คู่มือรักท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ: ตอนที่ 7 ตอนที่ 7
“ทำอะไรไร้สาระ! รอให้ลุงใหญ่กลับมาเถอะ จะได้ถลกหนังไปขายที่ร้านหนังในหมู่บ้าน ยังไงก็ได้สองตำลึงเงิน!”
ฤดูหนาวปีที่แล้ว ยิงธนูล่าได้จิ้งจอกตัวหนึ่ง แม้ที่ท้องจะมีรอยขีดข่วน แต่ก็ได้ข่าวว่าขายไปได้ตั้งหลายตำลึงเงิน!
หวังเฟิ่งอิงรู้เรื่องนี้ดี จึงพยักหน้าหงึกๆ “หนังจิ้งจอกขายได้เงินแน่นอน”
ฉินเหล่าไท่หัวเราะอย่างเบิกบาน พลางตบไหล่ผอมบางของจ้าวจิ่นเอ๋อร์เบาๆ
“นังหนูจิ่นของเรา ดูเหมือนจะโชคร้าย แต่จริงๆกลับมีแต่โชคดี ทำไมถึงเรียกนางว่าตัวซวยล่ะ? ข้าดูแล้วนางนี่แหละดาวนำโชค!”
จ้าวจิ่นเอ๋อร์ได้หนังจิ้งจอกสวยๆ แบบนี้มาโดยบังเอิญ แม้สามีและลูกชายของตนที่เข้าไปในป่ายังไม่กลับมา แต่หวังเฟิ่งอิงก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ
มีเพียงฉินเจินจูที่เบ้ปากพลางพูดว่า “ตัวซวยกลายเป็นดาวนำโชคแล้วหรือ? ข้าไม่เชื่อหรอก!”
ฉินเหล่าไท่ถลึงตาใส่นาง “ถ้าปากยังพูดจาสกปรกอีกก็คอยดูนะว่าข้าจะฉีกปากเจ้ายังไง! ฟ้ามืดแล้ว พวกนางนั่งว่างกันอยู่ได้ ไฟหุงข้าวก็ยังไม่จุด น้ำร้อนก็ยังไม่ได้ต้ม พวกผู้ชายจะกลับมาแล้ว ถ้าเสียเวลาจนทำให้พวกเขาหิวข้าว ก็มาดูสิว่าข้าจะด่าพวกเจ้ายังไง!”
ฉินเจินจูอัดอั้นตันใจ ทั้งหมดก็เพราะตัวซวยนั่น ทุกคนถึงได้ร้อนใจจน จะมีอารมณ์ที่ไหนไปหุงหาอาหาร
ท่านย่านางนี่ช่างหัวเลอะเลือนเสียจริง ที่คอยปกป้องเด็กคนนั้น!
“รีบต้มน้ำ แล้วจับห่านนั่นมาฆ่า วันนี้ทุกคนวุ่นกันมาทั้งวัน ตอนเย็นจะได้กินเนื้อให้อิ่มซะที!” ฉินเหล่าไท่สั่ง
พวกผู้หญิงในเรือนก็เริ่มฆ่าห่านกันที่ลานเรือน ครอบครัวนี้ล้วนเป็นคนที่รู้จักใช้ชีวิตอย่างประหยัด ห่านป่าตัวหนึ่งถูกฆ่า ไม่มีแม้แต่ขนเส้นเดียวที่ถูกทิ้งให้เสียเปล่า
เลือดถูกปล่อยออกมาให้จับตัวเป็นก้อนเลือด ขนห่านถูกถอนออกไปล้างแล้วตากไว้ เมื่อแห้งแล้วจึงเอาก้านขนออก ทำเสื้อกั๊กขนเป็ดที่ไม่หนาไม่บางให้เมี่ยวเมี่ยวลูกสาวของพี่คนโต ส่วนหัวใจ ตับ ปอด และลำไส้ก็คลุกแป้งล้างจนสะอาดแล้วหมักไว้ รอให้แห้งแล้วเติมดอกไม้จีนแห้งที่เก็บไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ ใส่ลงไปในข้าวแล้วนึ่ง หอมจนแทบทำให้คิ้วหลุด
หวังเฟิ่งอิงยกเขียงออกมา แล้วสับห่านออกเป็นสองส่วนตรงลานเรือน “วันนี้จะตุ๋นซีอิ๊วแดงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งจะตากแห้งไว้กินทีหลัง”
ฉินเหล่าไท่แม้ไม่ชอบที่ปากหวังเฟิ่งอิงพูดมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าสะใภ้คนนี้เป็นมือหนึ่งเรื่องการจัดการงานเรือน เลยพยักหน้าเอ่ย “เจ้าจัดการตามที่เห็นสมควรเถอะ”
จ้าวจิ่นเอ๋อร์ที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วงมาตลอด ก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่กล้าพูดอะไร ตอนนี้จู่ๆ ก็เอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของฉินเหล่าไท่ “ท่านย่า...”
ฉินเหล่าไท่เห็นท่าทางลังเลของนาง ก็ยิ้มพลางถาม “มีอะไร บอกย่าเถอะ!”
