ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน

ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 16 สุภาพบุรุษในหมู่หนุ่มเจ้าสำราญ ตอนที่ 16

#16บทที่ 16 สุภาพบุรุษในหมู่หนุ่มเจ้าสำราญ

ตอนที่ 16 สุภาพบุรุษในหมู่หนุ่มเจ้าสำราญ

“แม่นาง สายแล้ว ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ”

คนที่นอนอยู่บนเตียงยังคงหายใจเข้าออกเบาๆ ไม่มีวี่แววว่าจะตื่น

อิงเถาตะโกนอีกครั้ง “แม่นาง ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ”

คนที่นอนอยู่บนเตียงขยับเล็กน้อย พึมพําว่า “กี่ยามแล้ว”

อิงเถา “ยามเหม่า[footnoteRef:1]แล้วเจ้าค่ะ” [1: ยามเหม่า ช่วงเวลา 05.00 – 06.59 น.]

ยามเหม่า... เพิ่งจะตีห้า อวี๋จือที่มึนงงขยับตัว “ยังเช้าอยู่เลย ข้าขอนอนต่ออีกประเดี๋ยว”

อิงเถาใจร้อน “ไม่เช้าแล้วเจ้าค่ะแม่นาง วันนี้มีธุระไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

ธุระ? ไม่มีทาง!

เธอขี้เกียจขนาดนี้ จะมีธุระอะไร อิงเถาอยากหลอกให้เธอตื่น ยัยเด็กคนนี้ นิสัยไม่ดี

อวี๋จือห่อตัวด้วยผ้าห่มและม้วนตัวเข้าไปข้างใน หลับตาสนิท “อีกหนึ่งยามค่อยปลุกข้า” และจมลงในความฝันอีกครั้ง

อิงเถามองตาค้าง นางยื่นมือออกไปก่อนจะดึงกลับมา ช่างเถิด นางไม่กล้ายื่นมือเข้าไปเขย่าแม่นาง

เฮ้อ แม่นางไม่ยอมตื่นควรทำเช่นไร อิงเถาทำได้เพียงถอนหายใจ

ทั้งเช้าอิงเถาคอยดูอวี๋จือนับครั้งไม่ถ้วน แต่อวี๋จือยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่นทําให้นางอยู่ไม่เป็นสุขนัก จึงต้องไปแย่งงานป้าเจียงทำ

จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้นอวี๋จือจึงลุกขึ้นอย่างช้าๆ เธอหาวพลางล้างหน้าล้างตา อิงเถาที่อยู่ข้างๆ หน้ามุ่ย อวี๋จือแปลกใจ “เกิดอะไรขึ้น ใครรังแกเจ้า”

อิงเถาเบะปากสูงขึ้นกว่าเดิม นางบ่น “แม่นางไงเจ้าคะ บอกว่าวันนี้จะออกไปดูคุณชายฟัง บ่าวตื่นมาปลุกแม่นางตั้งแต่เช้า แต่แม่นางไม่ยอมตื่น”

อวี๋จือสงสัย “มีเรื่องนี้ด้วยหรือ ทําไมข้าจำไม่ได้”

“แม่นาง!” อิงเถากระทืบเท้า

“เดี๋ยวก่อน ข้าขอคิดดูก่อน” อวี๋จือยกมือขึ้นเคาะหัวตัวเองเบาๆ จากนั้นก็นึกออก “อ๋อ ข้าจำได้แล้ว ใช่ มีเรื่องนี้จริงๆ”

อิงเถาบ่น “ท่านดูสิเจ้าคะว่าตอนนี้กี่ยามแล้ว”

สายแล้วเหรอ อวี๋จือมองพระอาทิตย์ พระอาทิตย์เพิ่งจะขึ้นไม่ใช่เหรอ มองนาฬิกาทราย ยามเฉิน เจ็ดโมงกว่าๆ ปกติเธอก็ตื่นเวลานี้ไม่ใช่เหรอ ไม่ได้ตื่นสายซะหน่อย

“ป้าเจียงไปขายขนมเซียงปิ่งราดซอสแล้วเจ้าค่ะ บ่าวยกอาหารเช้ามาไว้บนโต๊ะให้ท่านแล้ว ท่านรีบหน่อยเถิดเจ้าค่ะ อย่าช้าจนเสียการเสียงาน”

การงานเหรอ อ๋อ ไปดักคุณชายฟัง

อวี๋จือจำได้แล้ว เธอตบไหล่อิงเถาเบาๆ “ไม่ต้องห่วงไม่เสียการเสียงานแน่นอน”

นึกถึงท่าทีพะวักพะวงของอิงเถา อวี๋จือก็อดหัวเราะไม่ได้ “คุณชายฟัง รู้หรือไม่ว่าคุณชายฟังเป็นคนเช่นไร หนุ่มเจ้าสำราญที่ชอบเที่ยวหอคณิกา เจ้าเคยเห็นหนุ่มเจ้าสำราญคนไหนตื่นแต่เช้าหรือ ตอนนี้เขาก็คงยังอยู่ในความฝันกระมัง”

เขาจะขยันกว่าเธออย่างนั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้

เธอชะงักไปครู่หนึ่ง พูดต่อว่า “แล้วอีกอย่าง เราไปสืบมาแล้วว่าเขาชอบไปหอเฟิงเย่ว์ไม่ใช่หรือ เจ้าเคยเห็นหอคณิกาที่ไหนเปิดต้อนรับแขกยามเช้า?”

