ตำนานเทพกู้จักรวาล

ตำนานเทพกู้จักรวาล: Chapter0044 ตอนที่ 44

#44Chapter0044

ตอนที่ 44 ปรมาจารย์ลัทธิมารฟ้า

พวกชาวบ้านแห่งหมู่ตึกจางที่ยืนอยู่รอบๆ หนึ่งในนั้นกล่าวทันที “เวรยามราตรีเพิ่งตายไปเอง!”

นักพรตเฒ่าขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามต่อ “แล้วร่างของเขาฝังไว้ที่ไหนล่ะ เขาน่าจะเป็นปีศาจ และร่างเขาอาจจะลุกขึ้นมาเป็นผีดิบ”

ชาวบ้านหมู่ตึกจางตกใจแทบโลดเต้น พวกเขาพานักพรตทั้งสองไปยังหลุมฝังศพของเวรยามราตรีทันที “เราเพิ่งฝังเขาเมื่อวานนี้ ท่านนักพรตทั้งสอง...”

นักพรตเฒ่าชี้นิ้วไปข้างหน้า ดินที่กลบฝังซากศพพลันแยกออกเป็นสองฝั่ง โลงศพขนาดเล็กบางแล่นขึ้นมาจากหลุมแล้วลอยอยู่กลางอากาศท่ามกลางสายตาของทุกคน

ปึง ปึง ปึง

ตะปูตอกฝาโลงหลุดออกทีละดอกทีละดอก และฝาโลงก็เปิดออก เมื่อโลงศพนั้นร่วงลงไปในหลุมอีกครา ก็เหลือแต่ร่างของเวรยามราตรีผู้นั้นที่ยังลอยอยู่กลางอากาศ ใบหน้าเขาถูกปิดคลุมไว้ด้วยธงขาว

หยิบธงขาวนั้นมาตรวจตราดู ผู้เฒ่าและผู้เยาว์มองกันแล้วพยักหน้าเงียบๆ นักพรตเฒ่าท่องบ่นมนตราพลางชี้นิ้วไปยังซากร่างนั้นอีกครั้ง ทำให้ร่างของเวรยามราตรีพลันสันดาปลุกเป็นไฟ และกลายเป็นขี้เถ้าในเวลาไม่นาน

พวกชาวบ้านรีบขอบคุณ และเสนอเงินและทองให้เป็นปัจจัย นักพรตหนุ่มทำท่าจะโบกมือปฏิเสธ แต่นักพรตเฒ่าบอกว่า “เราไม่อาจรับอามิสเงินทองหากว่าไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ในเมื่อเราได้กระทำคุณความดีก็รับปัจจัยไว้เถอะ”

นักพรตหนุ่มจึงรับเงินปัจจัยนั้น นักพรตเฒ่าก็ถามว่า “แล้วเด็กคนที่สังหารงูยักษ์อยู่ที่ไหนแล้วล่ะ มีใครมากับเขาบ้าง”

“พวกเขามาจากหมู่บ้านพิการชรา นอกจากเด็กคนนั้นแล้วยังมียายเฒ่าซี และเฒ่าบอด ท่านเดินตามแม่น้ำนี้ไปสี่สิบลี้ทางทิศต้นน้ำ จะพบหมู่บ้านนั้น”

นักพรตเฒ่ากล่าวขอบคุณแล้วก็พานักพรตหนุ่มออกจากหมู่ตึกจางเพื่อเดินทางไปทางต้นน้ำ

หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ลี้ นักพรตเฒ่าก็ถอนหายใจ “ความตายไม่ต่างอะไรจากตะเกียงดับ ตะเกียงชีวิตหัวหน้าโถงโม่ดับไปเสียแล้ว เวรยามราตรีผู้นั้นคือหัวหน้าโถงโม่ของพวกเรา เขาเดินผิดทางตอนที่ฝึกปรือวิชาเซียนเถียนไร้จำกัดและใช้ทารกเป็นแหล่งพลัง แม้ว่าเขาจะสมควรตายแต่ยังไงเขาก็เป็นหัวหน้าโถงของลัทธิศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา คนที่สังหารเขาด้วยการทิ่มแทงทั้งวิญญาณและร่างดูเหมือนจะเป็นทวนเทวะ ส่วนบนธงขาวมีริ้วรอยกระบี่ นั่นแปลว่าก่อนที่เขาจะพบทวนเทวะ เขาได้เจอนางเช่นกัน...ธิดาเทพของลัทธิเรา”

