หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม: 008 ไปตลาด ตอนที่ 8
บทที่ 8 ไปตลาด
อวี๋หวั่นขุดไส้เดือนแล้วโยนลงไปในน้ำ ผ่านไปไม่นาน ปลาก็ขึ้นมาโบกสะบัดหางที่ผิวน้ำ
คิดว่าจะช้า แต่กลับเร็วกว่าที่คิดไว้ อวี๋หวั่นหยิบกิ่งไม้แห้งบนพื้น และพุ่งไปในน้ำอย่างเต็มแรง!
เป็นปลาจี้อวี๋[footnoteRef:1] [1: ปลาจี้อวี๋ ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์เดียวกับปลาตะเพียน]
ประมาณน้ำหนักด้วยมือเปล่า คาดว่าน่าจะประมาณสองจิน[footnoteRef:2] สำหรับปลาจี้อวี๋ในธรรมชาติแล้ว ปลาตัวนี้จัดว่ามีเนื้อมาก [2: จิน หน่วยวัดน้ำหนักของจีน หนึ่งจินเท่ากับ 500 กรัมหรือครึ่งกิโลกรัม]
หลังจากนั้น ปลาที่อวี๋หวั่นแทงขึ้นมาได้ก็ไม่ได้หนักมาก หากแต่มีสี่ตัว นับว่ามากเพียงพอแล้ว
ใกล้เที่ยงแล้ว อวี๋หวั่นรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด เธอจึงนำปลาป่าเหล่านี้กลับบ้าน
เมื่อเถี่ยตั้นน้อยได้ยินเสียงฝีเท้า ก็วิ่งออกมาจากห้องครัวอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกบิน “ท่านพี่ ท่านมาแล้ว!”
“อื้ม” อวี๋หวั่นพยักหน้า เธอเดินผ่านกอไผ่หลังบ้าน ตามหลังเถี่ยตั้นน้อยไปยังห้องครัว
“ท่านพี่!” เถี่ยตั้นน้อยมิได้รีบร้อนขอดูของในตะกร้า แต่กลับจูงมือพี่สาว และชี้ไปทางโถงกลาง พร้อมบอกว่า “พี่ใหญ่มาแล้ว! นำของอร่อยมาให้พวกเราด้วย! พี่ใหญ่! ท่านพี่กลับมาแล้ว!”
อวี๋เฟิงนำแป้งข้าวโพดมาให้ครอบครัวของอวี๋หวั่นตามคำสั่งของบิดามารดา แต่นี่มิได้หมายความว่าเขาอยาก
สนทนากับลูกพี่ลูกน้อง วินาทีที่เขาได้ยินเถี่ยตั้นน้อยร้องว่าท่านพี่นั้นเขาก็หันหลังเตรียมเดินออกไปทันที คาดไม่
ถึงว่าเถี่ยตั้นน้อยกลับเรียกให้เขาหยุด
อวี๋เฟิงจะกลับก็ไม่ได้ จะอยู่ต่อก็ไม่ดี
กลับเป็นอวี๋หวั่นที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
อวี๋หวั่นไม่มีความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับบ้านเดิมหลงเหลืออยู่ ฉะนั้นเธอจึงไม่รู้เรื่องระหว่างกับเจ้าของร่างเดิมกับลุงใหญ่ ทั้งยังคิดว่าทั้งสองบ้านนั้นญาติดีต่อกัน มิเช่นนั้น ไฉนพวกเขาจึงต้องดูแลเถี่ยตั้นน้อยด้วย
อวี๋หวั่นนำตะกร้าสะพายหลังวางไว้ในห้องครัว และเข้าไปพบอวี๋เฟิงที่โถงกลาง
เขาเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ อายุประมาณยี่สิบปี อยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน ผิวไม่นับว่าขาว ทว่าองคาพยพบนใบหน้าสมดุล มองดูแล้วก็นับว่าหล่อเหลาทีเดียว
“พี่ใหญ่” อวี๋หวั่นเอ่ยทักทาย
อวี๋เฟิงตะลึงงัน คิดว่าตนคงฟังผิดไป
เถี่ยตั้นน้อยคว้าถุงผ้าสองใบบนโต๊ะวิ่งมาหา “ท่านพี่! นี่คือข้าวฟ่างที่พี่ใหญ่นำมาให้! ส่วนนี่คือแป้งข้าวโพดที่พี่ใหญ่นำมาให้!”
อวี๋หวั่นรับทั้งสองถุงเอาไว้
อวี๋เฟิงคาดว่าอวี๋หวั่นคงปฏิเสธ แต่กลับได้ยินน้ำเสียงอันอบอุ่นตอบกลับมาว่า “เหตุใดจึงมากมายเช่นนี้ ทางบ้านพี่ใหญ่ยังมีอยู่ใช่หรือไม่”
มิได้ถากถางว่านำมาให้น้อย แต่กลับเป็นห่วงว่าทางบ้านของเขาจะไม่พอกิน?
