สาวน้อยสุดแกร่งกับมิติพิเศษ: ตอนที่ 10 ตอนที่ 10
“ดี ดีมาก ยอดเยี่ยมไปเลย!” เสวียนจีจือตื่นเต้นจนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาแล้ว
หลังจากกราบลาอาจารย์เสร็จ ศิษย์พี่และศิษย์น้องสองคนก็เตรียมพร้อมที่จะลงเขาแล้ว มีถุงผ้าช่องว่างมิติที่เสวียนจีจือมอบมาให้ ทั้งสองคนก็เดินทางอย่างสบายตัว และผ่อนคลายขึ้นมาก ซูเย่ว์เดินนำอยู่ข้างหน้า ส่วนเสวียนเสี่ยวซื่อยังกล่าวลากับเฉินมามาที่เดินตามมาส่งอยู่ข้างหลัง
“เฉินมามา อาจารย์เข้าไปบำเพ็ญเพียรแล้ว ท่านอยู่คนเดียวก็ไม่ต้องอยู่บนเขาหรอก ลงเขาไปพักผ่อนช่วงหนึ่งก่อน รอให้พวกข้ากลับมาเมื่อไรค่อยขึ้นเขามา” เสวียนเสี่ยวซื่อพูดอย่างอาวรณ์
“ข้าเข้าใจแล้ว อีกสองวันข้าค่อยลงเขาไป จากนั้นอีกหลายวันค่อยขึ้นมาดู มาเก็บกวาดเสียหน่อย พวกเจ้าอยู่ข้างนอกก็ระวังตัวหน่อยล่ะ” คนเฒ่าคนแก่พูดพลางกับน้ำตาคลอเบ้า
“อืม ๆ ท่านวางใจเถอะ ความสามารถของพวกเราพอมีอยู่ ไม่มีใครสามารถรังแกได้หรอก” เสวียนเสี่ยวซื่อตบหน้าอกของเขาด้วยความภาคภูมิใจ
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องระวังให้มาก คนข้างนอกมีจิตใจชั่วร้าย พวกเจ้าอยู่แต่บนเขาตลอดจึงไม่รู้”
“รู้แล้ว ๆ อาจารย์ล้วนบอกพวกเราหมดแล้ว”
······
ตอนที่พวกเขาใกล้จะถึงเชิงเขา ซูเย่ว์หันหลังมาแล้วพูดกับเฉินมามาว่า “เฉินมามา ท่านกลับไปเถอะ นี่ก็จะถึงตีนเขาแล้ว”
“เฮ้อ ได้ เสี่ยวอู่อ่า เจ้าเป็นแม่นางคนหนึ่งออกจากอาศรมไปแล้วต้องระวังตัวให้มาก เข้าใจหรือไม่?”
“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว” นางพูดพลางกับหยิบขวดยาออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้เฉินมามา “เฉินมามาขวดยาสองขวดนี้ท่านรับไว้เถอะ ทุกวันให้กินวันละหนึ่งเม็ด สุขภาพร่างกายจะได้แข็งแรง”
“ไอหยา เจ้าเด็กคนนี้” แต่นางก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เสี่ยวอู่ให้เม็ดยาแก่นางมา ตั้งแต่เฉินมามารู้ถึงความล้ำค่าของเม็ดยานี้จากเสี่ยวซานก็ยิ่งหวงแหนอย่างมาก
“ได้ ๆ ยายเฒ่าอย่างข้าก็ส่งถึงแค่ตรงนี้แล้วนะ พวกเจ้าก็รีบลงเขาไปเถอะ” เฉินมามาพูดพลางกับเช็ดน้ำตาไปพลาง
“อืม ๆ เฉินมามาท่านรีบกลับไปเถอะ พวกเราจะไปแล้ว” เสวียนเสี่ยวซื่อตอบรับ
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินลงเขาไปโดยที่ไม่หันกลับไปมอง เฉินมามาคอยเฝ้าดูอยู่ด้านหลังตลอดทาง จนกระทั่งมองไม่เห็นเงาคนแล้วนางจึงค่อย ๆ เดินขึ้นเขาไป เฮ้อ เด็ก ๆ เหล่านี้ล้วนจากกันไปทีละคนสองคน ล้วนแต่ทำใจได้ยากจริง ๆ
ด้านล่างภูเขาไป๋อวิ๋น ในเมืองไป๋อวิ๋น
“เสี่ยวอู่ ก่อนอื่นพวกเราไปที่โรงหมอเทวดาไปหาอาสวีกันก่อนเถอะ ให้เขาจัดหาม้าให้พวกเราสองตัว เช่นนี้พวกเราก็น่าจะไปถึงเมืองเซวียนได้ในสามวัน” เสวียนเสี่ยวซื่อพูดขณะที่มือข้างหนึ่งถือถังหูลู่ ส่วนอีกข้างหนึ่งถือขนมถั่วเขียว และก็พูดได้ไม่ชัดเจนเพราะว่ามีอาหารอยู่เต็มปาก
“อืม” ซูเย่ว์แทบไม่มองเขาสักนิด
ซูเย่ว์ไม่เคยลงจากเขามาก่อน ดังนั้นจึงไม่เคยเห็นโลกภายนอกเท่าไร เมื่อลองมองไปที่ถนนโบราณเส้นนี้ และผู้คนที่แต่งตัวแปลกตา นางก็ตระหนักขึ้นมาอีกครั้งว่านางทะลุมิติมายังยุคสมัยที่นางไม่รู้จักจริงๆ
ขณะนี้เสวียนเสี่ยวซื่อกำลังกินพลางกับแนะนำกิจการที่ค้าขายอยู่ริมสองข้างทางของถนนสายนี้ให้นางฟัง มีทั้งอาหารและการแสดงกายกรรมริมถนน
“ขอร้องท่านล่ะ ช่วยน้องสาวข้าหน่อยเถอะ ท่านไม่ใช่ว่ามีหมอเทวดาหรอกหรือ?”
