ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 4 ขิงก็ราข่าก็แรง ตอนที่ 5
ตอนที่ 4 ขิงก็ราข่าก็แรง
เสียงพูดดังออกมาจากบ้านศิลา ผู้เอ่ยปากคือหญิงสาวที่อายุน้อยที่สุดในหมู่ผู้ฝึกตนหญิงสามนางนั้น เสียงของนางใสกังวาน “ข้าหิวแล้ว ศิษย์พี่หลัว ยังมีอาหารอยู่หรือไม่”
ผู้ฝึกตนหญิงนามว่าหลัวจืออวิ๋นผู้นั้นเหมือนฉุนเฉียวอยู่หน่อยๆ “เยี่ยเสี่ยวหว่าน อาหารที่พกมาก็ถูกเจ้ากินไปหมดแล้วอย่างไรเล่า! ปกติข้าเรียกให้เจ้าฝึกวิชาดีๆ เจ้าก็ไม่ฟัง พอออกมาข้างนอกถึงประเดี๋ยวก็หิวๆ ถ่วงแข้งถ่วงขาที่สุด!”
เยี่ยเสี่ยวหว่านไม่สลดสักนิด นางวิ่งไปเกาะศิษย์พี่อีกคนหนึ่งแล้วออดอ้อน “ศิษย์พี่เจิง เจ้ายังมีขนมอะไรเหลืออยู่บ้างหรือไม่”
เจิงจิ้งผู้อาวุโสมากที่สุดถอนหายใจ “เมื่อวานเจ้ากินขนมชิ้นสุดท้ายไปแล้ว ตอนนี้มาถามหาจากข้า ข้าก็เสกออกมาให้เจ้าไม่ได้หรอกนะ”
หลิงหูเจินเจินที่จ้องคนขี้โกงเขม็งด้วยแววตาดุร้ายอยู่หยุดลั่นกลองศึกทันควัน นางหันหลังกลับแล้วสาวเท้าเร็วไวเข้าไปในบ้าน ไม่คิดว่าโจวจิ่งจะตื่นแล้ว เขากำลังเอนหลังพิงผนังขยี้ตาอยู่ พอเห็นนางเดินเข้ามา เขาก็ทำหน้าประหลาดใจ “เจ้ายังไม่ไปอีกหรือ”
พวกเขาคิดว่านางจะยอมจากไปหรือ นางมาเฝ้าสถานที่บัดซบที่ฝนตกทั้งวันนี่อยู่ครึ่งเดือนแล้ว คิดจะให้นางกลับไปมือเปล่า ไม่มีทาง
แต่ยามนี้เรื่องนั้นไม่สำคัญ
หลิงหูเจินเจินวางน้ำลงข้างตัวผู้ฝึกตนหญิงสามนางนั้นแล้วล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ แป้งทอดที่ห่อด้วยกระดาษขาวอย่างดีตั้งหนึ่งโผล่อออกมาจากด้านในราวกับเล่นกล นางยื่นให้อย่างไม่ลังเลสักนิด
“แป้งทอดหนึ่งชิ้น หนึ่งอีแปะ” น้ำเสียงของนางคล้ายจะขายขนมแป้งทอด “บวกค่าน้ำใจอีกหนึ่งอีแปะ รวมทั้งหมดสองอีแปะต่อหนึ่งแผ่น เอาหรือไม่”
ฉินซีก้าวตามเข้ามา เขาทวนเน้นทีละคำ “ค่า น้ำ ใจ คือสิ่งใดมิทราบ”
หลิงหูเจินเจินก็ไม่เก็บสีหน้าบูดบึ้งของตัวเองยามคุยกับเขาเช่นกัน “แป้งทอดของข้า ข้าจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ ในเมื่อยอมยกให้ก็เท่ากับเป็นน้ำใจของข้า”
...นี่มันเหตุผลบ้าบออะไรกัน
โจวจิ่งเหล่ตามองนางอย่างดูแคลน “ก็แค่จะเอาเงินอย่างหน้าไม่อายเท่านั้น น้ำใจบ้าบออะไรเล่า!”