เธอตบไหล่อิงเถาอีกครั้ง “ไม่ต้องรีบ ไปทําดอกไม้กํามะหยี่ของเจ้าเถิด ถึงเวลาออกจากบ้านข้าจะเรียกเจ้าเอง”

อิงเถาออกไปแล้ว อวี๋จือก็กินข้าวพลางวางแผน สิ่งที่สําคัญที่สุดคือต้องปิดบังความสามารถเอาไว้ เธอเป็นแค่ลูกจ้างธรรมดาคนหนึ่ง อ่อนแอเกินไป ใช้ชีวิตไปวันๆ ดีกว่า

ดักอยู่เจ็ดแปดวันติดต่อกัน บวกกับความช่วยเหลือของแก๊งเด็กขอทาน ในที่สุดอวี๋จือก็ได้เห็นตัวจริงของฟังจื่อเฉิง แล้วยังเห็นตั้งสามครั้ง ใครๆ ก็บอกว่าช่วงนี้เขาถูกใจแม่นางเตี๋ยเมิ่งแห่งหอเฟิงเย่ว์ ซึ่งมันเป็นเรื่องจริง!

อวี๋จือไม่ได้แค่ดัก ยังปลอมตัวเข้าไปในห้องครัวข้างหลังของหอเฟิงเย่ว์ ได้ยินข่าวอะไรตั้งมากมาย

แม้ฟังจื่อเฉิงจะไม่ได้มีความสามารถอะไร แต่เขาเกิดมารูปร่างหน้าตาดี

ถึงแม้รูปร่างจะผอมไปหน่อยแต่ก็สูง อวี๋จือวัดด้วยตาเปล่า น่าจะเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร

ดวงตาดอกท้อที่เต็มไปด้วยความเมตตา สวมชุดสีน้ำเงินเข้มมีผ้าคาดเอวสีทองแล้วยังถือพัดในมือ นี่ไม่ใช่หนุ่มเจ้าสำราญสักหน่อย เขาคือคุณชายรูปงามต่างหาก

เขาเป็นคนเจ้าสำราญก็จริง แต่บนตัวกลับดูไม่ออกเลยแม้แต่น้อย แล้วยังมีน้ำใจ อ่อนโยนกับหญิงสาว จึงได้รับความนิยมจากหญิงสาวในหอคณิกาเป็นพิเศษ

ฟังจื่อเฉิงเป็นหนุ่มเจ้าสำราญก็จริง แต่เขาไม่เหมือนหนุ่มเจ้าสำราญทั่วไป เขาไม่ชอบเรียนหนังสือ ไม่ชอบฝึกวรยุทธ์ ทุกวันเอาแต่กินข้าวดื่มเหล้านอนกับสาวๆ ไม่เล่นการพนัน ไม่สร้างปัญหาให้ตระกูล ถือว่าเป็นสุภาพบุรุษในหมู่หนุ่มเจ้าสำราญ

ว่ากันว่า ผู้ใหญ่คนอื่นๆ ของหนุ่มเจ้าสำราญในเมืองหลวงต่างอิจฉาฟังกั๋วกง เป็นหนุ่มเจ้าสำราญเหมือนกัน แต่ฟังจื่อเฉิงกินดื่มเที่ยวเล่นกับพวกหัวมงกุฎท้ายมังกร ปีหนึ่งอย่างมากก็ใช้เงินไปแค่แปดพันตำลึงหมื่นตำลึง แล้วยังไม่ก่อเรื่อง รู้ความจะตาย!

งานอดิเรกอย่างเดียวก็คือนอนกับผู้หญิง นอนกับผู้หญิงแล้วทำไม ทั้งสองฝ่ายต่างยินยอม ไม่ได้ทำร้ายใครสักหน่อย

แปดพันตำลึงหมื่นตำลึงเยอะเหรอ สำหรับตระกูลอย่างพวกเขาไม่ถือว่าเยอะหรอก

ฟังกั๋วกงได้ยินว่าสหายตัวเองต้องเสียเงินห้าหกหมื่นตำลึงต่อปีเพื่อจัดการปัญหาที่ลูกชายเป็นคนก่อ แค่นี้ยังไม่พอ ยังต้องเป็นหนี้บุญคุณและสูญเสียสิ่งต่างๆ ตั้งมากมาย

ตั้งแต่นั้นมา ฟังกั๋งกงก็ไม่หวังให้ลูกชายตัวเองก้าวหน้าอีกต่อไป ถึงอย่างไรเขาก็ร่างกายแข็งแรง ยังอยู่ได้จนถึงหลานโต ส่วนบุตรชาย เขาชอบเล่นก็ให้เล่นต่อไปเถิด

