายตาตื่นกลัวและสงสัยใคร่รู้ เยี่ยหยางเฉียวกลับมามีสติอีกครั้ง หลังจากพินิจแล้ว เขาได้ยื่นแผ่นหยกไปให้ตู่ไฮ่เถียนโดยไม่กล่าวอะไรสักคำ แน่นอนว่าพวกเขามองเห็นผังเมฆดาราชัดเจน
ตู่ไฮ่เถียนจ้องมองแวบหนึ่ง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวก่อนจะตะโกนออกมาว่า “ตราเมฆดารางั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้! เป็นตราเมฆดาราไปได้ยังไง?!”
ทันทีที่คำว่า “ตราเมฆดารา” หลุดออกมา ผู้ฝึกวรยุทธ์จากหอเมฆดาราต่างตกตะลึงด้วยความประหลาดใจ พวกเขาต่างมองไปที่ฉินเลี่ยด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ผู้ฝึกวรยุทธ์จากหอเมฆดาราทุกคนต่างรู้ถึงที่มาของตราเมฆดารา รวมถึงความหมายของมัน
ตราเมฆดาราถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษภายใต้คำขอของถูชี่ฉองผู้เป็นอดีตหัวหน้าหอ บนโลกนี้มีเพียงสองชิ้นเท่านั้น ทั้งสองชิ้นต่างอยู่ในมือของบุตรชายทั้งสองของเขา
ถูชี่ฉองสร้างหอเมฆดาราอย่างยากลำบากด้วยมือของตัวเอง เขาฝ่าไปถึงพลังระดับปรากฏเมื่อยี่สิบปีก่อน ดังนั้น เขาจึงเข้าสู่หออสูรทมิฬได้
หลังจากวันนั้น เมื่อเขาเริ่มออกจากหอเมฆดาราและเข้าสู่หออสูรทมิฬ เขาเหลือเพียงถูมัวผู้เป็นบุตรชายคนโตเท่านั้น ระดับการฝึกฝนของภรรยาของเขาค่อนข้างต่ำ นางจึงไม่อาจเข้าหออสูรทมิฬพร้อมกับเขาได้ ดังนั้น เขาจึงจำต้องทิ้งภรรยาและถูมัวไว้ที่หอเมฆดารา
เขาต้องบุกน้ำลุยไฟเพื่อหออสูรทมิฬอยู่หลายปี มีข่าวลือเกี่ยวกับเขามากมายว่าหออสูรทมิฬได้ส่งเขาไปต่อสู้ที่ “สมรภูมิใต้พิภพ” จนเกือบถึงแก่ความตาย
ในตอนนั้นถูมัวยังเป็นวัยรุ่นอยู่จึงไม่อาจช่วยหอเมฆดาราได้ ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งหัวหน้าหอจึงยังว่างอยู่
ยังคงมีข่าวลือจากหออสูรทมิฬว่าถูชี่ฉองต้องไปต่อสู้จนเกือบถึงแก่ความตายอีกหลายครั้ง ทำให้เกิดการทดสอบอันแสนอันตรายภายในหอเมฆดาราเพื่อหาผู้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าหอขึ้น ซึ่งนั่นเกือบทำให้ชีวิตของถูมัวจบสิ้นลง
หลังจากนั้น ไม่เพียงถูชี่ฉองรอดมาจากสมรภูมิใต้พิภพเท่านั้น เขายังถูกเสนอให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการ” อีกด้วย จากนั้น เขาได้กลับมาที่หอเมฆดาราเพื่อสังหารผู้วางแผนจะขัดขืนเขา หลังจากนั้น เขาอาศัยอยู่ในหอเมฆดาราเป็นเวลานาน ในระหว่างนั้นเองที่เขาและภรรยาได้ให้กำเนิดบุตรชายคนที่สองนามถูเสือขึ้น
การถือกำเนิดของถูเสือทำให้ถูชี่ฉองมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง เขาได้ร้องขอให้ผู้สร้างในหออสูรทมิฬสร้างตราเมฆดาราสองชิ้นเพื่อมอบให้กับบุตรชายของเขา
ตราเมฆดาราที่มีเพียงสองชิ้นเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อบุตรชายทั้งสอง มันไม่ใช่ตราบัญชาธรรมดาที่ผู้ฝึกวรยุทธ์ใช้ในการฝึกศาสตร์วิชาพิเศษเท่านั้น มันยังเป็นสัญลักษณ์แทนอำนาจของเขา ทำให้ไม่มีใครในหอเมฆดารามาเทียบเขาได้ มันสามารถยับยั้งผู้ฝึกวรยุทธ์ภายในหอที่ไม่จงรักภักดีต่อเขาได้ทุกคน