เอาเงินแล้วไม่ถูกต้องตรงไหนกัน หลิงหูเจินเจินโกรธเจ้าขี้โกงสองคนนี้จนคับอกคับใจไปหมดแล้ว ขณะที่กำลังเค้นสมองหาถ้อยคำบาดหูมาด่าพวกเขา เยี่ยเสี่ยวหว่านก็ยัดเงินกำหนึ่งมาให้แล้วยิ้มให้นาง ดวงตาสองข้างเป็นประกายวิบวับ “เอามาหกชิ้น แม่นางหลิงหู โชคดีเหลือเกินที่มีเจ้าอยู่ ขอบคุณมากนะ”
เช่นนี้สิจึงจะถูก ดูผู้ฝึกตนหญิงพวกนี้สิ พูดจามีเหตุผลกว่ากันตั้งเยอะ
เมฆดำทะมึนสลายไปจากใบหน้าของหลิงหูเจินเจิน นางตวัดมือเก็บเหรียญอีแปะเข้ากระเป๋าเสื้อ พอเห็นว่าคนขี้โกงจากสำนักบะหมี่ราชันสองคนนั้นยังมองตนเองอยู่ นางจึงประณามอย่างดุร้าย “เบี้ยวเงินข้าหกสิบอีแปะ พวกขี้โกง!”
พูดจบนางก็วิ่งออกไปอย่างว่องไว เผ่นแน่บราวกับกำลังหนีเอาชีวิตรอด เพียงพริบตาเดียวก็ผลุบออกไปจากบ้านศิลา
เมื่อบ่ายยังห้าสิบห้าอีแปะอยู่เลย ตกกลางคืนกลับกลายเป็นหกสิบอีแปะแล้ว นี่มันพวกรีดไถที่อยู่ดีๆ ก็ขึ้นราคาชัดๆ! โจวจิ่งโทสะพลุ่งพล่าน “นางยังคึกอยู่อีกนะ! คอยดูเถิดพอเก็บผลไม้ได้แล้ว บิดาจะบี้ให้แหลกทีละผลๆ ต่อหน้าต่อตานางเลย!”
แม้จะวิ่งเร็ว แต่หลิงหูเจินเจินก็ยังได้ยินคำพูดประโยคนั้นชัดเจน ดังนั้นค่ำคืนนี้นางจึงกระสับกระส่ายนอนหลับไม่สนิทตลอดทั้งคืน นางฝันเห็นผลหลวนมู่ถูกทำลายด้วยสารพัดวิธีต่อหน้าต่อตาตนเอง หลังจากสะดุ้งตื่นครั้งสุดท้าย นางก็นอนต่อไม่ลงอีก นางจึงพลิกตัวกระโดดลงมาจากเปลญวน
ท้องฟ้ายังมืดสลัว น่าจะยังไม่ถึงยามเหม่า[footnoteRef:1] แต่ก็ดี เจ้าคนขี้โกงสองคนนั้นคิดจะทำลายผลไม้ทุกผล ถ้าเช่นนั้นวันนี้ก็ไปให้เช้าหน่อย หากผลไม้สุกแล้ว นางจะได้เก็บไปเลย รอคอยมาครึ่งเดือนจะให้พวกคุณชายสารเลวจอมขี้โกงพวกนั้นฮุบผลไม้ไปคนเดียวไม่ได้สิ [1: ยามเหม่า การบอกเวลาสมัยจีนโบราณ หมายถึงช่วงเวลา 05.00-07.00 น.]
