จอมเทพโอสถ: 0020 เดินทางกลับ ตอนที่ 20
ตอนที่ 20 เดินทางกลับ
ในเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน เย่หยวนยืนอยู่หน้าประตูเมือง ข้างๆเขาปราณเป็นเย่ฮานและท่านแม่ที่กำลังร่ำลาลูกชายของพวกตนกันอยู่
“หยวนเอ๋อ แม้จะเดินทางเพียงครึ่งวัน แต่อย่าได้ประมาทไป ด้วยนิสัยของเจ้าตงไห่ ยิ่งไม่ควรประมาทเด็ดขาด วีรกรรมของเจ้าในครั้งนี้มันสร้างความอัปยศต่อเจ้าตงไห่มาก ดังนั้นยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ ข้าจึงส่งอาปิงและอาฉางเดินทางไปพร้อมกับเจ้าด้วย ทั้งสองติดตามข้ามาก็หลายปี ข้าจึงวางใจสองคนนี้ที่สุด พวกเขาจะไปติดตามเจ้าตลอดการเดินทาง”
เย่ฮานพยายามวางแผนรับมือให้รอบคอบที่สุดเพื่อปกป้องลูกของตน
หวังตงไห่รู้นิสัยของเย่ฮ่าน เย่ฮานก็รู้นิสัยของหวังตงไห่ดี ดังนั้นเขาจึงส่งลูกน้องคนสนิททั้งสองไปคุ้มกันเย่หยวน แต่ในท้ายที่สุดก็ถูกปฏิเสธโดยเจ้าตัว
“ท่านพ่อ มันเป็นเพียงการเดินทางสั้นๆ... นอกจากนี้ยังมีพี่ถางร่วมทางด้วยอีก แม้ว่ามันแค้นเคืองพวกเราเพียงใด แต่ก็ไม่มีทางส่งคนมาสังหารข้าซึ่งๆหน้าขนาดนี้แน่”
เย่หยวนยังคงปฏิเสธพร้อมรอยยิ้มสีบาง
“หยวนเอ๋อ... ฟังที่ข้าพูด นิสัยของเจ้าตงไห่ทั้งชั่วช้าและเลือดเย็นเป็นที่สุด หาใช่เรื่องแปลก… หากมันจะมาโจมตีเจ้าซึ่งๆหน้า และมิใช่เรื่องแปลกหากมันจะส่งคนมาลอบฆ่าอย่างไร้ศักดิ์ศรี”
เย่ฮ่านพยายามอธิบายถึงความเป็นจริงเพื่อโน้มน้าวลูกของตน
ทั้งคู่เคยเกือบสูญเสียลูกของตนไปแล้วครั้งหนึ่ง และพวกเขาก็ไม่ต้องการให้มันเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นอีก
อย่างไรก็ตามเย่หยวนก็ยังคงยิ้มและส่ายหัว แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังคงยืนยันคำเดิม
“เจ้านี่มันหัวแข็งจริงๆ”
เย่ฮานทราบดี เย่หยวนในตอนนี้หาใช่เย่หยวนที่ไม่เอาถ่านแบบในอดีต บางทีอาจมีอะไรเกิดขึ้นในระหว่างตอนที่เขาโดนพิษครั้งนั้น เมื่อวานนี้... ตอนลูกชายของตนปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขา เย่ฮานเองก็ตกใจอย่างมากเช่นกันเมื่อสัมผัสถึงพลังปราณของลูกตนเอง ยามนั้นแทบไม่เชื่อสายตา ลูกของตนจะสำเร็จอาณาจักรแก่นแท้แห่งลมปราณระดับสามได้แล้ว แม้เขาจะรู้ว่ามีเซียนมาเข้าฝันและสอนสั่งลูกเขา แต่เขาก็ไม่คิดเลยว่า ลูกของตนจะพัฒนาได้รวดเร็วเหลือเชื่อขนาดนี้
แต่เมื่อลองพินิจคิดดูให้ดี ท่านเซียนคนนั้นอาจมีเคล็ดวิชาลึกลับมาถ่ายทอดให้ลูกของตน จึงทำให้พัฒนาได้รวดเร็วเช่นนี้ ยามคิดได้แบบนั้น เย่ฮานก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากโข บางทีลูกของตนในตอนนี้อาจได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายจนเกินกว่าจะเป็นเย่หยวนคนเดิมที่เย่ฮานรู้จักไปแล้ว
“เช่นนั้นก็ช่างมันเถิด บางทีเจ้าก็จำเป็นต้องการเผชิญและแก้ไขปัญหามันด้วยตนเองเสียบ้าง ลูกชายของพวกเราก็ไม่ใช่เด็กน้อยดั่งเมื่อก่อนแล้ว”
เย่ฮานถอนหายใจ