ตั้งแต่ตอนนั้น ถูมัวผู้เป็นบุตรชายคนโตของเขาไปถึงขั้นสุดท้ายของพลังระดับก่อเกิดนานแล้ว เขาใกล้จะฝ่าไปถึงพลังระดับปรากฏเต็มที ไม่เพียงแค่นั้น เขายังดำรงตำแหน่งในฐานะหัวหน้าหอของหอเมฆดาราในบางครั้งได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ตราเมฆดาราอีกต่อไป เวลาผ่านไปเนิ่นนาน นี่จึงทำให้ตราเมฆดาราค่อย ๆ กลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจสูงสุด
มีเพียงถูมัวและถูเสือเท่านั้นที่ครอบครองตราเมฆดารา พวกเขาสองพี่น้องล้วนเป็นตัวแทนที่มีความพิเศษ ถ้าพวกเขาต้องการส่งใครบางคนมาทำธุระ พวกเขาต้องแสดงตราให้ได้เห็นก่อน
ตอนนี้ถูมัวเป็นหัวหน้าหอ ตราเมฆดาราจึงค่อย ๆ กลายเป็นแผ่นบัญชาหัวหน้าหอไป…
“ข้าตรวจสอบอย่างละเอียดจนยืนยันได้ว่านี่เป็นตราเมฆดาราของจริง!” เยี่ยหยางเฉียวเมินเสียงกรีดร้องของตู่ไฮ่เถียนก่อนจะพยักหน้าให้ฉินเลี่ย ใบหน้าของตระกูลหลิงต่างเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา สายตาเย็นชาของเขาค่อย ๆ อ่อนลง “ตราเมฆดารานี้เป็นของถูเสือใช่หรือไม่? ถ้าเขามอบตราเมฆดารานี้ให้เจ้า งั้นมันก็เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าเจ้าไม่ได้ข้องเกี่ยวกับดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย ดูท่าที่เจ้าพูดมาจะเป็นความจริง ยาวิญญาณพวกนั้นเป็นของที่ได้จากศพของผู้ฝึกวรยุทธ์จากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายไม่ผิดแน่”
เมื่อคำพูดเหล่านี้เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเยี่ยหยางเฉียว ทุกคนในตระกูลหลิงต่างเผยสีหน้าโล่งอกออกมา พวกเขาผลักภาระที่อยู่ในใจออกไปจนหมดสิ้น
ในใจของฉินเลี่ยเองก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าแผ่นหยกที่ถูเสือให้มานั้นจะได้ผลถึงเพียงนี้ มันสามารถขจัดข้อสงสัยของเยี่ยหยางเฉียวได้ในทันที
จนถึงตอนนี้ เขายังไม่รู้ว่าตราเมฆดาราเป็นตัวแทนของอะไร
“พระเจ้า จู่ ๆ ข้าก็เพิ่งนึกขึ้นได้” สายตาของหัวหน้าหอ ลูกน้องของเยี่ยหยางเฉียวต่างเป็นประกาย จู่ ๆ เขากล่าวว่า “เมื่อไม่นานมานี้ ตอนข้าไปเยี่ยมผู้อาวุโสฮั่น ข้าได้ยินมาจากเขาว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งในตระกูลหลิงได้ช่วยชีวิตฮั่นเฟิงผู้เป็นบุตรชายของเขาเอาไว้จากน้ำมือของเหยียนสื่อเชียนแห่งดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายตอนอยู่ที่เทือกเขาอาร์คติก เขาได้มอบรางวัลเป็นแต้มส่วนเกินหนึ่งพันสองร้อยแต้ม อย่างที่เจ้ารู้ ฮั่นเฟิงและถูเสือมักจะร่วมมือกันบ่อยครั้ง พวกเขามักจะออกไปล่าด้วยกันบ่อย ๆ …”
“พระเจ้า ข้าก็นึกขึ้นมาได้เช่นกัน ถ้าจำไม่ผิด ข้าได้ยินเรื่องนี้มาจากคังจื้อ” อีกคนหนึ่งได้แสดงความเห็นขึ้นมา
เยี่ยหยางเฉียวตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาจ้องมองฉินเลี่ยอย่างตั้งใจ ความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา “เจ้าคือหลิงเลี่ยอย่างนั้นเหรอ?”