เมื่อไรกันที่นางสนใจว่าพวกเขาจะเป็นหรือตาย?!
หากไม่ได้ยินเองกับหู อวี๋เฟิงคงมิอาจเชื่อว่าเป็นความจริง
อวี๋หวั่นมองพี่ใหญ่ที่ตะลึงจนนิ่งไป มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย และกล่าวว่า “ขอบคุณมากพี่ใหญ่”
รอยยิ้มของดรุณี งดงามจับใจ ไม่มีความเกลียดชังเจือปน ทั้งยังไม่ได้ทำพอเป็นพิธี เธอแสดงความขอบคุณด้วยความจริงใจ
อวี๋เฟิงตั้งสติ วางสีหน้าเรียบเฉย เขาว่า “มิใช่ของมีค่าอันใดหรอก ท่านพ่อท่านแม่ให้ข้านำมาตอบแทนที่เจ้านำไก่ไปให้เมื่อวาน”
“อร่อยหรือไม่” อวี๋หวั่นเอ่ยถาม
อวี๋เฟิงตกใจ ตอบไปเพียง ‘อืม’ และกล่าวว่า “ที่บ้านยังมีธุระ ข้าขอตัวก่อน”
“พี่ใหญ่รอก่อน” อวี๋หวั่นเรียกเขาไว้ เร่งร้อนวิ่งไปยังห้องครัว เธอหยิบปลาจี้อวี๋ตัวที่ใหญ่ที่สุดและหน่อไม้สดสองสามหน่อใส่ตะกร้า และส่งให้อวี๋เฟิง “ปลานี้ข้าเพิ่งจับมา หน่อไม้นี้ก็เพิ่งขุดขึ้นมา ล้วนแต่สดใหม่”
อวี๋เฟิงอ้าปากค้าง เขานึกอยากปฏิเสธ แต่อวี๋หวั่นกลับไม่เว้นจังหวะให้กล่าวอะไร พร้อมกับส่งตะกร้าใส่มือเขา
เมื่อครู่เขาโกหก ที่ว่าบิดามารดาให้นำแป้งข้าวโพดและข้าวฟ่างไปให้นั้นเป็นความจริง ทว่ามิใช่เพื่อขอบคุณที่นางมอบเนื้อไก่ให้…ที่จริงแล้วพวกเขาต้องการถามนางว่า ในลูกน้ำเต้าของนางนั้น ขายยาอะไร
“นางว่าอย่างไรหรือ”
หลังจากกลับบ้านมา อวี๋เฟิงถูกสมาชิกในครอบครัวยืนล้อมเอาไว้ ผู้ที่เอ่ยถามคืออวี๋ซงน้องชาย
มิทันรอให้พี่ชายตอบ อวี๋ซงก็กล่าวต่อไปว่า “นางต้องการหยิบยืมเงินพวกเราใช่หรือไม่”
“บ้านเราจะมีเงินให้นางยืมได้อย่างไร” ป้าสะใภ้ใหญ่ถลึงตาใส่บุตรคนรอง
“นางไม่ได้บอกอะไร และไม่ได้ต้องการเงิน” อวี๋เฟิงวางตะกร้าลงบนโต๊ะ “ยังให้ของเหล่านี้กับพวกเราด้วย”
ทั้งยังเรียกข้าว่าพี่ใหญ่
เมื่อเห็นหน่อไม้และปลาจี้อวี๋ในตะกร้า สกุลอวี๋ทั้งครอบครัวก็ต่างตกตะลึง
……
ข่าวว่าอวี๋หวั่นฟื้นแล้วนั้น ค่อยๆ กระจายไปทั่วหมู่บ้าน
จากนั้น ก็มีคนแล้วคนเล่าแวะเวียนมาดู แต่บอกมิได้ว่าตั้งใจมาเยี่ยมเยียนหรือแค่อยากรู้อยากเห็นเท่านั้น ผู้มาเยือนเหล่านั้นต่างได้กลิ่นหอมของปลาจากบ้านของเธอ
ตรงกับคำกล่าวที่ว่า ‘เหมันต์จี้ คิมหันต์หลี่[footnoteRef:3]’ ฤดูหนาวเป็นฤดูที่ปลาจี้อวี๋จะอวบอ้วนมีเนื้อมากที่สุด อีกทั้งปลาจี้อวี๋ในธรรมชาติจะมีรสชาติดีกว่าเล็กน้อย [3: หลี่ หมายถึงหลี่อวี๋ (鲤鱼) หรือปลาไน ]
เนื่องจากไม่มีเกลือ รสชาติของน้ำแกงปลาจึงเป็นรสชาติดั้งเดิมที่ยังมิได้ปรุงแต่ง แต่ถึงกระนั้น รสชาติก็นับว่าดีมากแล้ว
เถี่ยตั้นน้อยยกชามน้ำแกงปลาสีขาวราวกับน้ำนมขึ้นมาซด หน้าผากผุดเม็ดเหงื่อใสขึ้นมา
เห็นเถี่ยตั้นน้อยเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยเช่นนั้น อวี๋หวั่นรู้สึกราวกับค้นพบลู่ทางทำมาหากิน
“เถี่ยตั้น บ้านเรามีเข็มเย็บผ้าหรือไม่” หลังอาหารกลางวัน อวี๋หวั่นก็ถามน้องชาย