หลิงหูเจินเจินเก็บเปลญวนใส่ในแขนเสื้อแล้วก้าวขาออกเดิน ทันใดนั้นางก็ได้ยินเสียงถอนหายใจดังออกมาจากในบ้านศิลา นั่นเป็นเสียงของหลิวจืออวิ๋น “ศิษย์พี่โจว ก่อนนี้เจ้ายังบอกอยู่ว่าอย่าจู้จี้แบ่งแยกชายหญิงไม่ใช่หรือไร เหตุไฉนยามนี้จึงถือสาเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วเล่า”
โจวจิ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ผ่านไปเพียงข้ามคืนอาภรณ์สีขาวบนร่างเขากลับสะอาดหมดจดไม่มีฝุ่นเปื้อนสักเม็ด มันยิ่งเสริมส่งดวงหน้าดุจยอดหญิงงามนั่นมากขึ้นอีก มองผ่านๆ ดูเหมือนหญิงสาวร่างสูงระหงที่ร่างกายมีกล้ามเนื้อเล็กน้อยนางหนึ่งเท่านั้น
เขาราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน บอกอย่างรอบคอบยิ่งนัก “ทุกท่านบาดเจ็บคงลำบากไม่น้อย ขออภัยด้วย ข้าจะลงเขาไปเชิญหมอมาให้ทุกท่านเอง”
หลิวจืออวิ๋นอ้อนวอน “ถือว่าพวกข้าขอร้องเจ้าล่ะ ศิษย์พี่โจว พวกข้าต้องเก็บผลหลวนมู่มาให้ได้ แต่พวกข้าใช้อาคมรักษาไม่เป็น ศิษย์พี่โจวทนเห็นพวกข้าเดินทางมาเสียเที่ยวได้จริงหรือ แล้วอีกอย่างที่นี่ก็ฝนตกทุกวัน จะอยู่พักรักษาอาการบาดเจ็บนานๆ ได้อย่างไรกัน แม้แต่อาหารพวกข้าก็กินไปหมดแล้ว”
เสียงนี้เพิ่งเอ่ยจบ ก็ได้ยินเสียงนุ่มละมุนของหลิงหูเจินเจินดังขึ้น “ผลหลวนมู่กินสดๆ ก็มีฤทธิ์ยาเหมือนกัน”
พูดพลาง เงาร่างสีเขียวครามของนางก็ก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ สายตากวาดมองบนร่างผู้ฝึกตนหญิงทั้งหลาย ทั้งสามคนล้วนต้นขาหักจึงได้แต่นั่งอยู่เฉยๆ ขยับไม่ได้
“ขอเพียงไม่บาดเจ็บสาหัสถึงชีวิต กินผลหลวนมู่ผลเดียวก็จะหายดีในสามชั่วยาม”
นางพูดทวนคำของอาจารย์ราวกับท่องตำรา แล้วเอ่ยต่อว่า “บางทีวันนี้ผลหลวนมู่อาจจะสุกแล้ว ข้าจะเก็บมาเผื่อพวกเจ้าสักสามผล พวกเจ้าให้เงินข้าคนละสิบอีแปะก็พอ”
สตรีนางนี้เป็นอะไรมากหรือไม่ โจวจิ่งมองนางอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ อ้าปากแต่ละทีมีแต่เรียกร้องจะเอาเงิน แล้วยังเรียกทีละกระจิดกระจ้อย เท่านี้ๆ อีแปะ ส่อเจตนาจะหลอกลวงรีดไถชัดๆ รอเก็บผลไม้กลับมาได้จริงๆ เขากล้ารับประกันเลยว่านางนักต้มตุ๋นคนนี้จะต้องอยู่ดีๆ ขึ้นราคาแน่ ดีไม่ดีอาจเปิดปากเรียกราคาผลละหนึ่งร้อยตำลึงก็ได้
“เรื่องนี้ยกให้บรรพตราชันจัดการเถิด”
เสียงของฉินซีดังขึ้นด้านหลังไม่ไกลนัก หลิงหูเจินเจินกระโดดผลุงหนีห่างไปสามจั้งทันที คนผู้นี้ชอบโผล่มาด้านหลังไม่ให้สุ้มให้เสียง น่ารำคาญนักเชียว