“เฮ้อ เจ้าหนู เจ้าขอร้องข้าก็เปล่าประโยชน์ วิชาแพทย์ของข้าช่วยไม่ได้จริง ๆ” ผู้อาวุโสที่สวมชุดสีเทาและผมขาวไปครึ่งหนึ่งแล้วเอ่ยอย่างหมดหนทาง
มีชาวบ้านเข้ามาล้อมวงดูอย่างคึกคัก
“ขอทานคนนี้ตายแล้วกระมัง?”
“ไอหยา ข้าก็ว่างั้น เจ้าดูสิผ่านไปครึ่งวันแล้วยังไม่ตอบสนองใดๆสักนิดเลย”
“หมอจังจากโรงหมอเทวดามีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมก็จริง ถ้าเขาบอกว่าเขาช่วยนางไม่ได้นั่นก็คงจะไม่ได้แล้ว”
“เฮ้อ น่าสงสารจริง ๆ”
“คนที่คุกเข่าอยู่ข้างๆร้องขอความช่วยเหลือคนนั้นคงจะเป็นพี่ชายกระมัง ดูเหมือนเพิ่งจะอายุหกเจ็ดขวบเองนะ”
“ดูจากสภาพแล้วน่าจะเป็นผู้ลี้ภัยที่มาจากนอกเมืองกระมัง”
······
“เอ๋? ทำไมมีคนมากมายมายืนล้อมวงที่หน้าประตูโรงหมอเทวดา? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ? เสี่ยวอู่ รีบตามมา พวกเราไปดูกันเถอะ”
ซูเย่ว์ก็ได้ยินเช่นกัน และก็ตามเสวียนเสี่ยวซื่อเข้าไปในกลุ่มฝูงชน เดิมทีนางไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่เมื่อนางเห็นไกลๆว่าเป็นป้ายของโรงหมอเทวดา อย่างน้อยก็เป็นอาณาเขตของศิษย์พี่สาม ดังนั้นจึงเข้าไปดูสักหน่อย
“ท่านหมอจัง เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?” เสวียนเสี่ยวซื่อเบียดเสียดฝูงชนเข้าไปที่หน้าประตูอย่างยากลำบาก แล้วก็เอ่ยถามกับท่านหมอคนนั้น
“อา คุณชายสี่ ท่านมาได้อย่างไรหรือ?” หมอจังถามด้วยความตกใจ
“ท่านอย่าได้สนใจข้าเลย บอกมาก่อนสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”
ในเวลานี้ซูเย่ว์ก็มาถึงที่หน้าประตูโรงหมอแล้วเช่นกัน แต่เมื่อมองไปยังขอทานตัวเล็กที่ในอ้อมกอดมีเด็กอายุสองถึงสามขวบคนหนึ่งที่มีใบหน้าก็คล้ำม่วง ผอมจนหนังติดกระดูก และที่เท้าข้างหนึ่งไม่ได้สวมรองเท้า เมื่อมองอย่างละเอียดดูแล้ว ๆ จะเห็นว่ามีหลุมดำๆอยู่สองหลุมที่ข้อเท้า...นี่คือรอยของงูกัด
ซูเย่ว์ก้าวไปข้างหน้าทันที และจับชีพจรให้นาง ก่อนจะถามว่า “โดนกัดตั้งแต่เมื่อไรหรือ?”
ขอทานตัวน้อยมองพี่ชายอายุราวสิบปีต้น ๆ คนนี้อย่างตะลึง ตกตะลึงจนลืมตอบคำถามไปเลย
คนรอบบริเวณก็เห็นเหตุการณ์นี้เช่นกัน มีหมอจังที่ปฏิกิริยาตอบสนองทัน จึงรีบถามไปทันทีว่า “น้องชายท่านนี้เป็นหมอหรือ?”
“ท่านหมอจัง นี่คือศิษย์น้องห...ศิษย์น้องชายของข้าเอง ท่านเรียกเขาว่าเสี่ยวอู่ก็ได้แล้ว” เสวียนเสี่ยวซื่อตอบแทนซูเย่ว์
ดวงตาของหมอจังเป็นประกายขึ้นมาทันที ศิษย์น้องงั้นหรือ? แต่ที่เขารู้มาหมอเทวดาเสวียนมีเพียงศิษย์น้องชายเพียงคนเดียวก็คือเสวียนเสี่ยวซื่อ ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือศิษย์น้องหญิงที่ว่ากันว่าฝีมือทางการแพทย์เหนือกว่าหมอเทวดาเสวียนเสียอีก
หมอจังมองดูซูเย่ว์อย่างละเอียด และก็พบว่าเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวเป็นผู้ชายจริงๆด้วย
“คุณห...คุณชายห้า เด็กคนนี้ถูกงูพิษกัดเมื่อเช้านี้ในวัดร้างนอกเมือง เช้านี้พอประตูเมืองเปิดก็พามาที่โรงหมอเทวดาของพวกเราทันที แต่เวลามาล่าช้าเกินไป ข้าเองก็...” หมอจังอธิบายให้ซูเย่ว์ฟัง