ผู้เยาว์รับฟังเงียบๆ

ผู้อาวุโสกล่าวต่อ “ร่องรอยของธิดาเทพนั้นลี้ลับ ดุจมังกรเทพยดาเห็นหางไม่เห็นศีรษะ หลังจากที่นางหลบลี้เข้ามาในแดนโบราณวินาศ ยอดฝีมือหลายคนจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์ของเราพยายามสืบหาเบาะแสของนาง แต่ไม่เคยประสบผล ไม่คาดคิดเลยว่าหัวหน้าโถงโม่จะพบพานนางเข้าที่นี่ ปรมาจารย์ลัทธิ ดูเหมือนว่าพวกเราจะมิได้เสียเวลาเปล่า”

ผู้เยาว์เอ่ยปาก เสียงอันฟังดูแก่โบราณทว่าเข้มขลังทรงอำนาจเปล่งออกมาจากปากของเขา “หลังจากธิดาเทพได้สังหารจ้าวลัทธิและขโมยมารฟ้ามหาศึกษิต คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเรา นางก็หายสาบสูญไปกว่าสี่สิบปี ปล่อยให้เราต้องตามหานางกว่าสี่สิบปี ในที่สุดก็เจอจนได้”

เช้าวันถัดมาในหมู่บ้านพิการชรา หลังจากทานอาหารเช้า นักปรุงยาก็ยกผู้ใหญ่บ้านไปวางไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน แล้วเริ่มต้นชาหนึ่งกา ก่อนที่จะได้ยินเสียงก๊อกๆ ของแม่ไก่มังกร

“แม่ไก่ออกไข่แล้ว มู่เอ๋อ ไปเอาไข่ไก่มาจากเล้าเร็วเข้า”

ท่านยายซีบอกฉินมู่ให้ไปเก็บไข่ไก่ และขณะที่ฉินมู่เข้าไปในเล้าไก่นั่นเอง เขาก็ถูกแม่ไก่มังกรจิกหน้าจนเลือดโซมแล้ววิ่งไล่จิกตี

แม่ไก่มังกรดุร้ายสุดๆ และสามารถพ่นเปลวเพลิงคดเคี้ยวเหมือนงูไกลหลายวา ขนของมันก็คมกริบราวกับมีด กรงเล็บของมันสามารถจิกเข้าไปในเนื้อเหล็กได้ราวกับจิกเต้าหู้ หลังจากประมือกับแม่ไก่หลายกระบวนท่า ฉินมู่ก็พบว่าตนมิอาจต่อกรกับมัน จึงรีบวิ่งหนี

“มู่เอ๋อ เจ้าไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะสู้ไก่เลยหรือ ฮ่าๆ” คนแล่เนื้อเห็นฉินมู่โดนแม่ไก่ไล่ล่าไปทั่วหมู่บ้านก็ระเบิดหัวเราะออกมา

ท่านยายซีฉวยโอกาสคว้าไข่ไก่ออกมา และเมื่อแม่ไก่มังกรพบว่ามันไล่ตามฉินมู่ไม่ทัน มันก็เดินอาดๆ กลับมาที่เล้าอย่างผึ่งผาย ก่อนจะพบว่าไข่ของมันหายไปแล้ว ด้วยความโมโหเดือด มันวิ่งไล่เด็กหนุ่มอีกครั้งเพื่อจิกตีระบายความแค้น

