จอมเทพโอสถ: 0005 กระอักเลือด ตอนที่ 5

#50005 กระอักเลือด

ตอนที่ 5 กระอักเลือด

“เจ้าไม่รู้หรอกว่าพวกข้ากำลังพูดถึงอะไรอยู่! และงูเมฆาเจ็ดสีอะไรกัน? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน! นี่เจ้าคิดจะสร้างสัตว์ปีศาจมาหลอกลวงพวกเราอย่างนั้นหรือ?”

เฉินเหมียว ผู้แตกฉานในศาสตร์แห่งโอสถจากแคว้นฉิน และเขาเคยค้นคว้าเกี่ยวกับสัตว์อสูรเหล่านี้มาก่อน ซึ่งเขาเองก็ไม่เคยได้ยินชื่องูเมฆาเจ็ดสีมาก่อนเช่นกัน!

  และถ้าคนอย่างเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ ก็ลืมคนที่ไม่เอาถ่านอย่างเย่หยวนไปได้เลย

“นายน้อยเย่ ท่านไม่เพียงดูหมิ่นท่านอาจารย์เฉินและข้า แต่ท่านยังดูหมิ่นพวกเราที่เป็นนักล่าสัตว์อสูรในที่นี้อีกด้วย! พวกเราในฐานะนักล่าสัตว์อสูร ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตดำรงอาศัยภายใต้กรงเล็บของพวกมัน ก็ยังไม่เคยได้ยินชื่องูเมฆาเจ็ดสีมาก่อน ”

มาถึงตอนนี้ ชายร่างกำยำยิ่งรู้สึกว่า เย่หยวนมาที่นี่เพียงต้องการสร้างปัญหา ไร้ซึ่งอื่นใด เย่หยวนแค่ต้องการให้เขาได้รับอันตรายถึงชีวิต ดังนั้น เขาจึงไม่จำเป็นต้องมีมารยาทกับเย่หยวนอีกต่อไป และต้องการรู้เพียงว่า เย่หยวนมีเจตนาอันใดซ่อนอยู่กันแน่

  ต่างคนต่างมีวิถีชีวิตของตนเอง แม้ว่าชายร่างกำยำจะดูไม่เป็นมิตรอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงแล้ว เขาค่อนข้างฉลาดหัวไวในบางเรื่อง เขาเชื่อว่า เฉินเหมียวจะสามารถช่วยชีวิตเขาได้ เขาจึงไม่พยายามเป็นปฏิปักษ์กับเฉินเหมียว และเลือกที่จะอยู่ฝ่ายเดียวของเฉินเหมียว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังกล่าวอ้างไปถึงกลุ่มนักล่าสัตว์อสูร ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้เย่หยวนจำต้องเผชิญพบกับสถานการณ์ที่ลำบากใจยิ่งขึ้น

แม้ว่าเย่หยวนจะไม่ยอมอ่อนข้อ ถอยให้กับคำกล่าวอ้างของเหล่านักล่าสัตว์อสูรก็ตาม แต่ตระกูลเย่คงไม่ยอมเป็นปฏิปักษ์กับเหล่านักล่าสัตว์อสูรเป็นแน่ในท้ายที่สุด

ผู้คนที่อยู่ที่นี่ ล้วนเป็นเหล่านักล่าสัตว์อสูรทั้งสิ้น หลังจากได้ยินการสนทนาพวกนี้ ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้นทันที

“ถูกต้อง! งูเมฆาเจ็ดสีอะไรกัน! พวกข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน!”

