ตำนานเทพกำราบมาร [Tales of the ancient land]

ตำนานเทพกำราบมาร [Tales of the ancient land]: บทที่ 9 : การเริ่มต้น ตอนที่ 10

#10บทที่ 9 : การเริ่มต้น

"เจ้ากับพ่อแม่เห็นทีคงไม่ได้เจอกันอีกหลายปี ไยจึงไม่ให้พวกท่านตามไปส่ง"

เวยหนิงหลงกล่าวชวนคุยระหว่างเดินข้างเซี่ยหยาง ออกมาส่งเด็กหนุ่มไปยังประตูเมืองตามนัดหมาย คนถูกถามส่ายหน้าตอบ

"อาจารย์ปล่อยให้ข้าอยู่กับพ่อแม่ทั้งคืนแล้ว เท่านั้นก็เกินพอ จริงสิ ดูเหมือนท่านยังบาดเจ็บอยู่ อุตส่าห์เดินมาส่งข้าด้วยตัวเองเช่นนี้ ข้าละอายใจนัก ใต้เท้าเวย"

"เจ้าละอายใจสิ่งใด เจ้าไม่ได้ทำผิด ข้าเลือกเดินมาส่งเจ้าเอง"

ฟังวาจาผู้กล้าหาญ เซี่ยหยางก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย นึกถึงยามที่อีกฝ่ายช่วยเขาเอาไว้โดยไม่มีเงื่อนไข เพียงเพราะความเมตตาส่วนตัว น้ำใจของบุรุษผู้นี้มากมายนัก

"เซี่ยหยาง เงยหน้าขึ้น"

เวยหนิงหลงเห็นกริยา จึงเอ็ดดุ เซี่ยหยางเผลอทำตามน้ำเสียงขรึม เขาเงยมองเวยหนิงหลงเล็กน้อย

"ท่านพูดจาเหมือนพ่อข้าไม่มีผิด"

"พ่อเจ้าเป็นแม่ทัพ ข้าเป็นรองแม่ทัพ ย่อมคล้ายกัน เจ้าก็เถอะ เป็นบุตรแม่ทัพใหญ่ ต้ององอาจกล้าหาญ รู้หรือไม่ว่าแม่ทัพเซี่ยเมื่อครั้นอดีต ยกกำลังพลเพียงแสนกว่า กวาดล้างกบฏ 12 แคว้น ไม่มีล่าถอย คุณงามความชอบใหญ่หลวงนัก กลับไม่เคยผยอง ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ฟูเหริน มารดาเจ้าก็เป็นวีรสตรี เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง เจ้าต้องยึดพวกเขาเป็นแบบอย่าง ห้ามยอมแพ้สิ่งใดง่ายๆ"

"ข้ารู้แล้ว ท่านดูอาวุโสกว่าข้าไม่กี่ปี วาจาอย่างกับตาแก่"

"หึๆ..."

ได้ฟังวาจาของเด็กหนุ่ม ผู้ซึ่งเคยทำหน้าราวกับร้องไห้ตลอดเวลา กินอาหารกลบเกลื่อนความทุกข์ ยามนี้กลับสดใส ปากกล้าใจถึง เวยหนิงหลงก็อดขันใจไม่ได้ เขาเหลือบมองปานแดงใหญ่บนหน้าผากเด็กหนุ่มอยู่ครู่ จดจำได้ว่าปานนั้นแปรเปลี่ยนเป็นรูปเปลวไฟสีแดงทอง วิจิตรงดงามและศักดิ์สิทธิ์ จึงเผลอจ้องอยู่นาน เซี่ยหยางรู้สึกตัวก็รีบปัดผมปิดใบหน้าไว้

"เซียนน้อย ปานของเจ้า หาใช่สิ่งน่าละอาย ผู้ที่ล้อปานเจ้าต่างหาก ทำสิ่งน่าละอาย ทหารของข้า ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วน มีไม่น้อยได้รอยแผลเป็นบนใบหน้า ความสวยงามถูกทำลาย ไปที่ใดก็มีแต่คนหวาดกลัว แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยใส่ใจ เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใด"

ฟังคำถาม เซี่ยหยางก็ส่ายหน้าตอบ ระหว่างนั้น พวกเขาเดินถึงประตูเมืองพอดี เห็นตงจิ้นทงยืนเอามือไพล่หลังมองป้ายชื่อเมือง หันแผ่นหลังให้พวกเขา

