ระบบปั้นอัจฉริยะ : Scholar's Advanced Technological System: ระบบปั้นอัจฉริยะ Scholar's Advanced Technological System ตอนที่ 56
บทที่ 442 จิตใจของมนุษย์เล็กเพียงนิดหากเทียบกับจักรวาล
วิทยานิพนธ์ของพีอาร์เอ็กซ์ยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องกับอุตสาหกรรมฟิสิกส์ ในขณะที่คณะกรรมการโนเบลสาขาเคมีกำลังถกเถียงกันว่าลู่โจวควรได้รับรางวัลหรือไม่
ลู่โจวได้รับโทรศัพท์หลายสายและอีเมลจำนวนมากในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
เพื่อนนักฟิสิกส์ของลู่โจว อย่างศาสตราจารย์แฟรงก์ วิลกเซคกับศาสตราจารย์คลัสส์ วอน คลิทซิ่ง ต่างพากันประหลาดใจกับผลงานของเขา
นอกจากนี้ยังมีคนที่ต้องการทำความรู้จักกับลู่โจวและพูดคุยถึงปรากฏการณ์ความปั่นป่วนกับเขา
อีกทั้งยังมีการเชิญเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการอีกด้วย
ตัวอย่างเช่น การประชุมนานาชาติทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ IAEA DEMO ในเดือนพฤศจิกายน พวกเขาเชิญลู่โจวเพื่อการบรรยายหนึ่งชั่วโมงเกี่ยวกับวิจัยปรากฏการณ์ความปั่นป่วนของเขา
ปกติแล้ว หลู่โจวจะต้องไปอย่างแน่นอน
เพราะว่ามีรายงานนิวเคลียร์ฟิวชันที่ควบคุมได้ดีเยี่ยมอยู่มากมายในการประชุม ถ้าลู่โจวต้องการสร้างเครื่องสาธิตปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันเครื่องแรกภายในปี 2025 เขาต้องใช้โอกาสทางวิชาการระดับนานาชาติครั้งนี้...
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาจิตใจเขาไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว
หลังจากได้รับมอบหมายงาน ลู่โจวไม่ได้เริ่มทำงานย่อยที่เป็นไปได้ทันที แต่เขาให้เวลากับตัวเองหนึ่งสัปดาห์แทน
ลู่โจวจะเดินรอบๆ มหาวิทยาลัยหรือไม่ก็นั่งรถฟอร์ด เอ็กพลอเลอร์ของเขาทุกวัน
แม้ว่านิวเจอร์ซีย์จะมีขนาดเล็ก แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย
เช่นเดียวกับสวนสาธารณะเขตซัสเซกซ์ที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนกลายเป็นสีแดง หรืออนุสาวรีย์ทหารผ่านศึกสีขาวขนาดสองร้อยยี่สิบฟุตบนยอดเขาไฮพอยท์ที่มองเห็นดินแดนทั้งสามเขต
ทันใดนั้น ลู่โจวก็ตระหนักได้ว่าเขามองข้ามสิ่งที่อเมริกามอบให้ น่าเสียดายที่เขาไปเที่ยวคนเดียวโดยมีช้อนส้อมปิกนิกเพียงชุดเดียวเท่านั้น
คู่หูเพียงคนเดียวที่อยู่กับเขาตลอดเวลานั่นก็คือเสี่ยวไอ
ไม่ว่าจะเป็นที่สวนสาธารณะไฮพอยต์ในรัฐนิวเจอร์ซีย์หรือในวิทยาเขตพรินซ์ตัน ลู่โจวไม่เคยผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ เขามักจะคิดเกี่ยวกับบางอย่างอยู่ตลอดเวลา
หากระบบมีทางออกสู่ความรุ่งโรจน์ของมนุษย์หรือสามารถแก้ไขสมการทางวิชาการที่มนุษย์ยังไม่ได้แก้ไขทั้งหมด แทนที่จะให้เขาค้นคว้าและหาคำตอบด้วยตนเองทั้งหมด แต่วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือการบอกคำตอบให้กับลู่โจวโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ระบบไม่ได้ทำอย่างที่เขาคิด แต่เป็นการชี้นำให้ลู่โจวศึกษาปริศนาเหล่านี้ด้วยตัวเขาเอง
ลู่โจวสนุกกับการเรียน และเขารู้สึกว่าความรู้ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมากภายใต้การแนะนำของระบบ เขาไม่เพียงแต่เหนือกว่าคนที่อายุเท่าเขาเท่านั้น แต่เขายังประสบความสำเร็จในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยหวังว่าจะทำได้ในชีวิตอีกด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่เข้าใจมากที่สุดคือเบื้องหลังในการทำงานของระบบ
ลู่โจวคิดเกี่ยวกับสมการนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว
หรือว่าจะมีมนุษย์ต่างดาวสายพันธุ์หนึ่งในจักรวาลที่ให้มนุษย์สร้างความบันเทิงให้พวกนั้น? หรือระบบนี้มาจากอนาคต?