เย่หยวนได้คำนับพ่อและแม่ของตน ก่อนจะออกเดินทางไปพร้อมกับถังอวี่และลู่เอ๋อ
เย่หยวนรู้ดีว่าการเดินทางในครั้งนี้จะไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน แต่เขาก็ต้องการที่จะเผชิญกับมันด้วยตนเอง เขาอยากใช้โอกาสนี้เพื่อทำให้ตนเองแกร่งขึ้น
เย่หยวนในตอนนี้เป็นผู้แตกฉานในด้านโอสถ และจากประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน ทำให้เขาเห็นและเรียนรู้สิ่งต่างๆมามากมายรวมไปถึงวรยุทธการต่อสู้อีกด้วย แม้เขาจะเรียนรู้สิ่งต่างๆมามากมาย แต่ก็ใช่ว่าเขาจะแข็งแกร่งเสมอไป มิเช่นนั้นเย่หยวนคงกลับขึ้นสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไปนานแล้ว
ในชีวิตก่อนหน้าเขาเอาแต่ศึกษาเรื่องโอสถจนละเลยเรื่องศาสตร์แห่งการต่อสู้ แม้ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะมีวรยุทธการต่อสู้ที่สูงส่งมากมาย แต่ในเมื่อเขาไม่สนใจที่จะฝึกมันก็ไร้ประโยชน์
เขาจะนำสิ่งที่ได้ศึกษาจากชีวิตก่อนหน้ามาเปลี่ยนให้เป็นความแข็งแกร่งแก่ตัวเขา?
เย่หยวนรู้ดีว่าในตอนนี้เขาจะต้องสู้ สู้และสู้เท่านั้น!
หนทางเดียวที่จะชำระแค้นในอดีตได้คือการเดินหน้าต่อสู้ไปเรื่อยๆ เขาจะต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้ แกร่งกล้ามากพอที่จะฆ่าคนทรยศและกลับขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง!
หากไร้ซึ่งประสบการณ์สัประยุทธ์ต่อสู้ของจริงแล้วล่ะก็ เย่หยวนก็จะไม่มีวันแข็งแกร่งขึ้น และทุกสิ่งที่ฝึกปรือมาก็จะไร้ประโยชน์ทันที
ดังนั้นเขาไม่ต้องการเติบโตภายใต้การปกป้องของเย่ฮานอยู่แบบนี้ และนั้นก็ยังเป็นเหตุผลที่เขาเลือกที่จะกลับไปยังสำนักตันอู่เพื่อแข่งขันกับเหล่าผู้มีพรสวรรค์คนอื่นๆ
และการเดินทางไปยังสำนักตันอู่นี่แหละ คือความท้าทายแรกของเขา
สำนักตันอู่ไม่ได้ตั้งอยู่ภายในรัฐฉิน แต่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือที่ห่างจากรัฐฉินประมาณร้อยลี้ บริเวณใกล้กับป่าปลิดชีพ มันคือสถานที่รวบรวมเหล่าผู้มีพรสวรรค์มากมาย
เย่หยวนกับกลุ่มของเขาไม่ได้รีบร้อนเดินทางแต่อย่างใด พวกในทางกลับกัน... เขาทั้งสามขี่ม้าเที่ยวชมบรรยากาศโดยรอบอย่างสบายอกสบายใจ
“อ่อ... ข้ายังไม่ได้แสดงความยินดีเลย ข้าขอแสดงความยินดีที่ท่านพี่ถางสามารถบรรลุอาณาจักรแก่นแท้แห่งปราณระดับห้าได้สำเร็จ”
เดิมทีพลังปราณของถังอวี่นั้นอยู่จุดสูงสุดของระดับสี่แล้ว และเมื่อเขาได้กินโอสถทลายลมปราณที่เย่หยวนให้ไปเมื่อวานนี้ มันจึงทำให้เขาสามารถบรรลุระดับห้าได้สำเร็จ แต่หากไม่ได้โอสถของเย่หยวนช่วยไว้ล่ะก็ แม้จะให้เขาฝึกฝนมากแค่ไหนเขาก็ไม่มีทางสำเร็จระดับห้าได้เร็วแบบนี้แน่นอน
“ไม่ใช่เพราะตัวข้าเลย เพราะโอสถที่ท่านให้ข้าต่างหาก โอสถที่ท่านให้มันช่างวิเศษโดยแท้ กล่าวได้ว่าฤทธิ์ของมันเหนือกว่าโอสถทลายแก่นแท้แห่งปราณหลายเท่าเลยทีเดียว ข้ากินไปแค่เม็ดเดียว… ก็สามารถสำเร็จระดับห้าได้อย่างง่ายดาย”