“เป็นถึงทายาทรุ่นที่สองของตระกูล แต่กลับสร้างความขายหน้าให้กับท่านเซียนโอสถเย่ฮานยิ่ง เหอะ นายน้อยเย่! ดูเหมือนว่า ความรุ่งโรจน์ของตระกูลท่าน จำต้องถึงจุดสิ้นสุดในรุ่นนี้เสียแล้ว  งูเมฆาเจ็ดสีอะไรกัน?! ข้าบุกสำรวจทั่วป่าปลิดชีพมากว่าสามสิบปี แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าจะมีสัตว์อสูรชนิดนี้มาก่อน ”

  “พอกันที พอกันที พวกเราไปที่คฤหาสน์ดวงดาวกันดีกว่า หอโอสถที่เลื่องชื่อแห่งนี้คงจะต้องแปดเปื้อนมลทิน เพราะทายาทรุ่นสองคนนี้เสียแล้ว”

  เย่หยวนยังคงยืนนิ่งเงียบ ไม่คิดว่าเฉินเหมียวจะรู้จักเขาดีเช่นนี้  นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจ้าตัวแสบเย่หยวนคงพังร้านไปนานแล้ว ทว่าตอนนี้ เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักนิด ราวกับว่าคนไข้พวกนี้ไม่ได้กำลังก่นด่าว่าร้ายเขา

อย่างไรก็ตาม เย่หยวนหาได้ใส่ใจกับผู้คนมากมายที่พบเจอในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเฉินเหมียวที่มีสีหน้าคมคาย ที่มักอ้างเหตุผลและไม่เกรงกลัวสิ่งใด เขาควรปล่อยให้คนดื้อรั้นเช่นนี้ ต้องพบเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากจึงจะดีที่สุด แต่หากปล่อยให้เรื่องดำเนินต่อไปโดยไม่ลงมือแก้ไขธุรกิจของตระกูลเย่คงต้องถูกทำลายด้วยน้ำมือคนหัวรั้นคนนี้แน่นอน

เย่หยวนกวาดตามองไปยังฝูงชนที่กำลังส่งเสียงโห่ร้องดังสนั่น ก่อนชะงักหยุดอยู่ที่กลุ่มคนที่กำลังโห่ร้องดีใจ  ทีแรก คนพวกนั้นก็โห่ร้องยินดี แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เมื่อประสบพบสายตาของเย่หยวนที่เข้าจับจ้อง พวกเขากลับรู้สึกเย็นสะท้านขวัญขึ้นมาทันที

  ในที่สุด สายตาของเย่หยวนก็ไปหยุดอยู่ที่บุคคลคนหนึ่งที่เป็นคนปลุกปั่นผู้คนให้ไปที่คฤหาสน์ดวงดาว ชายคนนั้นกำลังยืนยิ้มกริ่มหลังเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย  ใบหน้าของเขาเปี่ยมล้นจิตสังหารหอบหนึ่ง สีหน้าเยือกเย็น น่าสะพรึงอย่างบอกไม่ถูก

เขาเป็นชายในวัยกลางคนผู้ดูเฉลียวฉลาด แต่งกายในชุดอาภรณ์เฉกเช่นเดียวกับนักล่าสัตว์อสูรคนอื่นๆ

  ผู้คนรู้จักเขาในนามว่า หลิวอัน แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่า เขาคือไส้ศึกที่ทางคฤหาสน์ดวงดาวส่งเข้าไปแฝงตัวในกลุ่มนักล่าสัตว์อสูร ทุกครั้งที่มีนักล่าสัตว์อสูรพบเจอสิ่งล้ำค่าที่ป่าปลิดชีพ เขามักจะฆ่าและปล้นคนผู้นั้นทันที ก่อนจะส่งสิ่งของมีค่าเหล่านั้นไปยังคฤหาสน์ดวงดาว

ในรัฐฉินนี้ คฤหาสน์ดวงดาว ถือได้ว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของหอโอสถ

แต่จู่ๆ เสียงที่ดังสนั่นอยู่ๆก็เงียบลงในทันที ดั่งเสียงน้ำตกที่จู่ๆน้ำก็หยุดไหลไปซะอย่างนั้น ในขณะนี้ห้องโถงตกอยู่ในความเงียบ จนแม้เข็มสักเล่มตกก็คงได้ยิน ความเงียบช่างน่าสะพรึงกลัว

  หลิวอันที่ตอนนี้ถูกเย่หยวนจับจ้องอยู่ เขาถึงกับขนลุกไปทั่วร่าง ในใจพลางคิดว่า

‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เป็นที่รู้กันไปทั่วว่า ไอ้สวะเย่หยวนนั้น มีพลังปราณเพียงแค่ระดับหนึ่ง และคนที่มีพลังปราณระดับแปดอย่างตน สามารถฆ่าสวะอย่างเย่หยวนให้ตายได้ในฝ่ามือเดียวแท้ๆ แล้วเหตุใดกัน...เขาถึงรู้สึกเกริ่นกลัวขนาดนี้ได้ แม้ยามนี้ยังแทบไม่กล้าหายใจเสียงดังด้วยซ้ำ  ความรู้สึกนี้ราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้สุดน่าสะพรึง?’ 