"เพราะบาดแผลพวกนั้น เกิดจากการทุ่มเทเสียสละ ปกป้องแผ่นดินเกิด ไม่ให้ศัตรูรุกราน สำหรับพวกเขา บาดแผลเหล่านั้นไม่ใช่ตำหนิ หากแต่เป็นร่องรอยความทรงจำที่น่าภาคภูมิใจ พวกเขาจึงไม่หวั่นไหวต่อสายตาหรือวาจาของผู้อื่น ที่หลงใหลเพียงความงามในเปลือกนอก เมื่อไม่ดูถูกบาดแผลตนเอง ผู้ใดก็ดูถูกไม่ได้"

"...ข้าเข้าใจแล้ว...วาจาของท่าน น่าฟังยิ่งกว่าตาแก่ชุดเหลืองเสียอีก"

"หึๆ เห็นเจ้าปากกล้าเช่นนี้ ข้าค่อยสบายใจ น้องชาย ข้าคงส่งเจ้าได้เพียงเท่านี้"

เวยหนิงหลงกล่าวบอกลา เซี่ยหยางก็นึกใจหาย ครุ่นคิดบางอย่างจึงหันหาผู้อาวุโสกว่า ประสานมือคารวะ กล่าวในสิ่งที่อยากทำมาโดยตลอด หลังจากเห็นเวยหนิงหลงกลับมา

"ใต้เท้าเวย ท่านมีพระคุณต่อข้าใหญ่หลวงนัก ข้าจะไม่มีวันลืม ต้องหาทางตอบแทนพระคุณของท่านแน่ขอรับ"

"เซียนน้อย ถือเสียว่าข้าชดใช้ที่หนิงเฉิงว่ากล่าวดูหมิ่นเจ้า ข้าทำตามหน้าที่ เจ้าไม่ต้องตอบแทนสิ่งใด"

เวยหนิงหลงประสานมือคารวะตอบ แล้วจึงหันไปคารวะตงจิ้นทงที่กลับหลังหันมามองพอดี

"เดินทางปลอดภัย น้องชาย"

รองแม่ทัพหนุ่มกล่าวจบก็หันหลัง เดินกลับจวนในท่วงท่าสง่าผ่าเผย องอาจ น่าเลื่อมใส เซี่ยหยางมองตาม พลันนึกถึงบิดาขึ้นมา บิดาของเขา เมื่อก่อนคงน่าเกรงขามเช่นนี้เหมือนกัน

"มองตาหวานกับบุรุษด้วยกัน ไม่พิลึกไปหน่อยหรือ"

"ท่านสิพิลึก"

เซี่ยหยางหันมาตอบโต้ หน้าตาขึงขังใส่คำหยอกของผู้ที่ตนกราบเป็นอาจารย์ คนถูกย้อนกลับลอยหน้าลอยตา ไม่สนใจ เด็กหนุ่มก็ส่ายหน้าระอา พลันนึกบางอย่างได้พอดี

"อาจารย์ ข้าขอบคุณที่ท่านชุบชีวิตใต้เท้าเวย"

"คนตายไม่อาจฟื้น ไม่มีเซียนใดชุบชีวิตคนตายได้"

"เช่นนั้นทำไมใต้เท้าเวย....."

"เจ้าเอาแต่กอดเวยหนิงหลง ร้องไห้ฟูมฟาย ปล่อยโทสะบังตา พ่นไฟใส่นางมารไม่หยุด ไม่ดูเลยว่าลมหายใจสุดท้ายยังไม่สิ้นสุด โทษความปัญญาทึบของเจ้าเองเถิด"

ฟังตงจิ้นทงกล่าว เขาก็ยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก ไม่ว่านึกเท่าไหร่ เวยหนิงหลงยามนั้นก็สิ้นใจแล้วจริงๆ

"เช่นนั้น ท่านให้ข้าเคารพหลุมศพผู้ใด"

"เวยหนิงหลงไง"

"อาจารย์! ท่านทำข้าสับสนไปหมดแล้ว ท่านบอกว่าใต้เท้าเวยยังไม่ตาย ข้าเข้าใจไปเอง แต่ท่านพาข้าไปเคารพหลุมศพ ทั้งหมดหมายความว่ายังไง ท่านปั่นหัวข้าทำไม"

