อ๋องมัจจุราชกับชายาแพทย์ลูกแฝด: ตอนที่ 6 ทวงหนี้ ตอนที่ 6
อีกฝ่ายเบี่ยงตัว แขนยาวคว้าหมับ ซูหลีอวี่ถูกเขาหิ้วอยู่ในมือราวกับลูกไก่อย่างไรอย่างนั้น
มือใหญ่ยกขึ้นเหนือศีรษะ แต่วินาทีต่อมากลับขมวดคิ้วผงะ ตามด้วยลดมือลงช้า ๆ
ใบหน้าของเขายังคงสวมหน้ากากจ้าวแห่งขุมนรก แผ่ความเย็นเฉียบออกมาจากรอบตัว ทำให้เขาแทบจะปราศจากกลิ่นอายความเป็นมนุษย์
“คนชั่ว เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย!”
ซูหลีอวี่ดึงหมวกผ้าสีครามบนศีรษะออก ชี้จมูกด่าทอ “เจ้าทำให้ข้าอนาถมากรู้ไหม หลายปีนี้ข้าลำบากตรากตรำดิ้นรนแค่ไหน เจ้ารู้บ้างไหม”
“เจ้า...ใช่เจ้าเมื่อสี่ปีก่อนจริง ๆ หรือ” ดวงตาภายใต้หน้ากากของอิ๋งเจินเพ่งเล็ง นัยน์ตาลุ่มลึกซับซ้อนเล็กน้อย
เขานึกไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นคนนั้นเมื่อสี่ปีก่อนจริง!
มิน่าเขาถึงรู้สึกคุ้น
ความจริงเมื่อสี่ปีก่อนเขาเคยย้อนกลับไปหา เพียงแต่คนที่นั่นต่างบอกว่าไม่เคยเห็นนาง
สถานที่เช่นนั้น การที่ผู้หญิงตายจะถูกหามไปฝังลวก ๆ คือเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
เขานึกว่านางตายไปแล้ว
แต่เวลานี้นางกลับกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงหน้าเขา ทั้งยังชี้จมูกด่าทอเขาอีก
ชั่วขณะ อิ๋งเจินอารมณ์สับสนประมาณหนึ่ง
เขาค่อย ๆ คลายมือที่หิ้วนางอยู่
“สี่ปีก่อน เจ้าไม่ได้รอรับแขกอยู่หรือ ผู้ชายคนไหนก็เหมือนกันไม่ใช่หรืออย่างไร”
“จะเหมือนกันได้อย่างไร” ซูหลีอวี่พูดด้วยความโกรธ “เดิมทีข้าถูกคนชั่วทำร้าย และเจ้าก็ฉวยโอกาสตอนที่ข้ากำลังลำบาก นี่ยังไม่นับ ยังจะทารุณกรรม ทำจนอีกวันข้าเกือบจะหนีออกไปไม่ได้แล้ว!”
แต่ที่น่าแค้นกว่าคือ เจ้าไม่ให้เงินข้าสักแดง!
ต่อให้ข้าขายตัว เจ้านอนกับข้าแล้วก็สมควรให้เงินไม่ใช่หรืออย่างไร!
วันนั้นพอตื่นขึ้นมา นางปวดเมื่อยไปทั้งตัว ขนาดเดินยังเดินลำบาก
ถ้าไม่ใช่เพราะมีจิตใจมุ่งมั่น แข็งใจปีนกำแพงออกไป นางอาจหนีออกไปจากหออี๋ชุนไม่ได้
นั่นคือต้องขายตัวอยู่นั่นแล้วจริง ๆ!