  แรงกดดันสุดน่าสะพรึงหอบใหญ่ที่ปลดปล่อยออกจากกายเย่หยวน เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน นอกจากผู้คนที่อยู่ในห้องโถงนี้แล้ว เกือบทั้งหมดล้วนสัมผัสได้ถึงรัศมีแรงกดดันนี้ที่แผ่ออกมา นี่เป็นไปได้อย่างไร? ทั้งๆที่สวะเย่อ่อนแอเช่นนี้ เหตุใดจึงสามารถปลดปล่อยแรงกดดันที่รุนแรงมหาศาลเพียงนี้ได้?

หลิวอันรู้สึกราวกับเห็นภาพหลอน ความเงียบที่ยังคงครอบงำห้องโถงแห่งนี้ ย้ำเตือนให้เขาต้องทำอะไรสักอย่าง

  รังสีฉาบเย็นของเย่หยวนที่แผ่สะพัดออกมาทำให้เขารู้สึกอึดอัดเจือนหายใจไม่ออก เขาต้องการออกจากสถานการณ์นี้โดยเร็วที่สุด ด้วยพลังอาณาจักรแก่นแท้แห่งปราณระดับแปดของหลิวอัน กลับถูกข่มด้วยพลังอาณาจักรแก่นแท้แห่งปราณระดับหนึ่งจริงๆอย่างนั้นรึ? ช่างน่าขันสิ้นดี!

  หลิวอันตัดสินใจทำลายบรรยากาศบ้าๆเช่นนี้ลงทันที เร่งระดมรวบรวมพลังปราณทั้งหมดในร่าง แต่ขณะที่กำลังจะอ้าปาก เขากลับเผลอไปสบตากับเย่หยวนเสียก่อน...ทันใดนั้น!

ฟึบ!!

แรงกดดันสุดน่าสะพรึงขุมใหญ่ของเย่หยวน ทะลวงแทรกขึ้นผ่านดวงตาของเขาในทันที

ฝูงชนหันไปตามที่มาของเสียงนั่น และพบว่ามันดังออกมาจากทางหลิวอัน ในเวลานั้น ธารเลือดกระอักพ่นคำโตออกจากปากเขาฉับพลัน ร่างมิอาจทรงตัวจนกระเด็นไปถูกผู้คนจำนวนหนึ่งที่อยู่ด้านหลัง

  เขาพยายามรวบรวมพลังปราณอีกครั้งเพื่อจะเอ่ยปากพูด แต่เย่หยวนก็ได้บีบเคล้นแรงกดดันอีกหอบหนึ่งจู่โจมผ่านทางสายตา และซัดเข้าไปที่ร่างเขาอีกระลอก และนั่นทำให้หลิวอันรู้สึกราวกับว่า หน้าอกของเขากำลังถูกทุบด้วยค้อนขนาดใหญ่ อีกทั้งร่างกายของเขายังได้รับบาดเจ็บมาก่อนด้วย เขากระอักเลือดสดอีกหลายคำไม่หยุดหย่อน และดูเหมือนตอนนี้เขาจะได้รับบาดเจ็บหนักกว่าเดิมอีกด้วย

  “นายน้อย ท่านผู้นี้ดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บสาหัส ไยท่านไม่ให้ท่านอาจารย์เฉินรักษาเขาก่อนล่ะ?”