ฉินเลี่ยยิ้มซื่อ ๆ เพื่อยืนยันว่าถูกต้อง
เบื้องหลังของเขา หลิงเฉิงจื้อและหลิงเสวียนซวนต่างเผยความตื่นเต้นเมื่อได้ยินเข้า จู่ ๆ ดวงตาของพวกเขาก็เป็นประกายขณะจ้องมองแผ่นหลังของฉินเลี่ยอย่างแน่วแน่
พวกเขายังจำวันที่ยามของหอเมฆดาราจงใจไม่ให้พวกเขาก้าวข้ามประตูหน้าไปได้โดยง่าย หลิงเสวียนซวนต้องอดทนอดกลั้นอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว…
ในช่วงวิกฤตินั้นเอง เป็นเพราะชื่อ “หลิงเลี่ย” ที่ช่วยพวกเขาจากอันตรายเอาไว้ คังจื้อจัดการยามของตัวเองจนเสียเกียรติเพียงเพราะได้ยินชื่อ “หลิงเลี่ย”
ผู้อาวุโสหานฉิงลุ่ยตอบรับพวกเขาอย่างกระตือรือร้นก็เพราะชื่อ “หลิงเลี่ย” ทำให้ตระกูลหลิงได้รับการยกเว้นส่งส่วยเป็นเวลาถึงสองปี
ทันทีที่พวกเขากลับจากหอเมฆดารา ทั้งตระกูลต่างสืบหาชื่อ “หลิงเลี่ย” อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่น่าเสียดาย พวกเขากลับพบว่าหลิงเลี่ยได้จากไปนานแล้ว
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็สงสัยฉินเลี่ยเช่นกัน แต่พวกเขาก็คาดเดาในทันทีว่ามันเป็นไปไม่ได้ พวกเขาเชื่อว่าหอเมฆดาราจะต้องเข้าใจผิด ทำให้พวกเขากังวลถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา
ตอนนี้ เมื่อพวกเขาได้ยินคำอธิบายจากเยี่ยหยางเฉียวและผู้ฝึกวรยุทธ์หอเมฆดาราคนอื่น ๆ ที่พูดถึงตราเมฆดาราประกอบกับรอยยิ้มซื่อ ๆ ของฉินเลี่ย พวกเขาต่างเข้าใจได้ในทันทีว่าคนที่ช่วยตระกูลหลิงจากสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือฉินเลี่ยนี่เอง!
แสงสว่างปรากฏขึ้นภายในดวงตาของพี่น้องทั้งสอง ในใจของพวกนางเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของหลิงเสวียนซวนแดงเล็กน้อย…
อีกด้านหนึ่ง ตู่ไฮ่เถียนและตู่เจี้ยหลันจากตระกูลตู่ต่างเผยสีหน้ามืดมนออกมา พวกเขามองฉินเลี่ยอย่างตกตะลึงและหวาดกลัวราวกับพบเห็นผีตอนกลางวันแสก ๆ
ไม่ว่าพวกเขาจะวางแผนเอาไว้เท่าไหร่ พวกเขาไม่ได้คาดคิดว่าเจ้าโง่ที่พวกเขาดูถูกมาตลอดจะเผยธาตุแท้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ไม่เพียงแค่เขาขจัดข้อกล่าวหาจนหมดสิ้นเท่านั้น เขายังข้องเกี่ยวกับคนที่มีอำนาจมากที่สุดในหอเมฆดาราอีกด้วย ทำให้สถานการณ์เลวร้ายที่ตระกูลหลิงเผชิญหายไปจนหมดสิ้น
“ในส่วนของภูเขาหมาป่าสวรรค์…” น้ำเสียงของฉินเลี่ยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขณะพยายามคุมสติ เขาจ้องดวงตาเยี่ยหยางเฉียวก่อนจะกล่าวว่า “ถ้าท่านไม่เชื่อคำพูดของพวกเรา งั้นโปรดรอสักห้าหกวันเพื่อให้เหลียวเหยียนได้รายงานเรื่องดังกล่าว อื้ม อย่างมากเขาน่าจะเดินทางถึงหอเมฆดาราในหกวัน และตอนนี้ เกาอวี้ก็ควรจะกลับถึงตระกูลเกาแล้ว ท่านสามารถถามเขาที่เป็นหนึ่งในพยานของพวกเราได้”
“ผู้อาวุโสเยี่ย ได้โปรดพิสูจน์ว่าพวกเราบริสุทธิ์ด้วย!” หลิงอวี้ฉีขอร้องอย่างจริงใจ
เยี่ยหยางเฉียวหรี่ตาลงพลางครุ่นคิดครู่หนึ่ง จู่ ๆ เขากล่าวว่า “ปล่อยตัวสมาชิกตระกูลหลิงซะ”
สมาชิกตระกูลหลิงทุกคนผ่อนคลายทันทีที่ได้ยินคำพูดดังกล่าว พวกเขารู้ว่าตัวเองไม่ได้ถูกมองเป็นคนทรยศอีกแล้ว ตระกูลหลิงถูกมองว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดในตอนนี้!