จนถึงขณะนี้เขายังจำความรู้สึกเมื่อกลืนมันลงไปได้อยู่เลย หลังจากที่กลืนมันเข้าไป... พลังปราณทั่วร่างของเขาก็ได้พลุ่งพล่านขึ้นในทันที เขารู้สึกได้ทันทีว่าพลังปราณของเขานั้นแกร่งขึ้น เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไมเย่หยวนจึงสามารถบรรลุได้ถึงสองระดับย่อยในชั่วข้ามคืน
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้เลยก็คือ เย่หยวนนั้นได้กินโอสถทลายลมปราณขั้นยอดเยี่ยมไปหมดแล้ว นอกจากนั้นปริมาณที่เย่หยวนกินลงไปยังมากกว่าที่ถังอวี่กินหลายเท่านัก ซึ่งโอสถเหล่านี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ยังมีพลังไม่เกินอาณาจักรแก่นแท้แห่งปราณระดับหก
ในแต่ละระดับแห่งอาณาจักรแก่นแท้แห่งลมปราณนั้นไม่ใช่ว่าจะสามารถสำเร็จกันได้ง่ายๆอย่าง หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง ยิ่งระดับของคุณสูงขึ้นเท่าไหร่… มันยิ่งจะต้องใช้พลังปราณมากขึ้นเรื่อยๆตามระดับที่คุณอยู่เท่านั้น เช่น หากอยู่ในระดับห้าและต้องการไปยังระดับหก... จักต้องเริ่มเก็บตั้งแต่ระดับหนึ่งไปยังห้าใหม่ ถึงจะสามารถเริ่มต้นไปยังระดับหกได้ และพลังปราณของเย่หยวนก็ยังอยู่เพียงระดับสามเท่านั้นเอง
“ฮ่าๆๆ เจ้าก็อย่าสร้างเรื่องให้ข้าล่ะท่านพี่ถาง เมื่อกลับไปยังสำนักตันอู่แล้ว... ห้ามไปบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด”
หวังตงไห่มั่นใจว่าจะสามารถล้มหอโอสถได้โดยยาผสานแก่นแท้ของตน แต่โอสถทลายลมปราณของเย่หยวนนั้นเหนือชั้นกว่าโอสถผสานแก่นแท้อยู่มาก หากตงไห่จำหน่ายโอสถของตนออกไปล่ะก็... มันก็คงถึงคราวที่เย่หยวนจะต้องเปิดเผยความลับนี้เป็นแน่
ชีวิตก่อนหน้าของเย่หยวน เขาใช้เวลาและความพยายามเนิ่นนานยิ่ง กว่าจะก้าวขึ้นยืนอยู่บนจุดสูงสุดได้... ดังนั้นเขาจึงมองคนออกว่าแต่ละคนมีนิสัยใจคออย่างไรเว้นแต่ผู้ทรยศคนนั้น ดังนั้นในตอนนี้แม้เขาจะอยู่กับถังอวี่ไม่นาน... แต่เขาก็มองถังอวี่ออกในทันทีว่าเป็นคนแบบไหน ถังอวี่เป็นผู้ที่มีความกตัญญูอันน่ายกย่อง และแน่นอนว่าเขาไม่ใช่พวกมีเล่ห์เหลี่ยมแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น... ถังอวี่ก็ยังเชื่อใจในตัวเย่หยวนมากอีกด้วย ตัวเย่หยวนเองก็เห็นถึงพรสวรรค์ของถังอวี่... นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมเย่หยวนจึงมอบโอสถทลายลมปราณให้แก่ถังอวี่
แน่นอนว่า เวลาเย่หยวนทำอะไรมักจะคิดล่วงหน้าเสมอ และในตอนนี้เย่หยวนก็มีพวกของตนถึงสองคนแล้ว หลังจากที่ตนกลับไปยังสำนักตันอู่ แน่นอนว่าเพียงตัวคนเดียวไม่สามารถจะจัดการกับปัญหาได้หมด หากเขามีพวกที่เชื่อถือได้ แม้จะไม่มากแต่ก็ย่อมทำอะไรได้ง่ายขึ้นแน่นอน
“อย่ากังวลไปเลยท่าน ถังอวี่คนนี้แยกแยะผิดชอบชั่วดีเป็น... ข้าตระหนักดีว่าทำไมถึงเปิดเผยเรื่องยานี้ไม่ได้ อ่อท่าน...ข้ามีคำถามน่ะ ทั้งๆที่ท่านมีความสามารถขนาดนี้แล้วแท้ๆ แต่ไฉนยังจะกลับไปสำนักตันอู่อีกล่ะ?”