ความเป็นไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด มันซับซ้อนกว่าระบบฟิสิกส์ที่ยุ่งเหยิงเสียอีก
อย่างไรก็ตาม ลู่โจวรู้สึกว่าไม่ว่าแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังของระบบคืออะไร มันอาจจะไม่ใช่หลักการที่น่าเบื่อเช่น "มนุษย์ต้องแก้ปัญหาของตนเอง"
จะต้องมีแรงจูงใจที่ลึกซึ้งมากกว่านั้นภายใต้เบื้องหลังการทำงานของระบบที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนอย่างแน่นอน
ทันใดนั้น ลู่โจวก็มีไอเดียแปลกๆ
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าข้อคาดการณ์ของโจวเกี่ยวกับจำนวนเฉพาะของแมร์แซนเป็นเพียงแค่แบบฝึกหัด และข้อคาดการณ์ของก็อลท์บัค... หรือแม้แต่สมการของเนเวียร์–สโตกส์ก็เป็นการให้ "การบ้าน" ของระบบ… หรือไม่ก็เป็น "โปรเจกต์วิจัย?"
และผลลัพธ์ทั้งหมดมันทำให้ฉันสามารถที่จะซื้อคำตอบได้ คล้ายกับการสอบเสริม
ในกรณีนี้ หากทุกวิชาของฉันถึงระดับ 10 ระบบจะให้ "จดหมายสำเร็จการศึกษา" หรืออาจเป็น "จดหมายตอบรับ" สำหรับระดับการศึกษาที่สูงขึ้นหรือไม่?
หากคิดแบบนี้… ฉันก็ไม่ใช่ศาสตราจารย์เสียด้วยซ้ำเพราะยังไม่สำเร็จการศึกษาจากระบบเลย
สมมติฐานของลู่โจวได้รับการยืนยันมากขึ้นเมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าเขาอ่าน "ไฟเล็กๆ แห่งอารยธรรม" ในคำอธิบายลูกโซ่ภารกิจนิวเคลียร์ฟิวชันที่ควบคุมได้ของระบบ
ลู่โจวนั่งบนม้านั่งใกล้ทะเลสาบคาร์เนกีพร้อมกับจ้องมองไปยังผิวน้ำที่เป็นประกายระยิบระยับภายใต้พระอาทิตย์ตก ทะเลสาบแห่งนี้ทำให้เขาได้รับแรงบันดาลใจมากมาย แต่ว่าในครั้งนี้ลู่โจวกลับไม่สามารถตอบคำถามของเขาได้
“สำหรับคุณ คำถามเหล่านี้ไม่ใช่แม้แต่คำถามใช่ไหม?”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลู่โจวรู้สึกเช่นนี้
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่โจวรู้สึกว่าจิตใจและความรุ่งโรจน์ของมนุษยชาตินั้นเล็กเพียงนิดหากเทียบกับจักรวาล…
ทันใดนั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ทำให้เขาหลุดจากภวังค์
"มองอะไรอยู่เหรอ?"