ลู่เอ๋อดึงแขนเสื้อของเย่หยวน และพูดด้วยความสงสาร

  เย่หยวนคลี่สีหน้าสงสัยทันใด แต่อีกด้านก็รู้สึกดีใจ พลางคิดกับตนเองไปว่า สาวน้อยนางนี้ช่างเฉลียวฉลาดนัก

  ‘ยืมมือฆ่าคนอย่างนั้นรึ?’

เย่หยวนคิดในใจ ก่อนเอ่ยปากขึ้นกล่าวว่า

“อาจดูคล้ายอาการสาหัส แต่แท้จริงแล้ว นักล่าท่านนี้เพียงบาดเจ็บภายในเล็กน้อย ที่หอโอสถของเรามีโอสถบำรุงหัวใจอันเลื่องชื่ออยู่ ให้เขากินโอสถนั่นก็จะดีขึ้นเอง”

รอยยิ้มประดับใบหน้าของเย่หยวนช่างแสนสดใส ขณะจับจ้องไปที่หลิวอัน

  ลู่เอ๋อเห็นสภาพที่สยดสยองของหลิวอัน  ยังไม่ทันที่เย่หยวนจะสั่งจบ นางก็รีบออกจากห้องเพื่อไปเอายา แต่หลิวอัน กลับรู้สึกตกใจสุดขีด

  “ม-ไม่ต้อง มีคนไข้คนอื่นรอก่อนหน้าข้า ให้ข้ารักษาก่อน ดูจะไม่เป็นการสมควรนัก”

หลิวอันกล่าวตอบอย่างรู้สึกผิด

  “นั่นหาใช่เหตุผลไม่ ข้ารู้ว่าท่านไม่เชื่อถือข้า ท่านกล่าวเองมิใช่หรือ ว่าท่านไม่เชื่อถือในคำร่ำลือของหอโอสถแห่งนี้? ข้าเชื่อว่า ทุกคนในที่นี้ ย่อมตระหนักดีว่า โอสถบำรุงหัวใจของหอโอสถแห่งนี้นั้น เลื่องชื่อเพียงใด หากใช้โอสถนี้รักษาอาการบาดเจ็บของท่าน มันต้องได้ผลอย่างแน่นอน”

เย่หยวนกล่าวด้วยความห่วงใย

  เมื่อเขาพูดจบ แม้แต่เฉินเหมียวก็ยังพยักหน้าเห็นด้วย

“ถูกต้องแล้ว คราวนี้นายน้อยเย่กล่าวถูกต้อง แม้ว่าอาการบาดเจ็บของท่านไม่รุนแรงนัก แต่คงไม่ดี หากปล่อยไว้แบบนี้ โอสถบำรุงหัวใจจะช่วยให้อาการของท่านหายดีอย่างแน่นอน”

เย่หยวนกวาดตามองคนอีกสองสามคน แล้วก็ไปหยุดอยู่ที่ร่างของหลิวอัน คนอื่นไม่รู้ว่าเขารู้สึกอะไร พวกเขาจึงไม่ได้สังเกตเห็นว่า มีบางอย่างผิดปกติกับหลิวอัน

  ตอนนี้ เย่หยวนแสร้งแสดงรู้สึกเป็นห่วงหลิวอันมาก แม้จะไม่มีใครรู้ว่า ในน้ำเต้าที่เขาถืออยู่นั้นคือยาอะไร แต่การช่วยเหลือชีวิตคนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มขึ้น ลู่เอ๋อก็วิ่งกลับมาพร้อมกับโอสถบำรุงหัวใจ

“นี่ค่ะ… นายน้อย”

ลู่เอ๋อส่งโอสถให้กับเย่หยวนราวกับอยากได้หน้า

เย่หยวนหันกลับมารับโอสถเม็ดนั้นจากมือลู่เอ๋อ แล้วลูบหัวนาง ยิ้มและพูดว่า

“ลำบากเจ้าแล้วสินะ”

“ไม่ลำบากเลยนายน้อย...”

