คู่มือรักท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ: ตอนที่ 9 ตอนที่ 9
ฉินเหล่าไท่เผยยิ้ม ใบหน้าของนางที่มีรอยยับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน "พวกเราไปขายสุนัขจิ้งจอกที่เจ้าเอามาให้เสร็จก่อน แล้วค่อยซื้อขนมกับชาสักหน่อย เป็นของขวัญไปเยี่ยมเรือนให้ครอบครัวของเจ้านะ เจ้าจะได้ไม่กลับเรือนมือเปล่า"
สองย่าหลานไปถึงที่ปากหมู่บ้าน ฉินเหล่าไท่ใช้เงินส่วนตัวของตัวเองจ่ายค่าโดยสารเกวียนให้พวกเขา ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ถึงในหมู่บ้าน
หกปีมาแล้วที่ไม่ได้มา หมู่บ้านนี้เจริญรุ่งเรืองและคึกคักมากกว่าในความทรงจำของจ้าวจิ่นเอ๋อร์อีก
ร้านค้าทั้งสองข้างถนนเรียงรายเต็มไปหมด สินค้าที่ขายก็มีหลายหลาย
ฉินเหล่าไท่กลัวนางจะหลงทาง จึงดึงนางไว้ข้างตัวไม่ให้หยุดดูอะไรมาก เพียงเดินตรงไปที่ร้านขายขนสัตว์
ร้านขายขนสัตว์แห่งนี้เปิดมานานเกือบยี่สิบปี ส่วนใหญ่ขายสินค้าให้กับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ดังนั้นแม้จะเห็นเป็นผู้หญิงแก่หัวหงอกที่พาหลานสาวอายุประมาณสิบสี่สิบห้าปีเข้ามา แต่เจ้าของร้านก็ไม่มีทีท่าดูถูกเลย
เจ้าของร้านทักทายด้วยความอบอุ่น "ท่านป้าต้องการซื้ออะไรหรือขอรับ? ใกล้ฤดูหนาวแล้ว ถุงมือขนที่เข้าใหม่ที่ข้าเอามามีคุณภาพดีและราคาถูกนะขอรับ!"
ฉินเหล่าไท่คิดในใจว่าเจ้าของร้านนี้ดูเป็นคนฉลาดในการทำธุรกิจ ไม่ว่าคนจนหรือคนรวย ก็ไม่มีใครอยากโดนถูกดูถูก
ยิ่งคนจนยิ่งอยากจะได้รับการยกย่อง!
ฉินเหล่าไท่วางตะกร้าไว้บนโต๊ะ "ข้าไม่ได้มาซื้อของ ข้ามาขายของ"
นี่ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยๆ เจ้าของร้านจึงถาม "ท่านป้านำของดีอะไรมาให้ขอรับ?"
ฉินเหล่าไท่ยิ้มอย่างมั่นใจ "เป็นของดีหรือไม่ เจ้าของร้านช่วยตัดสินใจนะ"
พูดจบก็ยกผ้าหนาที่ปิดตะกร้าออก
แม้จะวางไว้แค่คืนเดียวแต่กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ก็ยังลอยออกมาในทันที
เจ้าของร้านทำธุรกิจขนสัตว์มานาน ยอมรู้ในทันทีว่ากลิ่นนี้คือลูกสุนัขจิ้งจอก?
ตาของเขาสว่างขึ้น "เป็นขนสุนัขจิ้งจอกหรือไม่ขอรับ? เป็นแบบเต็มตัวหรือเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขอรับ?"
ฉินเหล่าไท่หยิบสุนัขจิ้งจอกที่ตายแล้วออกมา "เต็มจนไม่สามารถเต็มกว่านี้ได้อีกแล้ว!"
เจ้าของร้านดูขนสัตว์อย่างถี่ถ้วนรอบหนึ่ง เห็นว่าไม่มีตำหนิเลยแม้แต่น้อย ร่างกายมันมีความมันวาวเป็นสีขาวบริสุทธิ์
ไม่มีรอยตำหนิเลย ถือว่าเป็นของดีจริง ๆ!
แม้เจ้าของร้านจะเป็นคนที่ทำงานในธุรกิจนี้มานาน แต่ก็ยังทำสีหน้าเคร่งขรึม "ท่านป้าต้องการขายราคาเท่าไหร่ขอรับ?"
ฉินเหล่าไท่ตอบ "เราเป็นชาวนา ไม่ได้เป็นนักล่า ราคาก็ไม่เข้าใจมากนัก ข้าไม่กล้าตั้งราคาสูง ให้เจ้าของร้านตั้งราคาตามตลาดได้เลย แต่ขอแค่ไม่ต่ำกว่ามูลค่าของมันก็พอ ตัวสุนัขจิ้งจอกตัวนี้หลานสะใภ้ของข้าเสี่ยงชีวิตแย่งชิงมาจากปากหมาป่า"
เจ้าของร้านฟังแล้วรู้สึกแปลกใจ "เรื่องราวเป็นอย่างไรขอรับ?"