เซี่ยหยางเริ่มจะมีโทสะขึ้นมา พาไอร้อนวูบกระจายทั่วหมู่บ้าน ตงจิ้นทงจึงเปิดฝากระบอกไม้ไผ่ สาดน้ำใส่เข้าให้ เด็กหนุ่มแม้ขุ่นเคือง แต่ก็ยอมสำรวมอารมณ์ ทว่า...น้ำกลับมีรสแปลก เฝื่อนขม ฉาบหวานปลายลิ้น เซี่ยหยางจึงลูบน้ำจากใบหน้า ตวัดลิ้นชิมรสให้แน่ใจอีกครั้ง

"ข้ารู้ว่าเจ้าชอบน้ำ มังกรก็ชอบน้ำเช่นกัน ตำนานเล่าว่า เทวะมังกร อารักขาทิศตะวันออก ครองธาตุน้ำ มีแหล่งน้ำที่ใด มีชีวิตที่นั่น มังกรตนใดบาดเจ็บ จะจำศีลใต้น้ำ รักษาบาดแผล"

"ตาแก่...ท่านหาได้สาดน้ำธรรมดาใส่ข้าไม่...นี่คือสุรา"

"ดีสิ! สุรามีฤทธิ์ร้อน ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า สดชื่น"

ตงจิ้นทงกล่าวไปหัวเราะไป ชวนให้เซี่ยหยางโมโหระคนระอา เริ่มสับสนแล้วว่าตัวเองคิดถูกหรือผิดที่กราบจอมปลิ้นปล้อนผู้นี้เป็นอาจารย์ ขณะเดียวกัน คำบอกเล่าของอาจารย์ก็ทำเขาคิดหนักเช่นกัน

"ท่านหมายถึง...ใต้เท้าเวย เป็นมังกรจำแลงหรือ?"

"เจ้าเห็นหางเวยหนิงหลงหรือไม่เล่า" อาจารย์ถาม ศิษย์ส่ายหน้าตอบ

"ไม่มีหาง ก็ไม่ใช่ร่างมังกร"

"พูดกับท่านแล้วปวดหัว เชิญท่านเล่นไปคนเดียวเถอะ"

เมื่อไม่ได้ความอะไร เซี่ยหยางก็เลี่ยงอารมณ์หงุดหงิดของตัวเอง กลับหลังหันเดินออกนอกเมืองไป ตงจิ้นทงกลับคว้าบ่าไว้ก่อน

"จะไปไหน ตะวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า แม้ผู้ใดถูกเทพอัคคีให้พรร่างทองคำ ร่างกายก็ยังต้องการข้าวปลาอาหารประทังชีวิต ข้าไม่มีร่างทองคำ ยามนี้ยิ่งหิวจนใส้กิ่ว แขวนท้องรอเจ้าเดินนวยนาดจีบเวยหนิงหลง กว่าจะมาถึงหน้าประตู กินเกี๊ยวน้ำก่อน ค่อยว่ากัน"

ตงจิ้นทงไม่พูดเปล่า ออกแรงดึงเขาทีเดียว ลงนั่งงงในร้านเกี๊ยวน้ำ เด็กหนุ่มเหล่มองอาจารย์แบบไม่ค่อยสบอารมณ์นัก พลันนึกได้ว่านี่คือร้านเกี๊ยวน้ำลุงผอม จริงสิ...เพราะมัววุ่นวายเลยไม่ได้นึกถึงท่านทั้งสอง เด็กหนุ่มรีบตรงดิ่งเข้าหานายหลินกับภรรยาที่กำลังวุ่นวายทำเกี๊ยวน้ำจนลืมสังเกตเขาเช่นกัน

"ลุงผอม ท่านป้า"

"เจ้าเซี่ย! นึกว่าเจ้ากลับหมู่บ้านเซินแล้วซะอีก.....นั่งก่อนๆ"

กริยาของลุงผอมและภรรยาดูแปลกไปบ้าง ยิ่งเห็นว่าเขานั่งกับตงจิ้นทง ยิ่งดูนอบน้อมพิลึกพิกล ทั้งหมดเพราะเขายืนคุยกับเหล่าเซียนเมื่อวานเป็นแน่ เซี่ยหยางใจโหวง ไม่คุ้นชินกับท่าทางของทั้งสอง จึงไม่กล่าวอะไร กระทั่งเห็นชามเกี๊ยวน้ำนับสิบวางลงบนโต๊ะ เขาถึงตาโต อ้าปากค้าง