หลังจากปั่นป่วนโกลาหลอยู่พักใหญ่ ฉินมู่ก็ปลุกปลอบใจตนเองให้หายหดหู่จากการสู้แพ้แม่ไก่มังกร เขาแขวนมีดเชือดหมูไว้ที่หลัง แล้วก็ห้อยถุงกระบี่ ค้อนเหล็กใหญ่ ไม้เท้าขักขระ และพกยาเซียนเสริมชีวาห้าหกเม็ดไว้ในกระเป๋า ก่อนจะออกไปจากหมู่บ้านอย่างกระตือรือร้นร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาออกล่าตามลำพัง ฉินมู่รอวันนี้มานานจนบอกไม่ถูก แต่ก็ต้องหดหู่แต่เช้าเพราะถูกไก่ไล่จิกตีโดยไร้ทางสู้

เมื่อเดินออกหมู่บ้าน เขาก็เดินสวนและมองเห็นหนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งผู้เยาว์เดินเข้าไปในหมู่บ้าน ท่วงทีท่าทางเหมือนกับนักจาริกแสวงบุญ

ผู้เยาว์และผู้เฒ่ามาถึงประตูหมู่บ้าน ค้อมหัวคารวะผู้ใหญ่บ้านและนักปรุงยาที่กำลังดื่มชาที่นั่น จากนั้นกล่าวถาม “ไม่ทราบว่าพวกเราขอน้ำชาสักถ้วยได้หรือไม่”

ผู้ใหญ่บ้านเลิกคิ้วมอง จากนั้นกล่าวตอบ “มีผู้มาเยือนจากแดนไกล พวกเราจะเมินเฉยได้อย่างไร”

นักปรุงยารินน้ำชาสองถ้วยให้ผู้เยาว์และผู้เฒ่า ทั้งคู่นั่งลง ผู้เยาว์นั่งตรงหน้าผู้ใหญ่บ้าน ส่วนผู้เฒ่านั่งอยู่ข้างๆ

“นี่คือเด็กหนุ่มที่สังหารงูนั่นน่ะหรือ” ผู้อาวุโสมองไปยังฉินมู่ด้วยสายตาดีอกดีใจและแย้มยิ้ม

ฉินมู่ทำท่าจะเอ่ยปากตอบ แต่ผู้ใหญ่บ้านรีบขัดจังหวะ “มู่เอ๋อ นี่ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ”

ฉินมู่พยักหน้า แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าไปในป่า

เมื่อฉินเดินไปไกลแล้ว ผู้เยาว์ตรงหน้าผู้ใหญ่บ้านก็อ้าปากเอ่ยวาจาด้วยเสียงอันเก่าแก่โบราณของเขา “เหมือนเราจะเคยพบกันมาก่อน ใช่หรือไม่”

ผู้ใหญ่บ้านผงกศีรษะ “ถูกต้องแล้ว”

ผู้เยาว์นั้นเผยรอยยิ้ม “รุ่นราวคราวเดียวกับพวกเราไม่ค่อยมีใครหลงเหลืออยู่แล้ว ข้ายินดีจริงๆ ที่มีโอกาสพบกับเจ้า”

“จะว่าอย่างงั้นก็ได้” ผู้ใหญ่บ้านตอบอย่างไม่ใส่ใจ

ผู้เยาว์นั้นยังคงแย้มยิ้ม “ข้ามาที่นี่เพื่อพบกับยายเฒ่าซี ลัทธิของเราไม่มีจ้าวลัทธิมาสี่สิบปีแล้ว หวังว่ายายเฒ่าซีคงมีคำตอบให้พวกเรา”

ผู้ใหญ่บ้านส่ายศีรษะ “เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกหมู่บ้านแล้ว ทุกคนก็ไม่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอกอีกต่อไป”

ผู้เยาว์นั้นแววตาสั่นไหวเล็กน้อย “อย่างนั้นข้าจะไม่เข้าไปตามนางข้างในหมู่บ้าน วานเจ้าช่วยบอกนางให้ออกมาพบหน่อยได้ไหม ข้ามีคำถามบางข้ออยากจะถามนาง”