ไม่เพียงแต่ไม่ขอให้บุตรชายก้าวหน้า ฟังกั๋งกงสองสามีภรรยายังยัดเงินให้บุตรชายทุกสามวันห้าวัน กลัวบุตรชายเงินไม่พอใช้และคิดหาเงินในทางที่ผิด

เมื่อขี่ม้ามาหยุดอยู่บนสะพาน บนหอมีหญิงงามโบกไม้โบกมือ

อวี๋จือรู้สึกว่าฟังจื่อเฉิงเหมาะสมกับกลอนบทนี้ เธอคิดไว้แล้วว่าเธอจะวาดฟังจื่อเฉิงที่อ่อนโยน สง่างาม และหล่อเหลา

ใบหน้าของฟังจื่อเฉิงวาดง่าย อวี๋จือจงใจเน้นดวงตาดอกท้อคู่นั้นของเขา หางตาเลิกขึ้นเล็กน้อย แค่สบตาก็ละลายเข้าไปในความอ่อนโยนของตัวละคร ทําให้ผู้คนหน้าแดงและหัวใจเต้นแรง

แล้วยังให้ฟังจื่อเฉิงสวมชุดสีแดงยืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่มีดอกไม้บานสะพรั่ง กลีบดอกสีขาวร่วงหล่นลงมาบนเส้นผมและไหล่ของเขา ยิ้มมุมปากอย่างแผ่วเบา มองไกลๆ ช่างมีเสน่ห์และอ่อนโยน

ในที่สุดก็วาดเสร็จแล้ว อวี๋จือมองภาพวาดอย่างละเอียด เธอพอใจมาก ในที่สุดก็สามารถเสนอหน้าไปขอความร่วมมือกับพวกเขาได้แล้ว

เหนื่อย นอนก่อนดีกว่า ตื่นแล้วค่อยไป

...

“ร่วมมือ? คุณชายอยากร่วมมือกับข้า?” ผู้ดูแลร้านหนังสือชังหลงสีหน้าสงสัย

อวี๋จือยิ้มแล้วพยักหน้า “ผู้ดูแลดูภาพวาดนี้ก่อนก็ได้ขอรับ” เธอยื่นภาพวาดในมือออกไป

“ขอข้าดูหน่อย” ผู้ดูแลรับมาอย่างมีมารยาท เมื่อกางภาพออก รูม่านตาของผู้ดูแลก็หดตัว เขาสูดหายใจเข้าอย่างแรง “นี่...”

เหมือนมาก หน้าตาและสีหน้าของตัวละคร วาดได้เหมือนมาก แม้แต่เส้นผมทุกเส้นก็ยังวาดอย่างชัดเจน ราวกับครู่ต่อไปคนในภาพก็จะเดินออกมาจากภาพ

การวาดเช่นนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันช่างน่าทึ่งราวกับสิ่งที่กำลังดูอยู่ไม่ใช่ภาพวาด แต่เป็นคนจริงๆ แตกต่างจากภาพวาดที่ร้านหนังสือขายเมื่อก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว ไม่แปลกที่เขาจะมั่นใจมาเสนอให้ร่วมมือกัน

ไม่ได้บอกว่าจิตรกรของร้านหนังสือวาดได้ไม่ดี แต่หากนำภาพสองภาพวางด้วยกัน แม้แต่เขาเองก็ยังจะเลือกภาพตรงหน้า

“เป็นเช่นไรขอรับ พอจะเทียบกับที่ทางร้านขายได้หรือไม่ขอรับ” อวี๋จือพอใจกับความตกตะลึงของผู้ดูแล

“ดีกว่ามาก ข้ายินดีจ่ายเงินพันตำลึงซื้อภาพวาดของคุณชาย” ผู้ดูแลพูดอย่างเลื่อมใสศรัทธา เขาเป็นคนมีความรู้ แน่นอนว่าต้องรู้มูลค่าของภาพวาดนี้ เพราะรู้ เขาจึงให้ความสำคัญ

อวี๋จือยังคงนิ่งเฉย เงินพันตำลึงไม่ถือว่าน้อย แต่ถ้าร้านหนังสือเอาภาพวาดต้นฉบับของเธอไปเลียนแบบ พวกเขาขายได้มากกว่าพันตำลึงซะอีก

สมแล้วที่เป็นนักธุรกิจ เจ้าเล่ห์!

อวี๋จือส่ายหน้า “ไม่ขาย แต่ร่วมมือกันได้ ข้าวาดภาพ ร้านหนังสือขายภาพ กําไรที่ได้แบ่งเท่าๆ กัน ผู้ดูแลคิดเช่นไรขอรับ”

“ไม่เลวก็จริง แต่คุณชายต้องการเยอะเกินไป ข้าตัดสินใจไม่ได้ ต้องขอคําแนะนําจากนายท่านก่อน”

“ได้” อวี๋จือไม่คิดว่าจะสําเร็จทันที ในเมื่อต้องไปขอคําแนะนําจากเถ้าแก่ ก็หมายความว่ามีความเป็นไปได้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องผลประโยชน์ ตกลงกันได้ก็พอแล้ว

devc-3daa7acd-33865ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 16 สุภาพบุรุษในหมู่หนุ่มเจ้าสำราญ ตอนที่ 16