หมอหญิงยอดมือสังหาร

หมอหญิงยอดมือสังหาร: บทที่ 32 เพ่ยหวนจากสกุลเซี่ย ตอนที่ 32

#32บทที่ 32 เพ่ยหวนจากสกุลเซี่ย

ตอนที่ 32 เพ่ยหวนแห่งสกุลเซี่ย

หนานกงมั่วพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี ไปดูสักหน่อยก็ได้”

หนานกงฮุยเจ็บปวดอยู่ในใจ น้องสาวของตนทว่ากลับเลือกถามกับผู้อื่นเรื่องที่จะตอบตกลงไปร่วมงาน ใครใช้ให้พวกเขาทิ้งมั่วเอ๋อร์ไว้ที่หมู่บ้านเล็กๆ เช่นนี้ตั้งห้าปีกันล่ะ ทำแล้วก็ต้องยอมรับสิ่งที่ตามมา “ได้ เดี๋ยวพี่รองจะให้คนจัดเตรียมให้” ไม่รอทั้งสามเอ่ยอะไร หนานกงฮุยก็ลุกขึ้นและเดินออกไปทันใด มองแผ่นหลังที่ไกลออกไปของเขา ลิ่นฉังเฟิงจึงถอนหายใจออกมา “หนานกงฮุยปฏิบัติต่อเจ้า นับว่าไม่เลวเลย”

หนานกงมั่วยิ้มบางๆ เอ่ยตอบ “เขาเป็นพี่แท้ๆ ของข้า แน่นอนว่าย่อมต้องไม่เลว”

ลิ่นฉังเฟิงเงียบไปชั่วครู่ หนานกงฮุยดีกับหนานกงมั่ว แต่ถ้าบอกว่าเป็นพี่แท้ๆ...อย่างน้อย หากมารดาของเขาทิ้งน้องสาวไว้ให้เขาสักคน ถึงต้องให้เขาไปด้วยกัน เขาก็ไม่มีวันทิ้งน้องสาวของเขาไว้สถานที่แบบนี้คนเดียวเป็นแน่ เด็กน้อยอายุสิบเอ็ดจะไปเข้าใจอะไรล่ะ

“แต่ว่า แม่นางมั่ว เจ้าเป็นเช่นนี้ก็ไม่ดี กลับไปถึงจินหลิงเจ้ายังต้องอยู่ที่จวนฉู่กั๋วกงอีกสักพัก” ลิ่นฉังเฟิงเอ่ย เขาเป็นผู้ชาย หากต้องต่อสู้กับตระกูลลิ่นทั้งตระกูลเลยก็ไม่เป็นไร แต่แม่นางมั่วถึงจะเก่งกาจเพียงใดแต่ก็ยังเป็นหญิงสาว อย่างอื่นไม่ต้องเอ่ยถึง อนาคตต้องแต่งงานยังต้องได้รับเงินตราจากจวนฉู่กั๋วกงบ้าง หนานกงฮูหยินมารดาของนางเองก็ไม่อยู่แล้ว

หันกลับไปมองลิ่นฉังเฟิง หนานกงมั่วหัวเราะออกมา “ขอบคุณคุณชายลิ่นที่ห่วงใย ท่านคงไม่คิดว่าข้าจะมีความแค้นต่อสกุลหนานกงจนอยู่ร่วมกันไม่ได้หรอกใช่หรือไม่ ไหนเลยจะรุนแรงเช่นนั้นได้ อย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นพี่ชายแท้ๆ และยังเป็นบิดาของข้า ในใจนั้นอย่างไรก็ยังรักข้า” เพียงแต่จะรักกี่ส่วนเท่านั้นเอง

ลิ่นฉังเฟิงไม่เข้าใจ “งั้นที่เจ้า...” หลายวันมานี้ หนานกงชวี่และหนานกงฮุยสองพี่น้องนั้นยังนับว่าดีอยู่ เพียงแค่เย็นชาไปนิดก็เท่านั้น กับหนานกงไหวนั้นโมโหจนหน้าขึ้นสีม่วงไปก็หลายครั้ง กับเจิ้งซื่อยิ่งไม่มีความเกรงใจ ตามหลักแล้ว คิดตามความฉลาดเฉลียวของหนานกงมั่ว แม้จะโกรธคนสกุลหนานกงมากเพียงใดก็คงไม่ปกป้องอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้

หนานกงมั่วยังคงพิงโต๊ะหินด้านข้าง ยิ้มออกมา เอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะทำอย่างไรกับพวกเขาได้เล่า เพราะพวกเขาทอดทิ้งข้าหลายปี ทำลายพวกเขาให้สิ้นซากเช่นนั้นหรือ หากเป็นคุณชายลิ่น...ก็คงไม่คิดจะทำอะไรรุนแรงกับนายท่านลิ่นหรอก ใช่หรือไม่” ด้วยท่าทางนิ่งเงียบของลิ่นฉังเฟิง หากคิดจะทำสิ่งใดกับตระกูลลิ่นก็คงไม่ปล่อยไปง่ายๆ เช่นนี้ พูดมาถึงตรงนี้ นี่เป็นเพราะสายใยสัมพันธ์ยากจะตัดให้ขาด เช่นเดียวกัน นางเองก็ไม่ได้โกรธเกลียดอะไรตระกูลหนานกงมากมาย เพียงแค่พวกเขาไม่มาบีบบังคับให้นางต้องต่อสู้ดิ้นรนสุดชีวิตก็เพียงพอแล้ว

