ภรรยาแม่ทัพเป็นสาวชาวบ้าน ตอนที่ 10
บทที่ 10 รวมตัวกัน
ชาวบ้านต่างเกิดข้อสงสัยว่าชั้นเรียนจะถูกยกเลิกหรือไม่ หยางจู้ยืนยันกับพวกเขาว่าหนิงเมิ่งเหยานั้นได้เตรียมตำราให้แก่เด็กๆ เรียบร้อยแล้ว พอได้ยินดังนั้น แม่บ้านบางคนจึงนำแตงโมจากบ้านของตนมามอบให้หนิงเมิ่งเหยา
เมื่อพวกนางมาถึง ก็พบว่าหญิงสาวและหยางเล่อเล่อนั่งอยู่ตรงลานบ้าน และกำลังวุ่นวายกันอยู่ บนโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยหนังสือที่เพิ่งทำเสร็จ
“ในที่สุดก็เสร็จจนได้” หนิงเมิ่งเหยายืดหลังและทุบไหล่ของตน
“นั่นสิ แล้วเจ้าคิดว่าจะเริ่มสอนเมื่อไหร่หรือ” ตลอดระยะเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา หยางเล่อเล่อสนิทสนมกับหญิงสาวมากขึ้น ทั้งยังได้เรียนรู้คำศัพท์เพิ่มเติมอีกสองสามคำ ทำให้นางมีความสุขมากๆ
หนิงเมิ่งเหยาครุ่นคิดก่อนจะตอบอีกฝ่าย “รบกวนเจ้าบอกท่านลุงหยางเพื่อแจ้งกับชาวบ้านทั้งหลายว่าในวันพรุ่งนี้ ให้ทุกคนพาลูกๆ มาที่นี่ ข้าจะลงทะเบียนรายชื่อของพวกเขาแล้วมอบหนังสือให้”
“ตำราทุกเล่มเลยหรือ”
“ไม่ใช่ แค่สามเล่มก่อนเท่านั้น ถ้าพวกเขาอ่านมันครบแล้ว ข้าถึงจะแจกเล่มอื่นๆ ให้” หนิงเมิ่งเหยาส่ายศีรษะปฏิเสธ และวางแผนจะใช้วิธีการสอนอันทันสมัย
หยางเล่อเล่อพยักหน้าเห็นด้วย เพราะตำราทุกเล่มนั้นใช้เวลาในการทำสำเนา หากเด็กๆ โยนมันทิ้ง หนิงเมิ่งเหยาก็จะต้องคัดลอกใหม่อีกเล่ม แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร แต่ก็เสียเวลาพอดูเลยทีเดียว
นางกลับบ้านไปในบ่ายวันนั้น และบอกหยางจู้ตามที่หนิงเมิ่งเหยาฝากมา หัวหน้าหมู่บ้านจึงรีบแจ้งให้ชาวบ้านมารวมตัวกันในทันที ก่อนจะประกาศข่าวดีให้ทราบโดยทั่วกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น เหล่าเด็กน้อยและบรรดาผู้ปกครองต่างมายืนออกันตรงหน้าประตูลานบ้านของหนิงเมิ่งเหยาหลังจากได้ยินว่าจะมีการแจกจ่ายตำราให้ในวันนี้
หญิงสาวเปิดประตูทักทาย ก่อนขอให้ทุกคนยืนต่อแถวเรียงหนึ่งและทยอยเข้ามาทีละคน
หยางเล่อเล่อยืนอยู่ข้างหนิงเมิ่งเหยา และคอยมอบตำราจำนวนสามเล่มให้แก่เด็กทุกคนที่ลงทะเบียน
มีเด็กๆ ทั้งหมด 26 คน พวกเขาต่างกอดตำราทั้งสามเล่มของตนอย่างปลาบปลื้ม ทั้งยังคอยจับถูลูบไล้มันแบบไม่ยอมวางมืออีกต่างหาก
“พรุ่งนี้เช้า อย่าลืมนำตำราเหล่านี้มาด้วยนะ เข้าใจไหม” หนิงเมิ่งเหยายิ้มและมองดูเด็กๆ ที่ตื่นเต้นพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เข้าใจแล้ว”