ผู้ใหญ่บ้านส่ายหน้าอีกครั้ง “นางออกไปข้างนอก”

ผู้เฒ่าทำท่าอดรนทนไม่ได้ และจะกล่าวสอดคำ ผู้เยาว์ยกมือขึ้นห้ามเขาไว้ “พวกเรารอมาได้ตั้งสี่สิบปีแล้ว ทำไมจะรออีกไม่ได้ ผู้อาวุโสคุมกฎ ในเมื่อธิดาเทพลัทธิเราไม่อยู่ที่นี่ เจ้าเรียกคนงานเก่งๆ แรงดีมาสร้างหมู่บ้านใหม่ข้างๆ พวกเราจะพักที่นี่คืนนี้”

ผู้อาวุโสค้อมคำนับรับคำสั่ง และยิงปราณมารขึ้นไปบนท้องฟ้าสร้างคำว่า ‘โองการ’ ขนาดใหญ่มโหฬารบนนั้น

ผู้เยาว์นั่งจิบชาอย่างใจเย็น และสองชั่วโมงหลังจากนั้น พวกผู้เฒ่าที่ทำงานทำการของตนในหมู่บ้านก็วางงานในมือ แล้วเดินออกมาข้างหน้าหมู่บ้านเงยหน้าขึ้นมองไปในทางเดียวกัน

จากทิศทางป่า ยักษ์ตัวมหึมาที่มีกล้ามเนื้อปูดโปนเดินลุยป่ามา เหยียบต้นไม้ใบหน้าราบเป็นหน้ากลอง ยักษ์สี่ตัวช่วยกันแบกรูปสลักหินหนึ่งรูป และรวมที่พวกมันแบกมาทั้งหมดมีสี่รูปสลัก ระหว่างที่มันเดินมาก็พักหอบหายใจเป็นระยะ ทั้งภูเขาและโขดหินที่มันเดินลุยก็เละแบนราวกับโคลนเมื่อมันเหยียบเท้าไป!

ยักษ์ทั้งสิบหกตนหน้าแดงก่ำ แสดงถึงความหนักอึ้งไร้ประมาณของรูปสลักหิน แม้แต่ผู้มีกำลังกายสูงเยี่ยมอย่างพวกมันยังแทบแบกเอาไว้ไม่ไหว

ยักษ์สิบหกตนวางรูปสลักไว้เป็นสี่มุมทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก สร้างอาณาเขตติดๆ กับหมู่บ้านพิการชรา

ไม่นานนักก็มีเรือขนาดมหึมาขนาดหลายชั้นดาดฟ้าล่องทวนกระแสน้ำขึ้นมาจอดที่ฝั่ง ช่างไม้กว่าร้อยคนลงมาจากเรือ และเริ่มเลื่อยตัดต้นไม้ในป่าใกล้ๆ หมู่บ้านพิการชราเพื่อนำมาสร้างบ้านเรือน ไม่นานนัก บ้านไม้หลายหลังก็สร้างเสร็จ พร้อมทั้งเครื่องเรือนครบครัน ช่างไม้เหล่านั้นจึงกลับไปที่เรือ นำเงินทอง เครื่องใช้ไม้สอย และเครื่องครัวต่างๆ ลงมาจัดแต่งในบ้าน จากนั้นพวกเขาจึงกลับขึ้นเรือ และล่องกลับไปทางปลายน้ำ

เรืออีกลำแล่นมาจอดติดๆ ช่างสีหลายคนลงมาจากเรือ ทำการตกแต่งทาสีตัวบ้านและเครื่องเรือน จากนั้นก็ขึ้นเรือกลับหลังจากเสร็จงาน

เรือลำที่สามมีช่างหินลงมา พวกเขาไปตัดหินมาจากภูเขาใกล้ๆ สลักรูปปั้นประดับตกแต่ง และทำทางเดินแผ่นหินปูในหมู่บ้าน จากนั้นก็กลับไปหลังเสร็จงานเช่นกัน