"ลุงผอม ขอข้า 1 ชามก็พอ"

"เหลวไหล เจ้ากินจุอย่างกับหมู ชามเดียวพอหรือ ถือว่าข้ารับรองท่านเซียนไปด้วยแล้วกัน"

ลุงผอมหยอกกลับ ค่อยทำเขาโล่งใจ ตงจิ้นทงเห็นสีหน้าดีขึ้น ก็หยิบเกี๊ยวน้ำมา 1 ชาม พินิจดูเล็กน้อย

"โบราณว่าไว้ จัดสำรับอาหารรับรองเทพสวรรค์ ย่อมได้พร แต่ข้าหาใช่เทพสวรรค์ไม่ คงให้ได้แค่เหรียญอีแปะพวกท่านกระมัง"

"ท่านเซียนก็กล่าวเกินไป ท่านช่วยหลานชายข้า ช่วยเมืองนี้ไว้ มื้อนี้ข้าเลี้ยง ขอเพียงพวกท่านอิ่มท้องก่อนเดินทางเท่านั้น คนแก่อย่างข้า ไม่ต้องการสิ่งใด"

ลุงผอมบอกเป็นนัยว่ารู้ถึงการเดินทางของเขา เหตุนี้จึงมีสีหน้าแปลกไปจากเดิม ครู่หนึ่ง ภรรยานายหลินก็เดินเข้ามาพร้อมห่อหมั่นโถวใบใหญ่ ยื่นส่งให้เด็กชาย

"เจ้าติดตัวไว้เผื่อหิวกลางทาง"

"ขอบคุณขอรับ พวกท่านทั้งสองใจดีกับข้ามาก ชาตินี้ข้าจะไม่ลืมเลย"

เด็กชายเซี่ยหยางรับห่อผ้ามาเก็บไว้ มอบรอยยิ้มอย่างจริงใจให้สหายบิดามารดา แล้วจึงจัดการเกี๊ยวน้ำเบื้องหน้านับสิบชามในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป ซ้ำนายหลินยังตามใจ ยกมาเติมให้เรื่อยๆ ตงจิ้นทงที่กินไปเพียง 2 ชาม นั่งกอดอกมอง รออย่างใจเย็น เมื่อล่วงเข้ายามเฉินแล้ว เซี่ยหยางถึงยอมอิ่ม นับได้ราวยี่สิบห้าชาม

"กินขนาดนี้ เจ้ามีเงินจ่ายหรือ"

"อาจารย์ ลุงผอมเพิ่งบอกว่าไม่คิดเงิน ท่านก็อย่าคิดมาก อีกอย่าง ข้าเห็นท่านส่งถุงเงินให้พ่อแม่ ไม่ใช่ว่าท่านมีอยู่แล้วหรือ"

"นั่นเป็นเงินขายแร่เหล็กที่พ่อเจ้าเก็บมา หาใช้เงินข้า เซียนไม่พกเงิน"

ได้ฟังคำพูดอาจารย์ เซี่ยหยางก็จ้องนิ่งเงียบ จ้องจนตงจิ้นทงเลิกคิ้วสูง

"มองหน้าข้าทำไม"

"เลิกเป็นศิษย์ท่าน ต้องทำยังไง"

"หลับตาแล้วข้าจะบอกเจ้า"

ฟังคำตอบ เด็กหนุ่มก็หลับตาลง พลันกำปั้นแข็งๆก็เขกลงหน้าผากโดยแรงจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เซี่ยหยางถูหน้าผากร้องโอดโอย ซ้ำยังถูกตงจิ้นทงหิ้วคอเสื้อพาเดินออกจากร้านไปด้วยกันทั้งอย่างนั้น

"ลุงผอม ท่านป้า ขอบคุณมากขอรับ ขอบคุณ!"