เขาดูเหมือนตื่นนานแล้ว แม้แต่เสื้อผ้าก็ผลัดเปลี่ยนเรียบร้อย อาภรณ์สีฟ้าอ่อนท่ามกลางละอองฝนที่ลอยล่องทั่วภูเขาทำให้เส้นผมยาวของเขาดูราวกับม่านน้ำหมึก เรียวคิ้วและดวงตาดูราวกับแต้มสีดำ ผู้ฝึกตนเป็นผู้ชำนาญคาถาอาคม ด้วยเหตุนี้น้ำฝนมหาศาลที่สาดกระหน่ำมาจากทุกทิศทางจึงทำให้เส้นผมของเขาเปียกไม่ได้แม้แต่เส้นเดียว ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าของเขาสะอาดเรียบกริบ
“ทุกคนล้วนเป็นผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนจงถู่ อยู่ข้างนอกย่อมสมควรช่วยเหลือกัน ข้ากับศิษย์พี่เจ็ดจะเก็บผลไม้มาให้ศิษย์พี่ทั้งหลายเอง ไม่คิดเงิน”
คำว่า ‘ไม่คิดเงิน’ สามคำนี้เขาเน้นเสียงหนักเป็นพิเศษ
โจวจิ่งส่งสายตาให้เขา ศิษย์น้องทำตัวโง่ๆ อีกแล้ว ไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘ตัดทางทำมาหากินผู้อื่นเสมือนหนึ่งฆ่าบุพการี’ หรือ เมื่อวานสตรีนางนี้ไม่สาดโทสะออกมา ไม่ได้หมายความว่าวันนี้นางจะไม่สาดโทสะ ดีไม่ดีนางอาจเปิดปากตวาดด่าเปิงตอนนี้เลยก็ได้
หลิงหูเจินเจินแสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยวออกมาจริงๆ แต่ปากกลับเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นผลไม้ที่เหลือเล่า ยังจะทำให้เละอีกหรือไม่”
ฉินซีลูบปอยผมอย่างเอื่อยเฉื่อยแล้วไพล่ไปตอบอีกเรื่องหนึ่ง “ในเมื่อเจ้ายังไม่ไป ถ้าเช่นนั้นรออีกสักประเดี๋ยว พวกเราเก็บผลไม้เสร็จแล้วไปส่งเจ้าลงเขาดีหรือไม่”
เขาคิดจะให้นางมองดูพวกเขาทำลายผลไม้เพื่อให้นางตัดใจจากไปเช่นนั้นสินะ
หลิงหูเจินเจินโกรธจนเจ็บหน้าอก นางหมุนตัวจะเดินจากไปแล้วก็ได้ยินเขาพูดว่า “ข้าจะไปตักน้ำสักหน่อย”
หลิงหูเจินเจินหันขวับกลับมาเห็นเขากำลังจะหยิบไหกระเบื้องในบ้าน นางกระโดดฟิ้วโฉบเข้าไปทันควัน การเคลื่อนไหวของนางว่องไวดุจกระต่าย กระโจนแผล็วเดียวก็เข้าไปแย่งไหกระเบื้องทั้งหมดมาได้ จากนั้นนางก็จับพวกมันยัดเข้าไปในแขนเสื้อ ไม่น่าเชื่อว่าพวกมันจะถูกนางเก็บเข้าไปได้หมด ก็ไม่รู้ว่าไปเก็บไว้ที่ใด
แย่งของเสร็จแล้วนางก็ชักเท้าวิ่งหนี หนีเร็วเสียยิ่งกว่าเมื่อวาน นางว่าอย่างเกรี้ยวกราด “ไหนี่ของข้า พวกเจ้าห้ามใช้!”
เสียงยังไม่ทันเลือนหาย นางก็รู้สึกว่าฉินซีไล่ตามมาด้านหลัง หลิงหูเจินเจินคิดว่าเขาจะลงมือกับตนเอง ขนอ่อนทั่วร่างจึงลุกซู่ นิ้วมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าแขนเสื้อทันที แต่คิดไม่ถึงว่าเขาเพียงตามอยู่ด้านหลังห่างๆ เท่านั้น ไม่เหมือนว่าจะมาชวนวิวาท
ไม่วิวาทย่อมดีที่สุด ทว่านางเกลียดนักเวลามีคนอยู่ด้านหลัง แล้วคนคนนั้นยังเป็นเจ้าคนขี้โกงคนนี้อีก แววตาที่นางตวัดมองเขาราวกับอยากฆ่าเขาให้ตาย