ถัดจากนั้นไม่นาน ชายร่างบึกบึน เจ้าของหนวดโค้งงามก็รีบรุดมา ตัวยังเปื้อนฝุ่นจากการวิ่ง เขาโค้งคำนับ

“ปรมาจารย์ลัทธิ! ศิษย์พี่ผู้คุมกฎ”

ผู้อาวุโสตอบไป “ผู้พิทักษ์ซ้าย หมู่บ้านสร้างเสร็จแล้ว เจ้าเลือกห้องอยู่เอาล่ะกัน”

ชายหนวดโง้งร่างบึกบึนจึงเข้าไปในหมู่บ้านที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ข้างหมู่บ้านพิการชรา เลือกห้องพักอาศัยหนึ่งห้อง เข้าไปอยู่ในนั้นแล้วนั่งเงียบไม่ส่งเสียง

หลังจากนั้นไม่นาน หญิงแก่ในชุดซอมซ่อก็มาถึงและคำนับผู้เยาว์และผู้เฒ่า ก่อนเข้าไปจับจองหนึ่งห้องในหมู่บ้านใหม่ ถัดมาอีกก็มีชาวประมงพายเรืออันสร้างจากใบไม้มาจอดเทียบฝั่งแม่น้ำ เขาเข้าไปตั้งหลักปักฐานในหมู่บ้านใหม่พร้อมกับเบ็ดและข้องตกปลาของเขา

ไม่นานนัก ผู้คนแปลกประหลาดมากหน้าหลายตาก็เข้ามาสมทบร่วมอาศัยในหมู่บ้านใหม่ บางพวกก็มีถุงเงินห้อยติดเอว บางพวกก็เป็นพ่อค้า บางพวกดูเหมือนบัณฑิต ครู และแม้กระทั่งโสเภณี ผู้คนที่มานั้นหลากหลาย มาจากทุกสาขาอาชีพ

สีหน้าเฒ่าหม่าไม่สู้ดี เขาหรี่เสียงลง “มีอาชีพทั้งหมดสามร้อยหกสิบอาชีพในลัทธิมารฟ้า ทำให้มีสามร้อยหกสิบโถง และสามร้อยหกสิบผู้นำโถง พวกเขาล้วนแต่ลึกลับพิสดารและซุ่มซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก ใครจะไปคิดว่าผู้นำโถงทั้งสามร้อยหกสิบคนจะเข้ามาแฝงตัวอยู่ในแดนโบราณวินาศตั้งสี่สิบปีเพื่อเสาะหาธิดาเทพของลัทธิ ข้าเกรงว่าต่อไป พวกเขาคงปักหลักข้างหมู่บ้านเราไม่ไปไหน!”

รอยยิ้มของเฒ่าเป๋ยิ่งมายิ่งสดใส เมื่อเขาหัวเราะร่า

“แล้วยายเฒ่าซีอยู่ไหน คนพวกนี้มาตามหานางกันทั้งนั้น!”

เฒ่าหนวกตอบ “ข้าเห็นยายเฒ่าแปลงร่างเป็นกวางแล้วออกจากหมู่บ้านไปก่อนฉินมู่ ข้าว่านางคงกังวลกับการออกล่าตามลำพังของมู่เอ๋อ ดังนั้นนางจึงลอบไปคอยคุ้มกันเขาอย่างลับๆ ข้าเกรงว่าป่านนี้นางก็คงยังไม่รู้หรอกว่าลัทธิมารตามกลิ่นนางจนถึงที่นี่ ลัทธิมารที่แทบจะยกทั้งสำนักมาตั้งใหม่ข้างหมู่บ้านพวกเรา!”