เด็กชายส่งเสียงบอก ก่อนจะถูกเซียนจวินพาเหาะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่ามกลางสายตาทึ่งของสองสามีภรรยาร้านเกี๊ยว ลับหลังแล้ว นายหลินเช็ดโต๊ะ เก็บชามตามปกติ กลับปัดของบางอย่างตกลงพื้นโดยไม่ตั้งใจ เมื่อก้มลงดู จึงพบก้อนท้องคำเท่ากำปั้น สองสามีภรรยามองหน้ากันอย่างตื่นตะลึง

------------------------------------------

ตงจิ้นทงหิ้วคอเสื้อพาเซี่ยหยางเหาะข้ามเมฆก้อนใหญ่ ผ่านเขาลูกแล้วลูกเล่า จนแสงตะวันแรงกล้า ก็ยังไม่มีท่าทีถึงจุดหมาย เด็กหนุ่มยกมือบังแสงอาทิตย์ไว้ พลางกวาดตามองสถานที่ด้านล่าง เขาพบว่าตนเองอยู่เหนือแม่น้ำสายใหญ่เส้นเดิม ที่ไหลจากยอดเขาหมู่บ้านเซิน ซ้ำยังแปลกประหลาด ไม่ลดเลี้ยวเคี้ยวคดตามกระแสน้ำ กลับทอดยาวเป็นทางตรงไป เกินกว่าจะคาดเดา ไม่คุ้นสายตา

"อาจารย์ ท่านหายตัวได้ไม่ใช่หรือ ท่านพาข้าเหาะตั้ง 2 ชั่วยามทำไม"

"เย็นไว้เจ้าหนู ข้าพาเจ้าเหาะชมวิว ให้เจ้าเตรียมใจก่อนถึงแดนบรรพกาล ที่แห่งนั้นไม่มีปีกของพ่อแม่เจ้าคอยคุ้มครอง หาผู้น้ำใจงามอย่างเวยหนิงหลงก็ยากเย็น เจ้าเตรียมพร้อมให้ดีเถิด"

คราวนี้น้ำเสียงตงจิ้นทงไม่มีหยอกล้อ เซี่ยหยางจึงหยุดถาม กวาดสายตามองด้านล่างอีกครั้ง เขาพบว่าแม่น้ำสายใหญ่หายไปในเขาใหญ่โตลูกหนึ่ง อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ยอดสูงเทียมฟ้า ราวกับว่า แค่เขาเอื้อมมือก็หยิบยอดใบไม้ถึง ทั้งที่ก่อนหน้า ป่าเหล่านั้นอยู่ใต้กลุ่มเมฆ ห่างไกลแทบมองไม่เห็น เดาแทบไม่ออกว่าต้นไม้ในเขาลูกนี้มหึมาเพียงไหน

ไม่นานนัก อาจารย์ก็พาเขาร่อนลงสู่ด้านล่าง ผ่านหมู่แมกไม้เขียวชอุ่มร่มรื่น และเป็นอย่างที่เซี่ยหยางคาดเดา ต้นไม้เหล่านี้สูงกว่าต้นไม้ในหมู่บ้านเซินเป็นสิบๆเท่า หน้าตาก็สวยงามแปลกประหลาด ไม่เคยพบในที่แห่งไหนมาก่อน เขาถูกพาลงยืนเบื้องหน้าตำหนักหินสีเทา ใหญ่โตเทียมยอดไม้ มีบันไดหินทอดยาวสูงชัน นับมือได้หลายร้อยขั้น 2 ฟากฝั่งตรงเชิงบันได มีชายวัยกลางคน รูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง สวมอาภรณ์สีดำสนิท ถือทวนยืนอยู่ บรรยากาศเงียบ ชวนขนลุก

"ตามข้ามา นอกจากข้า ผู้ใดไม่ถาม ห้ามโต้ตอบ"

อาจารย์สั่ง ศิษย์พยักหน้ารับ แล้วจึงเดินตามผู้อาวุโสขึ้นบันได ทว่า ชาย 2 คนหน้าประตูยกทวนขวางไว้ทันที ทั้งยังเลื่อนสายตามองตงจิ้นทงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

"ไม่สวมอาภรณ์เซียน ห้ามเข้าสำนักเทียนซาน"

สำนักเทียนซาน? เซี่ยหยางทวนคำตามในใจ มองอาภรณ์เหลือง ลายเต๋าแปดแฉกของผู้เป็นอาจารย์ ก็นึกรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก ว่าแต่...อาจารย์ของเขายืมอาภรณ์ผู้อื่นทั้งที ไยไม่ยืมที่ดูปกติกว่านี้สวมใส่กัน

"เซียนบำเพ็ญตบะเป็นอาภรณ์ สวมใส่สิ่งใด สำคัญหรือ"