ฉินซีกลับจับจ้องกำไลไม้แกะสลักสีเข้มบนข้อมือขวาของนาง บนนั้นมีลวดลายละเอียดยิบที่วาดด้วยหมึกสีเงิน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของวิเศษสำหรับใช้วิชาจักรวาลในแขนเสื้อ มิน่านางสองแขนว่างเปล่าแต่กลับไม่ขาดเหลือสิ่งใด ไหกระเบื้องใบไม่เล็กก็ยังยัดใส่ในอกเสื้อได้
ของสิ่งนี้มีเพียงช่างฝีมือเวทที่สร้างได้ มันหายากอย่างยิ่ง แม้แต่ตระกูลเศรษฐีก็ไม่แน่ว่าจะหามาใช้ไหว
เขากวาดสายตามองใบหน้าและอาภรณ์ที่สะอาดเอี่ยมของนางต่อ อยู่ในสถานที่เลวร้ายเช่นเขาอวิ๋นอวี่มานานหลายวันแต่กลับสะอาดได้เช่นนี้ทั้งที่นางไม่ใช่ผู้ฝึกตน บนตัวนางจะต้องมีของจำพวกยันต์หลบพิรุณอยู่แน่
นี่สรุปได้ว่าอย่างไร สรุปว่าที่ตัวมียันต์กับของวิเศษค่าครองเมืองอยู่เป็นกองพะเนิน แต่ดันทำตัวเป็น...นางโจรรีดทรัพย์หรือ
ต้าฮวงช่างมีคนแปลกๆ เรื่องแปลกๆ มากมายนักเชียว
ดวงตาของหลิงหูเจินเจินแทบจะพ่นไฟออกมาแล้ว แต่เขากลับหัวเราะ ถามอย่างไม่รู้สึกผิด “มีอันใดหรือ”
เสียงของนางเย็นชาขึ้นอย่างฉับพลัน “เลิกตามข้าสักที”
เขาก็ไม่อยากตามหรอกนะ แต่บังเอิญว่าไม่ค่อยรู้ทางเท่าไร
ฉินซีกวาดสายตามองรอบด้าน โชคดีที่ต้นหลวนมู่บนเขาอวิ๋นอวี่งอกอยู่บนจุดสูงสุดของภูเขา อีกทั้งสีใบยังแตกต่างจากต้นไม้อื่นจึงสะดุดตาอย่างยิ่ง เขาทะยานร่างเหินขึ้นไปเหยียบต้นไม้อย่างนุ่มนวลแล้วกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าล่วงหน้าไปก่อน”
กล่าวจบเขาก็เหินร่างลอยละล่องออกไปอีกครั้ง ไม่รู้ว่าสายลมโอบอุ้มร่างของเขาหรือเขามีปีกล่องหนอยู่จริงๆ เพียงพริบตาเดียวเขาก็พุ่งออกไปหลายจั้ง
โจวจิ่งเห็นพวกเขาสองคนวิ่งตามกันออกไปไกลกลับไม่ไล่ตามไปด้วย
เจ้าหยวนซีคนนี้ ส่วนมากเขาก็ทำตัวสมกับเป็นคนอบอุ่นอ่อนโยนอยู่หรอก แต่เขาจะมีเส้นแบ่งในใจอยู่เส้นหนึ่ง มันถูกกำกับด้วยกฎเกณฑ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ หากผู้ใดแตะถูกเส้นนั่นจากคนอ่อนโยนก็จะกลายเป็นคนร้ายกาจอย่างฉับพลัน ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องใดบ้างที่จะไปแตะเส้นแบ่งนั่นของเขา คนอย่างโจวจิ่งขอแค่ด่าสตรีนางนั้นให้สาแก่ใจเป็นการระบายโทสะก็พอใจแล้ว สุดท้ายย่อมมอบผลไม้ให้นาง แต่ศิษย์น้องเก้าคนนี้ โจวจิ่งบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเขาจะทำอย่างไร
ช่างเถิด ปล่อยให้แม่โจรสาวจอมรีดไถคนนั้นโมโหเสียบ้างก็ดี อีกเดี๋ยวเขาค่อยตามไปที่โน่นก็แล้วกัน