“มีสิ! ท่านพี่รอก่อน ข้าจะไปหาให้!” เถี่ยตั้นน้อยวิ่งปราดเข้าไปในห้องของนางเจียง เปิดประตูตู้ออก และหยิบห่อกระดาษใส่เข็มออกมาจากห่อผ้า
อวี๋หวั่นเลือกเข็มยาวเรียวออกมาสองเล่ม ใช้ไฟทำให้เข็มอ่อนตัว และดัดให้เป็นเบ็ดตกปลา
จากนั้น นางก็ไปตัดลำไผ่มาจากสวนหลังบ้านหนึ่งลำ นำมาทำเป็นคันเบ็ดยาวสองคัน
“ท่านพี่ ท่านทำอะไรหรือ” เถี่ยตั้นน้อยถามด้วยความสงสัย
“เย็นนี้เจ้าก็รู้เอง”
อวี๋หวั่นหาบถังไม้สองใบ ถือคันเบ็ดสองคัน เดินจากหลังบ้านเพื่อไปตกปลาที่แม่น้ำ
ผ่านไปสองชั่วยาม อวี๋หวั่นก็กลับมา ในถังไม้ นอกจากจะเต็มไปด้วยน้ำ ก็ยังมีปลาอีกด้วย
เถี่ยตั้นน้อยนั่งยองๆ มือน้อยปัดเบาๆ นับจำนวนปลาทีละตัว “......สอง สาม สี่ ห้า หก…...”
นับจนถึงสิบ หลังจากนั้นเขาก็นับต่อไม่เป็นเสียแล้ว
ช่วงกลางวันมีชาวบ้านแวะมาเยี่ยมเยียน อวี๋หวั่นใช้น้ำแกงปลาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเล็กน้อย
เธอรู้แล้วว่าหมู่บ้านนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านเหลียนฮวา และยังรู้มาอีกว่าตลาดที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ใด ทุกวันที่สิบของเดือนจะมีตลาดใหญ่หนึ่งครั้ง ทุกสามวันมีตลาดเล็ก พรุ่งนี้เป็นวันที่จะมีตลาดใหญ่ นั่นหมายความว่าจะมีแผงขายของเป็นจำนวนมาก แต่นั่นแสดงว่าย่อมต้องมีผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อของมากเช่นกัน
และเธอ ก็นึกออกแล้วว่าจะขายอย่างไร
……
ตลาดนั้นอยู่ห่างออกไปประมาณสิบหลี่[footnoteRef:4] เพื่อที่จะไปถึงตลาดและช่วงชิงทำเลที่ดีได้ก่อนฟ้าสาง อวี๋หวั่นจึงตื่นนอนตั้งแต่ก่อนยามห้า (ประมาณตีสาม) [4: หลี่ หรือลี้ หน่วยวัดระยะทางของจีน หนึ่งลี้เท่ากับประมาณ 500 เมตร ]
เธอคิดว่าเธอตื่นเช้าแล้ว กระนั้นก็ยังเห็นไฟตะเกียงในหมู่บ้านเริ่มติดขึ้นเรื่อยๆ จึงรู้ว่าคนในหมู่บ้านล้วนแต่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อไปให้ทันตลาดในครั้งนี้
ปลายปีใกล้เข้ามาแล้ว ของที่ควรนำไปขายก็นำไปขายเสีย ของที่ควรซื้อก็ต้องรีบซื้อเข้าบ้าน ครั้นใกล้วันฉูซี ตลาดจะปิดจนถึงวันมังกรเชิดเศียร ในเดือนสอง จึงเริ่มกลับมาทำการค้าอีกครั้ง
บ้านของลุงใหญ่ก็จุดตะเกียงแล้วเช่นกัน
เมื่อวานเธอเห็นพี่ใหญ่กลับบ้าน จึงรู้แล้วว่าบ้านของเขาอยู่ที่ใด
“ท่านพี่ ท่านพี่! ท่านจะไปตลาดหรือ? ข้าก็อยากไปด้วย!”
เจ้าเด็กน้อยที่นอนได้จนถึงตะวันตรงศีรษะคนนี้ เกิดอยากไปตลาดขึ้นมา จึงตื่นเร็วเป็นครั้งแรก
“ท่านพี่ ท่านพี่ ท่านพาข้าไปด้วยเถิด! ข้าสัญญาว่าจะฟังท่าน! ข้าไม่ได้ไปตลาดมานานมากแล้ว!”
พูดราวกับว่าเจ้าเคยไปตลาด
อวี๋หวั่นร่ำไห้ไม่ได้ หัวเราะไม่ออก เธอลูบหัวน้อยๆ ของน้องชาย และกล่าวว่า “ตกลง พี่จะพาเจ้าไป”
...................................................