"หากเป็นเช่นนั้น ไยไม่ยอมถอดอาภรณ์มนุษย์ออก"

แต่แล้ว น้ำเสียงดุขรึมของคนผู้หนึ่งก็โพล่งขึ้น พลันปรากฏร่างชายวัยหนุ่มกลางอากาศ รุ่นเดียวกับเวยหนิงหลง รูปร่างใหญ่โต สวมอาภรณ์แดงฉานตลอดร่าง ยาวกรุยกราย วิจิตรงดงาม ปรากฏกายเบื้องหน้าพวกเขา เบื้องหลังชายถือทวนทั้งสอง เซี่ยหยางจึงเห็นรูปโฉมถนัดตา ทั้งที่หล่อคมคาย แววตากลับดุดัน แผ่รังสีมืดมนประหลาด ชวนอึดอัด น่าสนใจก็เพียงรูปเปลวไฟสีแดงกลางหน้าผาก ชายผู้นั้น มองอาจารย์ของเขา ไม่มีเคารพยำเกรง

"ซีหยาง เจ้าจะให้ข้าแก้ผ้าเข้าพบเจ้าสำนักหรือ"

"ท่านกล้าหรือไม่เล่า"

คราวนี้ วาจายียวนของตงจิ้นทง ไม่มีผลต่ออารมณ์ของผู้ที่ถูกเรียกว่าซีหยาง ทั้งยังมองท้าทายกึ่งดูหมิ่นผู้อาวุโสกว่าจนเซี่ยหยางนึกขุ่นใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่ ก็ทำทีก้มลงคล้ายกระซิบอาจารย์ กลับพูดเสียงดัง

"อาจารย์ พี่ชายท่านนี้สวมชุดแดง ข้างในมีงานแต่งงานหรือ"

ได้ฟังวาจา ซีหยางก็หน้าตึง มองเซี่ยหยางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ฝ่ายตงจิ้นทงยิ้มขบขัน

"ฉลาดสมกับเป็นศิษย์ข้า ซีหยาง เจ้าสวมชุดเจ้าบ่าวเช่นนี้ เจ้าสาวอยู่ที่ไหนเล่า ขอข้าดูหน้านางหน่อย"

"เลอะเทอะ ในเมื่อพวกเจ้ามีตาแต่ไร้แวว ข้าจะกล่าวให้ฟัง อาภรณ์แดงของข้านั้น คือพลังวิญญาณไฟ พลังประจำกายของข้า ผู้ซึ่งมีรากวิญญาณเทพบรรพกาล ปฐมเทพผู้สร้างจักรวาล มหาเทพหงหยาง"

ขณะเล่า ซีหยางก็ยืดอกพึงใจ ก่อนจะผายฝ่ามือร่ายอาคม เปิดเผยกระบี่ด้ามยาวราว 2 ศอก คมดาบสีเหลืองนวลแวววับดั่งแสงตะวันจันทราหลอมรวม แผ่ไอร้อนราวกับเตาไฟ ดึงดูดสายตาเซี่ยหยางมองไม่กะพริบ เมื่อความวิจิตรของมัน สะกดใจของเขาให้รู้สึกแปลก แต่ทว่า ไม่ทันได้พิจมองถ้วนถี่ ซีหยางก็กำกระชับกระบี่ ตวัดเพียงนิด อาภรณ์นักพรตสีเหลืองสว่างของตงจิ้นทงก็ขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี เหลือเพียงอาภรณ์ชั้นในสีขาว ตงจิ้นทงจึงถอนใจยาว ร่ายอาคมเปิดเผยอาภรณ์สีน้ำเงินคราม พลิ้วไหว วิจิตร ดั่งระลอกคลื่นน้ำ พาให้เซี่ยหยางตาโตตะลึงค้าง

"นามของข้า คือซีหยาง ใช้แซ่สำนักผู้ชุบเลี้ยง ใช้นามมหาเทพหงหยาง ผู้ซึ่งมอบพร แบ่งเสี้ยววิญญาณศักดิ์สิทธิ์แก่ข้า ยังมีสิ่งใดที่พวกเจ้ากังขาอีกหรือไม่"