“เพียงแต่ ถ้าหากข้าได้กลับมาเจอพวกเขาแล้วตื่นเต้นดีใจ เชื้อสายสัมพันธ์แนบแน่น เช่นนั้นเจ้าจะเชื่อหรือ” หนานกงมั่วยิ้มเอ่ย

ลิ่นฉังเฟิงคิดอย่างจริงจังแล้วตอบว่า “ไม่เชื่อ” ลำบากยากแค้นมาหลายปี มีความโกรธบ้างถึงจะถูก นี่คงเป็นเหตุผลที่หนานกงไหวยอมทนหนานกงมั่ว เพียงแต่หนานกงไหวคงไม่รู้ว่าบุตรีผู้นี้มิได้มีความโกรธแค้นต่อเขาเลย เพียงแต่ไม่มีความรู้สึกใดแล้วก็เท่านั้น

“พรุ่งนี้เข้าวังไปพร้อมกับเสด็จป้า” เว่ยจวินมั่วมองหนานกงมั่วแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

หนานกงมั่วทำท่าจะปฏิเสธ เว่ยจวินมั่วจึงขัดขึ้น “หากเป็นฮูหยินเจิ้งพาไปนั้นไม่เหมาะ ไปกับเสด็จป้าเถิด”

ชะงักเล็กน้อย ในที่สุดหนานกงมั่วก็พยักหน้ารับ “ข้ารู้แล้ว ถึงยามนั้นต้องลำบากพระชายาเยี่ยนอ๋องแล้ว”

“คนกันเอง ไม่ต้องคิดมาก”

มุมปากยกขึ้น หนานกงมั่วไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก

ลิ่นฉังเฟิงมองซ้ายทีขวาที พยายามอย่างมากเพื่อไม่ให้ตนเองเผยยิ้มออกมา จากนั้นเอ่ยว่า “จวินมั่วกล่าวได้ถูกต้อง ปรากฏตัวต่อหน้าบรรดาชนชั้นสูงมากมาย มีพระชายาเยี่ยนอ๋องอยู่กับเจ้าจะดีมาก”

หนานกงมั่วพยักหน้า ก้มลงมองไปที่แขนเสื้อลายปักดอกไม้ฝีเข็มละเอียดสวยงาม ข้อมือเล็กภายใต้แขนเสื้อสวยแขวนแผ่นหยกเอาไว้ ริมฝีปากแย้มยิ้มออกมา จากนี้ต่อไปชีวิตสบายหลายปีที่ผ่านมาของนางคงจบลงแล้ว น่าเสียดาย แต่ก็แลกมากับความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง นางไม่ใช่คนที่สามารถมีชีวิตอิสระไปชั่วชีวิตได้ มิเช่นนั้นนางก็คงไม่เป็นนักฆ่าต่อ อยากเก็บเงินมีช่องทางไหนก็ต้องทำ ถึงนางจะชื่นชอบชีวิตสงบสุขก็จริง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องเดินไปในทางที่มีขวากหนามคอยทิ่มตำบ้าง

อีกด้านในห้องใต้หลังคา ยิ่งมองเห็นทั้งสามคนนั่งดื่มชาพูดคุยกันอยู่ในสวนผ่านทางหน้าต่าง หนานกงซูหันกลับมาก็กวาดถ้วยชาบนโต๊ะตกลงกระทบพื้น เจิ้งซื่อเข้ามาพอดีในจังหวะนั้น น้ำชาจึงหกเลอะที่เท้าของนาง เมื่อเห็นบุตรีเป็นเช่นนี้เจิ้งซื่อได้แต่ถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “โกรธตอนนี้จะมีประโยชน์อันใด รอกลับถึงจินหลิง อยากทำเช่นไรก็เป็นโอกาสของเรา”

หนานกงซูไม่พอใจ “ท่านแม่กล่าวไว้ไม่ผิดเลย หนานกงมั่วผู้นั้นเป็นตัวซวย”

เจิ้งซื่อลูบหลังบุตรี เอ่ยเสียงอ่อนโยนขึ้นว่า “เด็กดี มาดูนี่สิ นี่เป็นสิ่งที่หวงจั่งซุนให้คนส่งมาให้เจ้า” ในมือเจิ้งซื่อถือกล่องผ้าอยู่ ในกล่องผ้าเต็มไปด้วยเครื่องประดับต่างๆ นานา หนานกงซูรู้สึกยินดีขึ้นมาเล็กน้อย “นี่เป็นสิ่งที่หวงจั่งซุนส่งมาหรือเจ้าคะ”