ถังอวี่หาใช่คนโง่ เมื่อเขาได้เห็นถึงความสามารถที่เหนือชั้นเช่นนี้ของเย่หยวน และเขาก็มั่นใจว่าความสามารถนั้นอยู่เหนือกว่าทุกคนในรัฐฉินไปแล้ว แต่ทำไมเย่หยวนยังต้องการกลับไปยังสำหนักตันอู่อีก?
แต่ถังอวี่ก็ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่ยังคาใจเขาอยู่และเขาก็ไม่กล้าถามเย่หยวนออกไป เพราะเกรงว่าเย่หยวนจะเข้าใจเขาผิดไป นั้นคือเรื่องที่… เขาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาจากไหนกันแน่? และยังไม่รวมถึงเรื่องโอสถที่ใช้รักษาพ่อเขาอีก โอสถชนิดนั้นมันไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในรัฐฉิน หรือแม้แต่โอสถทลายลมปราณนี่อีก ถังอวี่รู้ดีว่าโอสถเหล่านี้ขนาดเย่ฮานผู้เป็นพ่อเย่หยวนก็ยังไม่สามารถหลอมขึ้นมาได้
อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่กล้าถามคำถามเหล่านี้ออกไป และปล่อยให้คาใจแบบนี้ต่อไป เว้นแต่เย่หยวนจะเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาเอง เนื่องจากเรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องส่วนตัว
“สำนักตันอู่นั้นเป็นสถานที่ที่รวมเหล่าหัวกะทิในรัฐฉิน ดังนั้นข้าจะพลาดโอกาสเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ฮ่าๆ ในความคิดของข้าแม้พวกเขาจะเก่งแค่ไหน แต่พวกเขาก็ดูด้อยค่าไปเลยเมื่อเทียบกับนายน้อยเย่”
เย่หยวนได้ส่ายหน้าและกล่าวสั้นๆว่า
“เหนือฟ้ายังมีฟ้าเสมอ”
“เป็นเพราะข้าโชคดีต่างหากที่พบเจอกับบางสิ่ง นั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าถึงเปลี่ยนแปลงตนเองได้ขนาดนี้ แต่ความแข็งแกร่งของข้าก็ยังอ่อนแอยิ่งนัก หัวกะทิที่ไม่สามารถพัฒนาตนเองต่อได้... ในท้ายที่สุดก็เป็นได้แค่บันไดหินให้แก่ผู้อื่นเท่านั้น”
เมื่อถังอวี่ได้ยินเช่นนั้น เขาก็เข้าใจถึงเหตุผลที่เย่หยวนยังต้องการไปสำนักตันอู่ และในเวลาเดียวกัน... เขาก็รู้สึกชื่นชมเย่หยวนอย่างมากกับคำพูดที่กล่าวไปเมื่อครู่
ในความเป็นจริงเย่หยวนก็ไม่อยากจะหลอกคนอื่นว่า ที่เขาเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เป็นเพราะโชค แต่หากเขาพูดความจริงออกไปก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี และสำหรับเย่หยวนในตอนนี้ เขาต้องการที่จะล้างพิษที่ยังตกค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก
ในหมู่หัวกะทิแห่งสำนักตันอู่ พวกเขาแต่ละคนต่างหยิ่งยโสเป็นอย่างมาก และในสายตาพวกเขาคนอื่นๆเป็นเพียงพวกสวะไร้ฝีมือเท่านั้น
ถังอวี่เชื่อว่าในไม่ช้า... เย่หยวนจะสามารถฉายแวว แสดงความสามารถอันเหลือเชื่อของเขาออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ได้ภายในสำนักตันอู่ และแม้แต่พวกหัวกะทิเหล่านั้น ก็ยังไม่อาจเทียบเคียงเขาได้
“เอาล่ะ… คิดว่าพวกเจ้าคงจะเหนื่อยกันแล้ว หลังจากที่เดินทางมาสักพักหนึ่ง พักสักหน่อยเป็นอย่างไร?”
จู่ๆเย่หยวนก็ตะโกนออกมา ในขณะที่ถังอวี่ยังคงคิดเรื่องพรสวรรค์ของเย่หยวนไปเรื่อย
…………………………………..