"ไม่มี ที่เจ้าเล่ามา ข้าไม่ได้ถาม เจ้าใช้กระบี่เลี่ยงเทียน เทวะอาวุธของปฐมเทพเพียงเพื่อบั่นอาภรณ์มนุษย์ โอ้อวดเกินไปกระมัง"

ตงจิ้นทงตอบกลับ ไม่ยี่หระการอวดเบ่งของอีกฝ่าย เซี่ยหยางเองก็ไม่รู้ว่าคำเหล่านั้นยิ่งใหญ่เพียงไหน เด็กหนุ่มจึงกะพริบตาปริบๆ แววตาฉงน ซีหยางจึงเกิดโทสะ แผ่ไอร้อนวูบกระจายทั่วป่า ยกกระบี่ชี้หน้าสองศิษย์อาจารย์ ทันใดนั้น กระแสเย็นฉ่ำดุจสายน้ำก็โอบล้อมสถานที่ ห้ามปรามไอร้อน ปรากฏทวนวงเดือนด้ามยาวราว 4 ศอก ปัดกระบี่เบี่ยงทิศไป ซ้ำทวนยังแผ่ไอเย็นคละกลิ่นน้ำปะทะจมูกเซี่ยหยาง ตามมาด้วยชายหนุ่มผู้หนึ่ง รูปร่างสูงชะลูดสง่างาม สวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อน ปรากฏตัวด้านข้างซีหยาง

เท่านั้นไม่พอ เด็กหนุ่มยังสัมผัสถึงสายลมอ่อน เคล้ากลิ่นไอดิน อบอวลโดยรอบ ไม่นานนัก ชายรูปร่างสูงใหญ่ สวมอาภรณ์เทา และหญิงสาวท่วงท่าสง่างาม สวมอาภรณ์ขาวล้วน ก็พากันปรากฏกายกลางอากาศ ยืนเป็นเรียงหน้ากระดานบนขั้นบันไดเดียวกัน เซี่ยหยางเผลอตกตะลึงกับความวิจิตรตระการตาเบื้องหน้า อาภรณ์ของพวกเขาล้วนเบาบาง พลิ้วไหว อ่อนละมุน เห็นเพียงผาดเดียวก็รู้ว่าเป็นเทพสวรรค์ โดยเฉพาะอาภรณ์ขาวล้วนของสตรีผู้เลอโฉม ชวนให้เขานึกถึงอาภรณ์ของไป๋อวิ๋นขึ้นมา

"เจ้าเด็กขี้โมโห ภูมิใจกับความยิ่งใหญ่ของตัวเองเถิด แค่ข้าพาเจ้ามาลงบันทึกว่าเป็นศิษย์ 4 ผู้คุมกฎเซียนยังออกมารับเจ้ากันเกือบทุกคน น่าตื้นตันใจ"

วาจาลูบคมของตงจิ้นทง ทำคนฟังล้วนขุ่นมัว โดยเฉพาะซีหยาง แต่ก็พากันสำรวมอารมณ์ไว้ เมื่อได้ยินว่าผู้อาวุโสสามแห่งสำนักตงซาน พาศิษย์มาฝากตัว

"ผู้น้อย เป่ยอวิ๋น คารวะผู้อาวุโส"

สตรีผู้เลอโฉมกล่าวน้ำเสียงนุ่มนวลด้วยรอยยิ้มสุภาพ พลางกวาดตามองเซี่ยหยางอย่างพิจารณา

"ผู้อาวุโสตง ผู้น้อยต้องขออภัยแทนซีหยาง ที่เคร่งครัดกฎจนล่วงเกินท่าน"

"ผู้น้อย หนานเหอ ขออภัยแทนซีหยางด้วยเช่นกัน" ชายผู้สวมอาภรณ์ฟ้ากล่าว

"ผู้น้อย ตงลู่ ขออภัยแทนสหาย ผู้อาวุโสโปรดอย่าถือสา" ชายผู้สวมอาภรณ์เทากล่าว

"อาจารย์ ข้าว่าพวกเขาออกมารับท่านต่างหาก"

เซี่ยหยางก้มลงกระซิบ บังเอิญเหลือบเห็นบางคนจ้องมองปานแดงบนหน้าผาก เขาก็รีบดึงผมปิดไว้โดยเร็ว ตงลู่เห็นดังนั้น จึงก้าวออกมาข้างหน้า ดันทวนของชายชุดดำออกห่างให้เปิดทางเข้า หนานเหอเข้าใจกริยา ก็รีบรั้งซีหยางหลบฉาก เป่ยอวิ๋นก็เลี่ยงหลบไม่ต่างกัน