ฉินมู่เดินลึกเข้าไปในป่าและภูเขา หลังจากนั้นไม่นาน กวางตัวหนึ่งก็วิ่งมาพลางเหลียวซ้ายแลขวา แต่ก็ไม่เห็นร่องรอยของฉินมู่ ขณะที่กวางยืนงงอยู่นั่นเอง ฉินมู่ก็กระโดดลงจากต้นไม้แล้วแย้มยิ้ม “ท่านยาย ในเมื่อข้าออกล่าตามลำพัง ท่านยายกลับไปดีกว่าไหม ข้าดูแลตัวเองได้น่า”

กวางกระฟัดกระเฟียดขึ้นมาทันทีแล้วร้องว่า “เด็กดื้อ เจ้าต้องระวังให้ดี อย่าไปตายข้างนอกเข้าล่ะ!” จากนั้นนางก็วิ่งกระดิกหางดุ๊กดิ๊กจากไป

ฉินมู่บุกป่าต่อไปข้างหน้า และเห็นช้างขนยาวยืนดื่มน้ำอยู่ที่ริมสระ “ท่านยาย ข้าดูแลตัวเองได้จริงๆ ท่านไม่ต้องตามข้ามาหรอก”

ช้างขนยาวอาละวาดทันที มันวิ่งดุ่มๆ ตะลุยเข้าใส่ฉินมู่ ฉินมู่โคจรปราณชีวิตแล้วชักมีดเชือดหมูออกมาด้วยรังสีฆ่าฟัน “ในเมื่อเจ้าไม่ใช่ท่านยาย เช่นนั้นก็ตายซะ!”

ช้างขนยาวฟังแล้วก็หันหลังกลับวิ่งหนีทันที ก่อนจะตะโกนต่อว่าเขาในภาษามนุษย์ “กล้าฆ่าฟันแม้แต่ยายตัวเอง คอยดูเถอะ กลับหมู่บ้านไปข้าจะตีให้จังหนับ!”

ฉินมู่ส่ายศีรษะแล้วเดินไปอีกหกเจ็ดลี้ ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองนกยักษ์ที่บินวนเวียนท้องฟ้าด้วยความระอาใจ “ท่านยาย ไม่ต้องตามข้ามาหรอก จริงๆ นะ”

นกยักษ์แค่เหลือบแลเขาไม่ตอบอะไร และยังคงบินวนเวียนข้างบนนั่น

ฉินมู่แววตาวูบไหว เขาหยิบก้อนหินมากำหนึ่ง แล้วซัดก้อนหินเหล่านั้นขึ้นไปบนท้องฟ้า ก้อนหินเหล่านั้นลอยขึ้นไปบนอากาศในระดับต่างๆ กัน ทำให้ฉินมู่เหยียบมันต่างบันไดขึ้นไปบนท้องฟ้า จนเขายืนเคียงข้างกับนกยักษ์

นกยักษ์ตัวนั้นจึงกล่าวทันที “ก็ได้ ก็ได้ ข้าจะเลิกตามเจ้าแล้ว!” เมื่อนางกล่าวจบ นางก็ขยับปีกโบยบินจากไป

ฉินมู่ร่วงลงมาเหยียบพื้น ขาทั้งสองของเขาจมลงไปในดิน เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็พบว่านกยักษ์บนท้องฟ้าหายไปโดยไร้ร่องรอย

ท่านยายคงยังแอบตามข้ามาอยู่

ฉินมู่สังเกตสังกาโดยรอบแต่ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ ดังนั้นเขาจึงออกเดินทางต่อไปอีกหลายลี้ ข้างหน้าเขาเป็นน้ำตกร่มรื่น มีทิวทัศน์สวยงาม ที่ข้างๆ น้ำตกมีกระท่อมหญ้าฟางซึ่งแสดงว่ามีคนอาศัยอยู่ที่นี่

“ทำไมมีคนอยู่ในที่รกร้างป่าเขาแบบนี้ หรือว่าจะเป็นผู้อาวุโสยอดฝีมือเร้นกายอยู่ที่นี่”

ขณะที่เขากำลังขบคิดอยู่นั่นเอง เขาก็เห็นจิ้งจอกขาวเดินออกมาจากกระท่อมหญ้าฟาง หยิบกระบอกไม้ไผ่จากข้างนอกกลับเข้าไปในกระท่อม

devc-0d0a274d-33119