อ๋องมัจจุราชกับชายาแพทย์ลูกแฝด: ตอนที่ 8 ให้เขาไปปล้น ตอนที่ 8
“ไม่ใช่ของเจ้าแล้วจะเป็นของข้าหรือ”
คนตัวเตี้ยเหล่ตามอง “อย่ามาถามให้มากความ รีบ ๆ ทำงานเข้า ม้าศึกพวกนี้เป็นของรักของหวงไต้อ๋องแคว้นเสวียนเรานะ จะมาตรวจสอบทุกวัน ถ้าเจ้าทำไม่สะอาด ทำให้ท่านปู่ม้าศึกพวกนี้ไม่สบาย เช่นนั้นคือหัวต้องหลุดออกจากบ่า พวกเราไม่รับแทนเจ้าหรอก!”
ซูหลีอวี่ขานรับ “รู้แล้ว” หยิบไม้กวาดที่ตักผงเดินไปทางคอกม้าต้อย ๆ
ตลอดทั้งวัน ซูหลีอวี่เหน็ดเหนื่อยสุดเหวี่ยง
ฮ่องเต้แคว้นเสวียนอิ๋งเจินไม่มา ย่อมต้องทำความสะอาดขนาดนี้
เห็นฟ้าพลบค่ำแล้ว ถึงช่วง ‘เลิกงาน’ แค่คิดว่าไปรอจ้าวแห่งขุมนรกเอาเงินมาส่งที่ภัตตาคาร ‘หรูอี้’ ก็อดดีใจไม่ได้ ไม่สนใจว่าจะมีสิ่งปฏิกูลและหญ้าอยู่เต็มหัว กระโดดไปนั่งรถม้าขนหญ้ากลับเข้าเมืองทันที
ครั้นมาถึงภัตตาคาร ‘หรูอี้’ ผู้ดูแลนึกว่านางเป็นขอทานจึงกางแขนขวางประตูเอาไว้
ซูหลีอวี่เช็ดคราบแห้งและฝุ่นโคลนบนในหน้า บอกผู้ดูแลร้ายว่ามีแขกสำคัญกำลังรอนางอยู่
ผู้ดูแลเห็นว่าเป็น ‘ลูกจ้างไม่เต็มเวลา’ คนเมื่อวานจึงให้นางเข้าไป
พอเดินมาถึงห้องที่ใหญ่ที่สุดของชั้นสาม ซูหลีอวี่ก็ชะโงกหัวเข้าไปข้างใน
ข้างในมีเสียงเคร่งขรึมทุ้มต่ำดังออกมา “ไยไม่เข้ามาเล่า จะทำลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่นั่นทำไม”
ที่แท้จ้าวแห่งขุมนรกก็อยู่ข้างในแล้ว
ซูหลีอวี่จึงยืดตัว วางมาดเจ้าหนี้ ก่อนจะเดินอาด ๆ เข้าไปและพูดว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน ต้องป้องกันสักหน่อย”
“หึ กลัวแล้วหรือ” อิ๋งเจินหัวเราะภายใต้หน้ากากเย็นยะเยือก รูปร่างสูงโปร่งนั่งตรงอยู่หน้าโต๊ะ ดื่มสุราตามลำพัง
“ถ้าเจ้าเป็นโจรห้าร้อยข้าก็แย่สิ” ซูหลีอวี่สีมือ “ทางการจะคิดว่าข้าเป็นพวกเดียวกับเจ้า”
“นกตายเพราะอาหาร คนตายเพราะทรัพย์” อิ๋งเจินหัวเราะเสียงเย็น “แต่เจ้าก็ยังมามิใช่หรือ”
“ความจริงเพราะข้าจนด้วยหนทางแล้วต่างหาก” ซูหลีอวี่ทำแก้มป่องแบบจนใจ “ไม่ต้องพูดมาก จ่ายที่ติดหนี้มา”
ยื่นมือเรียวข้างหนึ่งไปตรงหน้าเขา
“ช่างเป็นหนี้ราคะจริง ๆ” อิ๋งเจินน้ำเสียงเหน็บแนม เขามองฝ่ามือนั้นทีหนึ่ง ในฝ่ามือมีตุ่มเลือดที่เสียดสีจนแตก แววตาเย็นมืดฉับพลัน
ซูหลีอวี่แก้มแดง นางก็ไม่อยากทวงหนี้ราคะกับชายแปลกหน้าเหมือนกัน ดีที่ใบหน้าของนางเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด จึงบดบังใบหน้าเอาไว้ มีความกล้ามากขึ้น
อิ๋งเจินทิ้งถุงผ้าใบหนึ่งลงบนโต๊ะ
ซูหลีอวี่หูผึ่ง เสียงถุงผ้าตกลงโต๊ะไม่ค่อยดังนัก ในใจจึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
นางคว้าถุงผ้ามา มันค่อนข้างเบาจริง ๆ นางเปิดออกดูอย่างรวดเร็ว ในนั้นมีเพียงเศษเงินไม่ถึงสิบตำลึงเท่านั้น
“เจ้า เจ้า เจ้า...” ซูหลีอวี่โมโห “ทำไมน้อยอย่างนี้ล่ะ วันนี้เจ้าปล้นมาได้เท่านี้หรือ”
“อะไร” อิ๋งเจินเงยหน้าขึ้น “...ปล้น?”
ซูหลีอวี่ไม่อาจสนใจเรื่องการสำรวม นางดึงเก้าอี้นั่งตรงข้างเขาและพูดว่า “เจ้าไม่ใช่โจรห้าร้อยหรือ ไม่ได้ปล้นมาแล้วจะได้มาอย่างไร จะอย่างไรเจ้าก็ปล้นมาให้มากหน่อยสิ ข้ารีบร้อนจะใช้เงินนะพี่ชาย!”
“เจ้าจะเอาเงินมากมายเช่นนั้นไปทำอะไร” อิ๋งเจินขมวดคิ้วพูด “เงินพวกนี้พอใช้หนึ่งเดือนแล้ว”
“แต่...” ซูหลีอวี่อยากให้เด็ก ๆ เข้าสำนักศึกษา จึงพูดด้วยความร้อนใจทำเสียเรื่อง “สรุปแล้วก็คือน้อยไปหน่อย ไม่พอก็คือไม่พอ!”
อิ๋งเจินหรี่ดวงตาลุ่มลึก “นั่นเพราะวันนี้ข้า...ข้าดวงไม่ดี ปล้น...มาได้เท่านี้”
ซูหลีอวี่กัดไม่ปล่อย “เมื่อวานข้าได้ยินพวกเจ้าบอกว่าจับตาดูท่านหกท่านสี่ ยังตามพวกเขาไปนอกเมืองอะไร...”
พอได้ยินดังนั้น อิ๋งเจินลงมือบีบคอนางทันที ตวาดเสียงกร้าว “บัดซบ เจ้าได้ยินอะไรบ้าง”