“อาซิวร่างกายอ่อนแอ ถ้าให้กินของมันๆ แบบตุ๋นซีอิ๊วแดง เขาคงย่อยไม่ไหว ตักเนื้อสักสองชิ้นไปตุ๋นซุปใสให้เขาได้หรือไม่?”
ตอนเช้าฉินมู่ซิวพูดว่าอาหารเขาไม่ค่อยย่อย จ้าวจิ่นเอ๋อร์เลยจดจำไว้ในใจ
หลานสะใภ้เป็นห่วงสุขภาพหลานชายขนาดนี้ ฉินเหล่าไท่จะไม่เห็นด้วยได้อย่างไร จึงพูดทันที “เฟิ่งอิงเอ้ย หาหม้อดินเล็กๆ ตุ๋นซุปใสให้อาซิวกับเมี่ยวเมี่ยวหน่อย”
หวังเฟิ่งอิงอยากจะบ่นว่ายุ่งยาก แต่พอได้ยินแม่สามีว่าหม้อตุ๋นมีไว้ให้หลานสาวนางด้วย เลยไม่พูดอะไรอีก
ตอนที่พวกผู้ชายกลับมาถึง ลานเรือนเล็กๆก็อบอวลไปด้วยกลิ่นเนื้อ
เพราะเรื่องจ้าวจิ่นเอ๋อร์ ทำให้เสียเวลาไม่ได้ไปทำงานในไร่ทั้งวัน ลุงใหญ่ฉินและพี่ใหญ่ฉินหู่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พอใจ เดินเข้าเรือนมาด้วยสีหน้ามืดมน
แต่พอได้กลิ่นเนื้อ ความไม่พอใจก็ลดลงครึ่งหนึ่ง และเมื่อได้ยินว่าจ้าวจิ่นเอ๋อร์พาหนังจิ้งจอกกลับมา ทั้งคู่ก็ยิ้มกว้างทันที
“หนังจิ้งจอกนี่สวยมากจริงๆ!”
ทุกฤดูหนาวที่ไม่มีงานไร่ สองพ่อลูกก็จะพากับดักเข้าป่าไปเสี่ยงโชคกัน แต่ก็จับได้เพียงกระต่ายหรือกวางป่าเท่านั้น ไม่เคยจับได้ของมีค่าขนาดนี้
“ก็เพราะนังหนูจิ่นเราเป็นดาวนำโชคน่ะสิ! ทุกคนเหนื่อยมาทั้งวัน กินข้าวเย็นเถอะ!” ฉินเหล่าไท่พูดพลางยกข้าวขึ้นโต๊ะ
หวังเฟิ่งอิงและหลิวเหม่ยอวี้เห็นนางกำลังยุ่งเลยไม่กล้านิ่งเฉย ช่วยกันยกอาหารและจัดโต๊ะ
จ้าวจิ่นเอ๋อร์ที่ไม่มีหน้าที่ช่วย จึงไปตักน้ำซุปในหม้อดินสองถ้วย ก่อนยกไปให้เมี่ยวเมี่ยวหนึ่งถ้วย แล้วพูดว่า “ท่านย่า ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ ข้าขอเอาซุปไปให้อาซิวก่อนนะเจ้าคะ”
ฉินเหล่าไท่ยิ้มพลางพยักหน้า “ไปเถอะ เด็กคนนั้นก็ห่วงเจ้ามาทั้งวันแล้ว ข้าวเที่ยงยังไม่ได้กินเลย”
จ้าวจิ่นเอ๋อร์สะดุ้งเล็กน้อย อาซิวห่วงนางมาทั้งวันเชียวหรือ?
เมื่อไปถึงห้อง ก็เห็นฉินมู่ซิวนั่งพิงหัวเตียงอยู่ ใบหน้าแสดงความกังวล เขาไอไปพลางหันมองที่ประตูเป็นระยะ
เมื่อเห็นนางเข้ามา เขาก็เผยรอยยิ้มออกมาก่อนจะทำหน้าจริงจังแล้วพูดว่า “เจ้าเข้าไปในป่าเองได้ยังไง ไม่รู้หรือว่าป่ามีหมาป่า เสือ และสัตว์อันตรายอื่นๆ ถ้าเจอพวกมันเข้า พวกมันสามารถกินเจ้าได้ในคำเดียวเลยนะ!”
แม้คำพูดจะดูเหมือนตำหนิ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกันข้างนอก
จ้าวจิ่นเอ๋อร์ไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด นางไม่ใช่คนที่แยกแยะดีชั่วไม่ออก เพราะนางเข้าใจว่าคนกำลังเป็นห่วง
“คราวหน้าจะไม่กล้าอีกแล้ว”
เสียงของนางอ่อนนุ่ม ดวงตาเรียวยาวกระพริบเบาๆ ดูน่าสงสาร จนฉินมู่ซิวไม่อาจตำหนินางต่อได้ จึงได้แต่ส่ายหัวอย่างจนปัญญา