ลู่เอ๋อส่ายหัวด้วยความเขิน

แล้วเย่หยวน ก็หันไปทางฝูงคน และไม่มีใครเห็น มือที่เคลื่อนไหวของเขา แม้แต่ลู่เอ๋อ

หากมีใครสังเกตมือของเย่หยวน จะพบว่า ยานั่นไม่ได้อยู่ในมือเขา แต่อยู่ด้านบนของฝ่ามือ และในขณะเดียวกัน นิ้วของเย่หยวนก็ขยับด้วยความรวดเร็ว

หลังจากที่พูดคุยกับลู่เอ๋อ เย่หยวนก็เดินตรงไปที่หลิวอัน และส่งโอสถเม็ดหนึ่งให้แก่เขา

“นี่โอสถ… กลืนเข้าไปเร็วๆ”

หลิวอันรับโอสถเม็ดนั้นมา สีหน้าพลันเปลี่ยนไป

‘ไอ้เด็กเหลือขอนี่ มันรู้อะไรมากันแน่? มันไม่เคยเมตตาใครเลย แต่ไฉนจู่ๆก็รู้จักเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น’

หลิวอัน รู้สึกกระวนกระวาย และไม่สบายใจ เขากวาดตามองไปรอบๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ท่านอาจารย์เฉินที่ยืนอยู่ข้างเขา เขารีบลุกขึ้น และพูดว่า

“ท่านอาจารย์เฉิน ข้ามิใช่คนใจแคบ แต่ชื่อเสียงของนายน้อยเย่ไม่ค่อยจะดีนัก ข้าขอบอกจากใจว่า ข้ารู้สึกกังวลยิ่งนัก ท่านอาจารย์เฉิน ได้โปรดตัดสินใจแทนข้าด้วยเถิด!”

  เมื่อเขาพูดเช่นนี้ ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย แต่ลู่เอ๋อทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้

“เจ้านี่ช่างอกตัญญูนัก! นายน้อยตระกูลเย่ ตั้งใจจะช่วยชีวิตเจ้า แต่เจ้ากลับคลางแคลงใจ สงสัยในตัวนายน้อย!”

  “เอิ่ม… ทุกคนรู้ดีว่า นายน้อยของเจ้าเป็นคนอย่างไร ไม่น่าแปลก หากจะสงสัยในตัวเขา?”

ตอนนี้ หลิวอันรีบปฏิเสธที่จะกินโอสถทันที

  เฉินเหมียวหันมองไปที่เย่หยวน ก่อนค้นพบว่าอีกฝ่ายดูนิ่งสงบเป็นอย่างมาก หาได้หัวเสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใด นี่ทำให้เขารู้สึกฉงนใจนัก

พินิจมองไปที่โอสถในมือหลิวอัน เฉินเหมียวหยิบโอสถเม็ดนั้นขึ้นมาพิจารณาและดมกลิ่นเล็กน้อย แล้วพูดว่า

“นี่คือโอสถบำรุงหัวใจจริงๆ เจ้าไม่ต้องสงสัย กลิ่นของมันจะหอมเป็นพิเศษ ประสิทธิภาพของมันควรดีกว่าทั่วไปไม่น้อย หาใช่ว่าข้าต้องการบังคับให้เจ้ากิน แต่อาการบาดเจ็บของเจ้าตอนนี้ไม่เบาเลย หากไม่ระมัดระวัง มันจะมีผลต่อพลังปราณของเจ้าในอนาคต ข้าเพียงแนะนำให้กินโอสถเม็ดนี้ซะ”

หลิวอันงุนงงหนัก เป็นไปได้หรือไม่ว่า หลังจากที่เจ้าเด็กแสบนี่เพิ่งรอดตายมา ตอนนี้นิสัยก็พลันเปลี่ยนไปด้วย?

‘ท่านอาจารย์เฉิน ข้าเองก็รู้จักเขามานาน ท่านเป็นคนมีเกียรติ ไม่มีทางกล้าหลอกลวงข้าแน่’

เมื่อคิดเช่นนั้นหลิวอันจึงกล่าวขอบคุณและตบโอสถบำรุงหัวใจเม็ดนั่นเข้าปากทันที

........................................

devc-1b3c75c7-32954จอมเทพโอสถ: 0005 กระอักเลือด ตอนที่ 5