ลู่โจวมองไปยังโมลิน่าที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา
โมลิน่าไม่รู้ว่าทำไม แต่เธอรู้สึกเหมือนกับว่าลู่โจวไม่สนใจเธอเลยสักนิด
“เป็นอะไร... หรือเปล่า?”
ลู่โจวส่ายหัว
“ไม่มีอะไร… ฉันเพิ่งเจอสมการที่ไม่เข้าใจน่ะ”
“มีสมการอะไรไม่เข้าใจเหรอ?” โมลิน่าเลิกคิ้วและพูดว่า “ฉันคิดว่าไม่มีสิ่งไหนในโลกนี้ที่คุณไม่รู้นะ”
ลู่โจวยิ้มเมื่อได้ยิน จากนั้นเขาก็ส่ายหัว
“ฉันไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงแบบนั้น ในเมื่อมันมีสมการมากมายบนโลกใบนี้ที่ฉันไม่เข้าใจเลย”
ทุกๆ คืน นักศึกษาและอาจารย์จากพรินซ์ตันจะวิ่งไปรอบๆ ทะเลสาบคาร์เนกี และโมลิน่าเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
ลู่โจวมักจะนั่งที่ม้านั่งและเห็นโมลิน่าวิ่งอยู่เช่นกัน
ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พวกเขาไม่เพียงแค่เป็นเพื่อนนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนกันแบบคนทั่วไปด้วย
ที่พรินซ์ตัน นอกเหนือจากนักเรียนของเขาเอง ลู่โจวมีเพื่อนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา
โมลิน่ามองดูลู่โจวที่กำลังจ้องมองไปที่ทะเลสาบ และเธอพูดขึ้นว่า “คุณเริ่มกลายเป็นเหมือนคนเหล่านั้นมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ”
ลู่โจวถาม “คนไหน?”
“พวกคนแก่ที่สถาบันเพื่อการศึกษาขั้นสูงไง” โมลิน่ากล่าว “ฉันจะไม่แปลกใจถ้าวันหนึ่งสถาบันเพื่อการศึกษาขั้นสูงพรินซ์ตันเสนอให้คุณดำรงตำแหน่งนักวิจัยประจำที่นั่น”
นักวิจัยที่ดำรงตำแหน่งในสถาบันเพื่อการศึกษาขั้นสูงนั้นแตกต่างจากศาสตราจารย์ที่พรินซ์ตัน ทั้งเป็นหนึ่งในเกียรติยศสูงสุดด้านวิชาการ อีกทั้งยังมีนักวิจัยไม่ถึงสามสิบคนจากสี่มหาวิทยาลัยชั้นนำอีกด้วย
ตัวอย่างเช่น ไอน์สไตน์ก็เป็นหนึ่งในนักวิจัยของพรินซ์ตัน นี่ทำให้เห็นว่าเกณฑ์นั้นสูงมากแค่ไหน
นอกเสียจากว่าจะเกิดสถานการณ์พิเศษขึ้น เกียรติยศตลอดชีวิตเช่นนี้แทบจะไม่เคยมอบให้แก่นักวิชาการรุ่นใหม่เลย…
เมื่อลู่โจวได้ยินคำพูดไร้สาระของโมลิน่า เขาจึงหัวเราะทันที “นักวิจัยประจำ? "ฉันถือว่านั่นเป็นคำอธิษฐานที่ดีแล้วกันนะ?”
โมลิน่ายิ้มและพูดว่า “แน่นอน แต่คุณรู้ไหมว่าฉันกำลังพูดว่าคุณดูเหมือนคนแก่เมื่อคุณทำหน้าครุ่นคิด?”
ลู่โจวส่ายหัวและกล่าวว่า “อย่าพูดอย่างนั้นสิ" ในแง่ของอายุคุณแก่กว่าฉันอีกนะ”
โมลิน่า “…”
ไม่รู้ว่าทำไม แต่จู่ๆ โมลิน่าก็รู้สึกอยากจะโยนกาแฟกระป๋องใส่หน้าเขา…
............................................................