หลังจากรับตำรามาแล้ว ชาวบ้านทั้งหลายจึงพาลูกๆ ของตนกลับบ้าน พอพวกเขากลับมาถึง ก็รีบเปิดตำราอย่างใจร้อนและมองดูลายมืออันบรรจงสวยงามภายในนั้น หนิงเมิ่งเหยาช่างเป็นคนดีเสียจริง ถึงแม้ว่าหนังสือทั้งสามเล่มนี้มีราคาไม่กี่ร้อยอีแปะ และเป็นเพียงฉบับคัดลอก แต่นางก็ต้องใช้เวลาและทุ่มเทอย่างมากเพื่อทำมันให้สมบูรณ์
วันต่อมา เด็กๆ ที่ลงทะเบียนเอาไว้ต่างกินอาหารเช้ากันตั้งแต่เช้าตรู่ และมายืนรอตรงหน้าประตูบ้านของหนิงเมิ่งเหยา แม้ว่าหญิงสาวจะอยากเริ่มสอนสายกว่านี้อีกหน่อยแต่ไม่มีทางเลือก จึงให้พวกเขาเข้ามาตรงลานบ้านที่มีโต๊ะและเก้าอี้จัดวางไว้อย่างเรียบร้อย
“ทุกคนต้องนั่งเรียงกันตามความสูงนะ” หนิงเมิ่งเหยามองเด็กๆ และกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างจริงจัง
จากนั้น หญิงสาวจึงเริ่มสอนพวกเขาให้อ่านหนังสือ โดยชี้พร้อมกับพูดออกเสียงไปทีละคำ เด็กๆ ต่างอ่านตามอย่างตั้งใจ
พวกเขาใช้เวลาอ่านหนังสือทั้งสามเล่มประมาณหนึ่งก้านธูป [footnoteRef:1]หลังจากอ่านครบแล้ว หนิงเมิ่งเหยาก็สอนให้พวกเขาหัดเขียนคำง่ายๆ [1: ครึ่งชั่วโมง]
ด้านหน้าของเด็กทุกคนจะมีกระบะทรายกองหนึ่งและกิ่งไม้หนึ่งก้านวางเอาไว้ หญิงสาวใช้พู่กันธรรมดาที่มีด้ามยาวคล้ายกิ่งไม้ ก่อนจะบอกให้เด็กๆ สังเกตวิธีการจับพู่กันของนาง
เมื่อถึงคราวที่พวกเขาต้องจับกิ่งไม้ของตน หนิงเมิ่งเหยาจะคอยยื่นมือเข้าไปช่วยเด็กที่จับผิดวิธี เพื่อปรับท่าทางให้ถูกต้อง
หลังจากเด็กทุกคนจับกิ่งไม้อย่างถูกวิธีแล้วนั้น หญิงสาวจึงใช้ถ่านเขียนพยัญชนะ ‘人’ ขนาดใหญ่ลงบนกระดาน
นางอธิบายเด็กๆ เกี่ยวกับการลากเส้น พวกเขาต่างก็ตั้งใจฟังเป็นอย่างดี เมื่อหนิงเมิ่งเหาบอกให้ลองฝึกฝนดู เหล่าศิษย์ตัวน้อยก็ลองหัดเขียนกันอย่างขะมักเขม้น
หลินเอ๋อร์มีพรสวรรค์อย่างมาก เขามองพยัญชนะบนกระดานและลองเขียนเพียงสองครั้ง ก็สามารถคัดบรรจงตัวอักษรนั้นได้อย่างประณีต หรืออาจเป็นเพราะอักษรตัวนั้นเขียนไม่ยากด้วย
หลังจากที่เด็กๆ รู้วิธีการเขียนตัว ‘人’ แล้ว หนิงเมิ่งเหยาจึงสอนตัว ‘之’ ต่อไป ซึ่งค่อนข้างยากสำหรับพวกเขา หญิงสาวช่วยเด็กบางคนที่ยังเขียนไม่ได้ด้วยการจับมือแล้วลากเส้นเพื่อทำเป็นแบบอย่าง จนกระทั่งเหล่าศิษย์ตัวน้อยเริ่มเขียนได้หลังจากลองฝึกสองสามครั้ง
พยัญชนะหลังจากตัว ‘之’ คือ ‘初’ ถือเป็นตัวอักษรที่ท้าทายในการหัดเขียนตัวหนึ่งเลยทีเดียว หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป มีเด็กไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเขียนได้สำเร็จ หนึ่งในกลุ่มเด็กเหล่านั้นมีหลินเอ๋อร์และเสี่ยวมู่ด้วย