ฉินเหล่าไท่ก็เล่าเรื่องที่จ้าวจิ่นเอ๋อร์ไปเก็บสุนัขจิ้งจอกจากปากหมาป่า
เจ้าของร้านมองจ้าวจิ่นเอ๋อร์อย่างแปลกใจ เห็นนางดูเด็กกว่าลูกสาวของตัวเองหลายปี
ลูกสาวของเขายังถูกเลี้ยงดูแบบตามใจอยู่ที่เรือน ส่วนเด็กสาวคนนี้หน้าตากลมๆ เหมือนเด็ก แต่กลับเป็นถูกแต่งไปเป็นภรรยาแล้ว คงมีชีวิตลำบากไม่ใช่น้อย ถึงได้ทำเรื่องเสี่ยงชีวิตแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกเห็นใจ
"ท่านป้าขอรับ ถ้าท่านเข้ามาที่ร้านเรา ก็ถือว่าเห็นคุณค่าในร้านเรา ข้าจะไม่โกหกท่าน ขนสุนัขจิ้งจอกตัวนี้แบบเต็มตัวและหาง ถือว่าเป็นของดีขอรับ แต่เป็นตัวผู้ยังไม่โตเต็มที่ ขนมันยังเล็กไปหน่อย ไม่สามารถเรียกว่าของดีเยี่ยมได้ แต่ข้าจะให้ราคาสมเหตุสมผลเลยนะขอรับ ให้ราคาสิบแปดตำลึง"
สิบแปดตำลึง!
ฉินเหล่าไท่และจ้าวจิ่นเอ๋อร์ต่างตกตะลึง ปีนี้การเก็บเกี่ยวผลผลิตดี แต่ก็ยังขายได้แค่สามสี่ตำลึง ถ้าคำนวณแล้วก็เป็นรายได้จากการทำงานหนักทั้งปีของครอบครัว!
สุนัขจิ้งจอกที่ดูฉูดฉาดตัวนี้กลับสามารถขายได้ถึงสิบแปดตำลึง นี่เทียบเท่ารายได้ของทั้งครอบครัวที่ทำงานึงสี่ห้าปีเลย!
เห็นสองย่าหลานเงียบไป เจ้าของร้านคิดว่าพวกเขาคงรู้สึกว่าได้ราคาน้อยไป
ตีลูกคิดเสียงดังปิ๊บๆ ป๊าปๆ กัดฟันพูดด้วยความเจ็บปวดว่า"เอาเถอะ ข้าจะเอากำไรน้อยลงสักสองตำลึง ก็ถือว่าข้าได้สร้างสัมพันธ์กับพวกท่านไว้ในครั้งนี้ ต่อไปถ้ามีของดีอีกก็ส่งมาให้ข้าได้ ยี่สิบตำลึง ถ้าจะเอามากกว่านี้สักเหวินเดียวก็ไม่ได้แล้วนะ พวกท่านคิดเอาดูว่าจะขายได้หรือไม่ ถ้ายังคิดว่าน้อยไป สามารถไปถามร้านอื่นได้"
ฉินเหล่าไท่ที่ออกจากร้านพร้อมเงินยี่สิบตำลึงยังคงรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง
"นังหนูจิ่นช่วยพยุงย่าหน่อย ย่าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่"
จ้าวจิ่นเอ๋อร์เอามือบีบที่แก้มตัวเอง "เจ็บ ไม่ใช่ฝันเจ้าค่ะ!"
"เด็กโง่! บีบแรงขนาดนั้นจะไม่เจ็บได้ยังไง"
ฉินเหล่าไท่เห็นนางทำหน้าน่ารักก็หัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู "ไม่คิดเลยว่าจะขายได้เงินเยอะขนาดนี้ ตอนแรกข้าคิดแค่ว่ามันพอใช้สำหรับค่าใช้จ่ายกลับเรือนแม่ของเจ้าก็ถือว่าพอแล้ว ไปกันเถอะ เราไปซื้อของดีๆ กลับไปเรือน ให้นังหนูจิ่นได้มีโอกาสอวดบ้าง”
ฉินเหล่าไท่ไม่ใช่คนขี้เหนียวอยู่แล้ว พอมีเงินในมือก็ยิ่งใจใหญ่ขึ้นไปอีก
ซื้อเมล็ดแตงโม อินทผาลัม น้ำตาล ขนมเค้กดอกหอมสี่ชนิดอย่างละกิโล ยังไม่พอ ยังซื้อหมูสามชั้นที่มีไขมันเยิ้มอีกสองชิ้นด้วย
พอคิดถึงเมื่อเช้าที่จ้าวจิ่นเอ๋อร์ถูกหวังเฟิ่งอิงกวนจนไม่ได้ทานข้าวเช้า ก็พานางไปที่ร้านเกี๊ยว สั่งเกี๊ยวหมูมาให้หนึ่งชาม
"กินให้อิ่มแล้วเราค่อยไปที่หมู่บ้านลู่เอ๋อร์กัน"
จ้าวจิ่นเอ๋อร์ไม่อยากกินคนเดียว จึงขอชามจากร้านเพิ่มอีกใบ แล้วแบ่งให้ฉินเหล่าไท่กินด้วย "ท่านย่า ท่านก็กินหน่อย"
ฉินเหล่าไท่เอ่ยด้วยรอยยิ้มตาหยี่ "เมื่อเช้ากินหมั่นโถวไปสองลูกแล้ว ตอนนี้ยังอิ่มอยู่เลย เจ้าเป็นเด็กวัยกำลังโต เจ้ากินเถอะ"