“จะโกหกเจ้าทำไมกัน เจ้าวางใจ ในใจท่านพ่อและหวงจั่งซุนต่างก็รู้กันดี การแต่งงานของเจ้าก็ถูกกำหนดไว้คร่าวๆ แล้ว เพียงแต่ ช่วงนี้เจ้าต้องอยู่เฉยๆ ก่อน ท่านพ่อเจ้าบอกแล้ว รอหนานกงมั่วแต่งออกไปแล้ว งานแต่งของเจ้าถึงจะจัดขึ้นได้” เจิ้งซื่อปลอบโยนบุตรี

หนานกงซูไม่พอใจ “เรื่องอะไรกันที่ข้าต้องมาแต่งช้ากว่านาง”

“ก็เพราะนางโตกว่าเจ้า งานแต่งของนางเป็นสมรสพระราชทานจากฝ่าบาท เจ้าจะเอาอะไรกับนาง อย่างมากต่อไปนางก็เป็นได้เพียงฮูหยินจวนจวิ้นอ๋อง ลูกแม่ อนาคตต่อไปของเจ้ายังมีอยู่มาก”

หนานกงซูครุ่นคิด หมุนเล่นเครื่องประดับในมือไปด้วย “ท่านแม่พูดถูก ข้าไม่สนใจนางหรอก”

เจิ้งซื่อพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “พี่ใหญ่พี่รองของเจ้ามาดูเจ้าบ้างหรือไม่”

“พี่ใหญ่มาทุกวัน พี่รองไม่เคยมา” เมื่อนึกถึงหนานกงฮุย หนานกงซูรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา เจิ้งซื่อส่งเสียงหยัน กัดฟันเอ่ย “พี่ใหญ่ของเจ้านั้นไปหาบ้าง อย่าออกห่าง น่าเสียดาย...” เสียดายที่นางไร้ซึ่งบุตรชาย ไม่เช่นนั้นไยนางต้องมาคอยระมัดระวังต่อสองพี่น้องเมิ่งซื่อ[footnoteRef:1]นั่น [1: เมิ่งซื่อ ลูกชายคนโตของตระกูล มาจากคำว่า ‘เมิ่ง’หมายถึงลูกชายคนโต ส่วน ‘ซื่อ’ ใช้เรียกสกุลที่แยกย่อยออกมาในสมัยโบราณ ในสมัยโบราณนั้นมีความหมายต่างจากแซ่ แต่ปัจจุบันสามารถใช้แทนกับแซ่ได้]

“ข้าเข้าใจ ท่านแม่” หนานกงซูพยักหน้า หลายปีมานี้นางเข้าใจที่มารดาคอยดูแลพี่ชายทั้งสองอย่างดี นางไม่มีพี่น้องแท้ๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องซื้อใจพี่ใหญ่ไว้ เพื่อต่อไปท่านพ่อไม่อยู่แล้วนางอยู่จวนหวงจั่งซุนจะได้มีที่พึ่ง น่าเสียดาย...เมื่อก่อนนางคิดว่ามารดามีเพียงนางผู้เดียวนั้นดีแล้ว ยามนี้เข้าใจแล้วว่าหากไม่ใช่พี่น้องที่แท้จริงของตนอย่างไรก็วางใจไม่ได้อยู่ดี

พิธีไหว้บรรพบุรุษของราชวงศ์ไม่เกี่ยวกับผู้หญิงในสกุล หนานกงมั่วถูกส่งตัวไปหาพระชายาเยี่ยนอ๋องแต่เช้า พระชายาเยี่ยนอ๋องมีชาติตระกูลดี จิตใจกว้างขวาง ให้ความสำคัญกับหลานชายของสามีรอบด้าน แม้แต่หนานกงมั่วที่ไม่ชื่นชอบการอยู่กับคนที่ต้องมีพิธีรีตองทว่านางกลับไม่รู้สึกถึงความรำคาญหรือละเลยใดๆ เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว ทั้งสองก็ออกเดินทางสู่พระราชวัง

ในวังมีหญิงมากมายที่ติดตามมาจากทั้งจินหลิงและจากต่างแคว้น เมื่อเห็นพระชายาเยี่ยนอ๋องเสด็จมาถึงต่างก็หันมาแสดงความเคารพ ขณะเดียวกันก็เกิดความสงสัยต่อหญิงสาวที่ติดตามมาด้วยอยู่ด้านข้าง หญิงสาวผู้นั้นอยู่ในชุดขาวลายปัก มีรูปโฉมงดงาม ใบหน้าประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม ราวกับหญิงสาวที่หลุดออกมาจากภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น หากไม่รู้ว่าครั้งนี้เยี่ยนอ๋องและพระชายาเยี่ยนอ๋องไม่ได้พาจวิ้นจู่[footnoteRef:2]มาด้วย คงคิดว่านี่คงเป็นจวิ้นจู่น้อยจากจวนเยี่ยนอ๋องเป็นแน่แท้ [2: จวิ้นจู่ ตำแหน่งองค์หญิง หรือท่านหญิง ขึ้นอยู่กับการสืบสายเลือดทางบิดากับจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่ 3 ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ต้องเป็นพระธิดาในชินอ๋องกับพระชายาเอก]

devc-a3b5dd88-33025หมอหญิงยอดมือสังหาร: บทที่ 32 เพ่ยหวนจากสกุลเซี่ย ตอนที่ 32