โจวจิ่งหยิบไหน้ำทองแดงของพวกผู้ฝึกตนหญิงออกไปตักน้ำข้างนอก พอกลับมาก็เห็นเยี่ยเสี่ยวหว่านหรี่ตามองตนเองอยู่ นางมีใบหน้าอ่อนหวาน ดวงตาทั้งสองราวกับสื่อสารเป็นถ้อยคำได้ เขาถูกมองจนไม่สบายตัวจึงขมวดคิ้วถามว่า “มีอันใด”
เยี่ยเสี่ยวหว่านจึงตอบว่า “ศิษย์พี่โจวสวมเสื้อแล้วรูปงามกว่ามากจริงๆ ด้วย”
จริงดังว่าโลกตกต่ำ ใจก็คนต่ำลง สาวน้อยสมัยนี้แต่ละคนๆ ช่างเหลือเกิน ไม่รีดไถเงินผู้อื่นก็พูดจาเลอะเทอะ ยามนี้เขาไม่ทรมานเพราะอาการบาดเจ็บแล้วคร้านจะเถียงกับนาง จึงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ นางจะล้วงเหรียญอีแปะสองพวงออกมายื่นให้
“ศิษย์พี่โจว ไม่ว่าอย่างไรแม่นางหลิงหูก็นับว่าช่วยพวกเราไว้ แต่ละวันต้องขอบคุณนางที่แบกน้ำมาให้ เจ้ารับเงินนี่ไปเถิด ทางหนึ่งถือเสียว่าตอบแทนน้ำใจของนาง อีกทางหนึ่งถือว่าขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสองที่ช่วยเก็บผลไม้ให้”
โจวจิ่งเพิ่งเคยได้ยินนางพูดจามีเหตุผลฟังดูเหมาะควรเช่นนี้เป็นหนแรกจึงอึ้งไปครู่หนึ่ง เขารับเหรียญทองแดงมาชั่งน้ำหนักในมือ น้ำหนักน่าจะประมาณหกสิบอีแปะ
เขาเงียบงันชั่วครู่ ดวงหน้างามเยี่ยงอิสตรีก็เผยยิ้ม “ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณยิ่ง”
...
วันนี้ปีศาจเถาวัลย์ยังนั่งอยู่ที่เก่า เมื่อเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาคือฉินซี สีหน้าของเขาก็ไม่น่าดูนัก ดวงตาของเขากลอกกลิ้งไปมาครู่หนึ่งแล้วจู่ๆ ก็ยกมือชี้กิ่งไม้เหนือศีรษะ ดอกไม้น้อยสีขาวโพลนเมื่อวานแต่ละดอกแย้มกลีบบานแล้ว เผยให้เห็นผลไม้สุกปลั่งขนาดเท่าผลอิงเถาด้านใน สีของมันคล้ายเกล็ดหิมะ ผลอวบอิ่มน่ารัก
เขาหัวเราะ “วันนี้ผลไม้สุกแล้ว สาวน้อยคนนั้นเล่า หลายวันที่ผ่านมานางหลอกคนมาให้ข้าทุบตีไม่น้อย ข้าเคยรับปากว่าจะเก็บผลไม้ให้นางสักสองสามผล”
ฉินซีทำเสมือนหนึ่งไม่ได้ยิน ห่วงหยกเรียวเล็กบนเรือนผมแกว่งเบาๆ หนึ่งหน เพียงชั่วพริบตาผลหลวนมู่พวงใหญ่ที่ซ่อนอยู่หลังกิ่งใบเขียวชอุ่มก็ถูกประกายแสงเฉือนขาด ร่วงลงมาบนฝ่ามือของเขาอย่างแม่นยำ
เขาตัดผลไม้ทั้งหมดอย่างประณีตเงียบเชียบและสบายๆ เช่นนั้น
จู่ๆ ปีศาจเถาวัลย์ก็รู้สึกหวาดกลัว เขาตั้งใจจะมุดกลับไปในเส้นเถาวัลย์ แต่แล้วเขาก็มองเห็นหลิงหูเจินเจินวิ่งเร็วจี๋ฝ่าม่านฝนมาด้านนี้พอดี เขาจึงเกิดความคิด ตะโกนเสียงดังว่า “เจ้ามาแล้ว! หากเจ้าทุบตีผู้ฝึกตนคนนี้ให้ข้าสักยก ข้าจะช่วยเจ้าแย่ง...”
พูดยังไม่ทันจบนางก็เคลื่อนไหวด้วยความเร็วอันน่าตกตะลึง แสงวาววับฉายวาบเดียว ขวานคมพลันหลุดจากมือ ฟันเถาวัลย์เส้นหนาเตอะเส้นหนึ่งขาดสะบั้นในพริบตา