“อภัยที่ข้าล่วงเกินก่อนหน้านี้ด้วย น้องชาย”
“ใช่ พวกเราบุ่มบ่ามเกินไป พวกเราต้องขอโทษด้วยจริง ๆ”
เมื่อลูกน้องของเยี่ยหยางเฉียวช่วยแก้มัดให้หลิงซิง หลิงเฉียวและคนอื่นเสร็จ พวกเขาต่างเผยรอยยิ้มอย่างเขินอายก่อนจะกล่าวขอโทษซ้ำไปซ้ำมา
พวกเขาเชื่อคำพูดของฉินเลี่ยจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ ด้วยเหตุนี้ ท่าทีที่มีต่ออีกฝ่ายจึงเปลี่ยนไปอย่างมาก
“ถ้าที่เจ้ากล่าวมาเป็นเรื่องจริง งั้น… เราก็ไม่อาจยกโทษให้ตระกูลเฟิงได้!” เยี่ยหยางเฉียวผู้เป็นหัวหน้าหอกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “เฟิงปิ่นต้องมีชีวิตอยู่แน่ ๆ มันกล้าสมรู้ร่วมคิดกับดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายไม่พอ มันยังกล้าใส่ร้ายตระกูลหลิงอีก หอเมฆดาราจะไม่ให้อภัยมันอย่างแน่นอน!”
“ส่งเหยี่ยวส่งสารไปยังหอ บอกพวกเขาว่าทันทีที่เหลียวเหยียนกลับมา ให้มารายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันที!” เยี่ยหยางเฉียวตะโกนอย่างเย็นชา
“ครับท่าน” ผู้ฝึกวรยุทธ์ตอบรับคำสั่งก่อนจะสั่งลูกน้องตัวเอง หลังจากนั้น เหยี่ยมสีเทาเข้มได้โผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
“เก็บตราเมฆดาราไว้กับตัวเถอะ” เยี่ยหยางเฉียวส่งตราบัญชาคืนให้ฉินเลี่ยพลางย่นหน้าผาก “ถ้าที่เจ้าพูดมาเป็นความจริง งั้นตระกูลเฟิงจะต้องเกลียดชังตระกูลหลิงเข้ากระดูกดำจนถึงขั้นวางแผนใส่ร้ายตระกูลหลิงเป็นแน่ อีกด้าน พวกมันก็หวังว่าพวกเราจะเข้าใจผิดจนสำเร็จโทษตระกูลหลิงผู้โชคร้าย หลังจากนั้น พวกมันก็จะใช้โอกาสนี้เพื่อไปอยู่ดินแดนของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายเพื่อเริ่มการฝึกฝนครั้งใหม่”
“อื้ม มันต้องเป็นแบบนั้นแน่” ฉินเลี่ยพยักหน้าเบา ๆ
“ผู้อาวุโสตู่ ท่านมีความเห็นเรื่องปัญหานี้อย่างไร?” จู่ ๆ เยี่ยหยางเฉียวหันมามองตู่ไฮ่เถียนด้วยสีหน้ามืดมน เห็นได้ชัดว่ากำลังติเตียนอีกฝ่ายเรื่องก่อนหน้านี้
สายตาของตู่ไฮ่เถียนมืดมนเพราะไม่มั่นใจ เขาย่นหน้าผากก่อนจะกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “นี่เป็นปัญหาของหอสานุศิษย์ ข้าไม่มีอำนาจก้าวก่าย ผู้อาวุโสเยี่ยได้คลี่คลายปัญหาแล้ว เหตุผลที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อพาญาติและหลานชายของข้ากลับตระกูลตู่ มันก็เท่านั้นแหละ”
เขามองตู่เจี้ยหลัน ตู่เหิง ตู่เฟยและพวกที่เหลือก่อนจะกล่าวว่า “ดูท่าตระกูลหลิงจะไม่ต้อนรับพวกเราอีกแล้ว พวกเจ้ากลับไปอยู่กับข้าสักพัก ข้าจากตระกูลตู่เพื่อหอเมฆดารามานานแล้ว ข้าไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเท่าไหร่นัก ดังนั้น ข้าอยากให้พวกเจ้าร่วมทางไปด้วย”
ตู่เจี้ยหลันและพวกต่างนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร ภายใต้สายตารังเกียจของตระกูลหลิง พวกเขาได้แต่จากเมืองหลิงไปพร้อมกับตู่ไฮ่เถียนด้วยความไม่พอใจ
……