"น้องชาย เจ้าเรียกผู้อาวุโสสำนักตงซานว่าอาจารย์ ย่อมเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับข้า แต่อาภรณ์ของเจ้ามีกลิ่นอายมนุษย์ ไม่อาจก้าวล่วงเขตเซียนได้ อภัยให้ข้าที่ต้องล่วงเกินเจ้าด้วย"

กล่าวจบ ผู้มีนามว่าตงลู่ก็ร่ายอาคม วาดฝ่ามือเหนือร่างกายของเขา แปรเปลี่ยนอาภรณ์สีหม่นธรรมดา กลายกลับเป็นอาภรณ์สีน้ำตาลอ่อน ลื่นละมุน ทอประกาย เซี่ยหยางก้มลงมองตื่นตาตื่นใจ เสียก็แค่ทรงผมยุ่งเหยิงของเขา ถูกรวบเป็นมวยสูง เปิดใบหน้าหมดสิ้น ไม่เหลือปอยผมไว้ปิดบังหน้าผาก ตงจิ้นทงเมินหนี ส่งเสียงหยันในคอ

"ฟุ้งเฟ้อ ยุ่งยาก"

"ผู้อาวุโส ท่านอย่ารั้นไปหน่อยเลย ชุดนี้เป็นชุดสำหรับเซียนฝึกหัด เดิมทีต้องสวมก่อนเข้าไปลงบันทึกอยู่แล้ว ท่านยอมสักหน่อย ทุกอย่างจะง่ายขึ้น เจ้าหนูเองหน้าตาอ่อนล้า คงอยากกลับสำนักไปพักผ่อนเต็มทน พวกท่านรีบตามข้ามาเถิด"

กล่าวจบ ตงลู่ก็เดินนำทางไป ตงจิ้นทงจึงพยักเพยิดให้เซี่ยหยางเดินนำหน้า ตนเองเป็นฝ่ายเดินตาม คล้อยหลังทั้งสามแล้ว เป่ยอวิ๋น ซีหยาง และหนานเหอ ต่างมองหน้ากัน โดยเฉพาะซีหยาง ยิ้มเยาะเหยียดหยัน

"ตาแก่หัวดื้อนั่น มีเซียนเพียบพร้อมทั้งพลังวิญญาณ ไอเซียน กลับไม่เคยรับ ครั้งนี้เลือกมนุษย์ธรรมดา ไร้ไอเซียน กระดูกเซียน ซ้ำยังมีปานแดงใหญ่เป็นตำหนิ เห็นที ฝึกตบะไม่เท่าไหร่ ก็สิ้นใจเสียก่อนกระมัง"

"เจ้าอยู่เงียบๆเถอะ ซีหยาง เจ้าก็รู้ว่าผู้อาวุโสตงเป็นสหายของอาจารย์ เกิดท่านหมั่นไส้เจ้าขึ้นมา บอกอาจารย์ว่าเจ้าหยาบคายเพียงไหน อย่าหาว่าข้าไม่เตือน" หนานเหอรีบปราม ซีหยางเลยทำเสียงขัดใจในคอ

"หนานเหอ คราวนี้ข้ากลับเห็นด้วยกับซีหยาง หนทางฝึกเซียนนั้นยากลำบาก มนุษย์ธรรมดาไม่อาจรับได้ น่าเป็นห่วงน้องชายผู้นั้น"

"พวกเจ้าจะห่วงทำไม ตงจิ้นทงรู้ดีแก่ใจ ในเมื่อดื้อรั้น ฝืนทุกกฎแดนเซียน ก็รับผิดชอบชีวิตเด็กนั่นเองเถิด ลำพังมีปานเทอะทะบนหน้า ก็น่าเวทนาอยู่แล้ว ยังถูกเซียนแก่หลอกใช้อีก โชคร้ายเสียจริง"

กล่าวจบ ซีหยางก็หายตัวไปกลางอากาศ ปล่อยให้เป่ยอวิ๋นและหนานเหอมองหน้ากันอย่างกลัดกลุ้มใจ

devc-75d0bbbd-32992ตำนานเทพกำราบมาร [Tales of the ancient land]: บทที่ 9 : การเริ่มต้น ตอนที่ 10