พอได้ยินซูหลีอวี่กล่าวเช่นนี้ อิ๋งเจินเริ่มเข้าหน้าไม่ติด
คืนวันนั้นเขามิได้มีเจตนาเช่นนั้น เพียงแต่นางหอมหวานนัก เขาจึงหักห้ามใจไม่อยู่
หลังจากฤทธิ์ยาหมดก็ยังต้องการอีกหลายครั้งอย่างอดใจไม่ได้
เวลานี้ซูหลีอวี่เดือดดาลสุดขีดจนแก้มแดง
ใต้ลำคอขาวเนียน ส่วนบนจากช่วงเอวสั่นระริก
อิ๋งเจินเหลือบมองแวบหนึ่ง สายตาเฉียบคม ใหญ่กว่าเมื่อสี่ปีก่อน!
เห็นเขาไม่พูด หนำซ้ำยังจ้องตัวเองอีก ซูหลีอวี่โมโหหนักกว่าเดิม
ผู้ชายบ้ากาม!
ซูหลีอวี่ถอยหลังก้าวหนึ่ง แล้วเอามือทั้งสองข้างปกป้องตัวเอง
“เจ้าชิงความบริสุทธิ์ของข้า ทำให้ข้าขายไม่ออก แต่งงาน ๆ มีกินมีใช้มีที่พึ่งพา เจ้าชิงต้นทุนที่ข้าจะได้มีกินมีใช้ หรือว่าเจ้าไม่รู้สึกผิดสักนิด ไม่รู้สึกติดค้างข้าสักนิดเลยหรือ”
ซูหลีอวี่พูดยาวออกมาเป็นพรวน ประกอบกับสีหน้าท่าทางเศร้าสร้อย น้ำตาไหลพราก ๆ ทำจนอิ๋งเจินอึ้งไปเลย ปล่อยข้อมือนางและพูดอย่างละอายว่า “เช่น...เช่นนั้นเจ้าจะเอาอย่างไร”
“อย่างน้อยต้องจ่ายเงินคืนวันนั้นให้ข้า” ซูหลีอวี่ขมวดคิ้วทำปากจู๋อย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม “บัญชีเช่นนี้เจ้าก็จะแปะหรือ”
“แต่ข้าไม่เคยพกเงินกับตัว” อิ๋งเจินพูดเสียงฝืด “พรุ่งนี้ข้าจะให้คนส่งมา”
“พรุ่งนี้หรือ” ซูหลีอวี่ตะคอก “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ารีบใช้คืนนี้ ข้ามีอยู่แค่สามตำลึงยังถูกคนรีดไถเอาไป ซวยซ้ำซวยซ้อนจริง ๆ!”
“ใครรีดไถเงินของเจ้า” อิ๋งเจินดวงตาเย็นชาฉับพลัน
“ก็เจ้าคนเลี้ยงม้าสมควรตายนั่น” ซูหลีอวี่พูด “ช่างเถอะ พูดไปเจ้าก็ไม่รู้ รีบให้เงินข้าเร็ว ๆ เถอะ”
“ข้าไม่มีจริง ๆ!”
“อะไรนะ” ซูหลีอวี่กระชากสาบเสื้อของอิ๋งเจิน จุกปากพูด “เจ้าหรือจะไม่มีเงิน เจ้าใหญ่คนโต! แค่ชุดผาวขลิบเงินปักทองนี่ก็หลายสิบหลายร้อยตำลึงแล้วกระมัง อาหารมื้อใหญ่นี่เจ้าจะกินกี่ปี ไม่เคยเห็นคนหน้าไม่อายเยี่ยงเจ้ามาก่อนเลย!”
ดวงตาภายใต้หน้ากากจ้าวแห่งขุมนรกเย็นลง จิตสังหารก่อเกิด
“ทำไม เจ้ายังคิดจะฆ่าข้าหรือ”
ซูหลีอวี่พูดดูถูกดูแคลน “ใช่สิ พอข้าตายแล้ว เรื่องที่เจ้าติดหนี้ราคะก็จะไม่มีคนรู้ เจ้าฆ่าข้าเสียเถอะ จะได้ไม่ต้องเล่าลือให้อับอาย”