นิยายเรื่องนี้ข้าขอเป็นคนกำหนดเอง: ตอนที่ 2 เหลือเวลาอีกเพียงสามเดือน ตอนที่ 2
“เวยเอ๋อร์...เมื่อครู่พ่อหุนหันพลันแล่นไปหน่อย กล่าวหาเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม...”
“ท่านพ่อ!” คราวนี้เป็นอวิ๋นเวยที่ขัดจังหวะคำพูดของเขา ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาทันที เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความน้อยใจ “แม้ว่าลูกจะเคยไม่รู้ความ แต่คำสั่งสอนของท่านลูกไม่กล้าลืม ต่อให้เลอะเลือนสักเพียงใด ก็ไม่มีทางทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้เป็นแน่ หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?”
“ลูกจะโง่เขลาเพียงใด ก็ไม่มีทางทำให้ท่านต้องอับอาย แต่ท่าน...เมื่อครู่แม้แต่เศษเสี้ยวของความเชื่อใจก็ไม่มีให้ลูกเลย ท่านไม่แม้แต่ให้โอกาสลูกได้อธิบาย กลับลงมือกับลูกก่อนแล้ว...”
ขณะที่พูดอวิ๋นเวยก็เริ่มร้องไห้ออกมา น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าหลั่งรินลงมา
นางร้องไห้จริง ๆ ประการแรกคือแผลที่แผ่นหลังเจ็บจนทนไม่ไหว
ประการที่สองคือในเมื่อเจ็บแล้ว ก็ต้องให้คุ้มค่ากับที่เจ็บ
ร่างเดิมในอดีตเป็นคนเหลวไหล จนทำให้จิตใจของอวิ๋นเจิ้นเย็นชา ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกจึงห่างเหิน ดังนั้นนางเลยถือโอกาสบาดเจ็บครั้งนี้แสดงความน่าสงสาร เพื่อกระตุ้นความรู้สึกผิดของเขาให้มากขึ้นและช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก
เพียงแต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือ ร่างนี้อ่อนแอเกินไปจริง ๆ นางร้องไห้ไปได้ไม่นานก็ดันเป็นลมหมดสติไปเสียก่อน
ในช่วงเวลาที่กำลังจะหมดสติไป นางเห็นอวิ๋นเจิ้นวิ่งเข้ามาด้วยความร้อนรน เบื้องหลังของเขาคือกู้ฉางหลิงที่ก้าวตามมาติด ๆ ดวงตาที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความห่วงใยนั้น กลับแฝงไปด้วยความเย็นชาและความเฉยเมยที่ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง...
......
ช่วงต้นฤดูร้อน ในอากาศอบอวลไปด้วยความร้อนระอุเล็กน้อย อวิ๋นเวยถีบผ้าห่มออกและตั้งใจจะนอนต่อ
แต่พอพลิกตัว แผ่นหลังก็ปวดราวกับถูกไฟเผา ปวดจนนางต้องลืมตาขึ้นมา
สิ่งแรกที่เห็นคือผ้าห่มสีเหลืองอ่อน เสื้อผ้าไหมที่นุ่มลื่น ในกระถางธูปแปดเหลี่ยมมีควันสีขาวลอยเป็นสาย ม่านสีแดงพลิ้วไหวเบา ๆ ตามแรงลม เสียงของม่านผนึกแก้วที่ห้อยลงมากระทบกันเป็นเสียงใสกังวาน
นางอึ้งไปครู่หนึ่ง อวิ๋นเวยถึงนึกขึ้นมาได้ว่า ใช่แล้ว นางทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องเส้นทางพลิกชะตาของบัณฑิตยากจน
ศีรษะยังคงปวดอยู่ แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก็ยิ่งปวดมากขึ้น
แม้ว่าเมื่อคืนนางจะเปลี่ยนเนื้อเรื่องแล้ว ไม่ได้ด่ากู้ฉางหลิงจนแทบเสียสติแบบที่เป็นในเรื่องเดิม แต่ก็ไม่ได้สร้างความรู้สึกดีใด ๆ ขึ้นมาได้เลย
เพราะแค่เดินมาถึงจุดนี้ แสดงว่ากู้ฉางหลิงผ่านการตบหน้าในห้องหอ การถูกลงโทษให้คุกเข่าในศาลบรรพชน การถูกทำร้ายในสวน การถูกด่าทออย่างอับอายต่อหน้าผู้คน และอีกสารพัดการถูกเหยียดหยามมากมายมาแล้ว ตอนนี้ก็กำลังวางแผนในใจอย่างลับ ๆ ว่าจะฆ่านางอย่างไร
ตามเนื้อเรื่องเดิม หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปไม่เกินสามเดือน นางก็จะตาย...
สามเดือนเอง ช่างสั้นเสียจริง
นางควรจะทำอย่างไรเพื่อล้มเลิกเจตนาที่จะฆ่าของเขา!
ขณะที่กำลังจมอยู่กับความเศร้าหมอง พลันได้ยินเสียงทุ้มต่ำและอบอุ่นของบุรุษดังมาจากหน้าประตู “แม่นางหรูฮว่า ท่านหญิงเป็นอย่างไรบ้าง?”
หรูฮว่าแสดงความดูถูกเบา ๆ “เป็นอย่างไรบ้างใต้เท้ากูไม่รู้จริงหรือเจ้าคะ? เหตุใดต้องมาแสร้งทำเป็นห่วงใยกัน!”
กู้ฉางหลิงไม่ได้โกรธ น้ำเสียงยังคงเรียบสงบเช่นเดิม “คำพูดของแม่นางหรูฮว่า ข้าน้อยไม่เข้าใจนัก แต่เมื่อคืนข้าน้อยผิดที่ปกป้องไม่ดีจนทำให้ท่านหญิงได้รับบาดเจ็บ ข้าน้อยรู้สึกผิดยิ่งนัก...”
หรูฮว่าขัดจังหวะอย่างไม่เกรงใจ “ใต้เท้ากู้ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้ข้าซึ่งเป็นเพียงสาวใช้ฟังหรอก ปกป้องไม่ดีจริงหรือไม่ ท่านหญิงของเราตื่นขึ้นมาก็จะตัดสินเอง วันนี้ใต้เท้ากลับไปเถิด อย่ามารบกวนการพักผ่อนของท่านหญิงเราเลย”
เสียงโต้เถียงของคนทั้งสองดึงความคิดอันน่าเศร้าของอวิ๋นเวยกลับมา
แม้ว่าจะรู้ว่าการมาเยี่ยมของกู้ฉางหลิงเป็นเพียงพิธี แต่ร่างเดิมเคยมีอำนาจพอจะไล่เขาไปได้ ทว่านางทำแบบนั้นไม่ได้ ถึงอย่างไรคนผู้นี้คือบุตรแห่งโชคชะตา
“หรูฮว่า ให้เขาเข้ามาเถิด”
หรูฮว่าถึงเปิดประตูอย่างไม่เต็มใจ แล้วรีบตรงมาที่ข้างกายของนางและประคองนางขึ้นอย่างระมัดระวัง “ท่านหญิง ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ?”
อวิ๋นเวยส่ายศีรษะ
กู้ฉางหลิงเดินเข้ามาในภายหลัง สวมชุดขุนนาง ดูสง่างามอย่างมาก
เมื่อคืนเหตุการณ์ชุลมุน อวิ๋นเวยไม่ได้สังเกตเขาให้ชัดเจนนัก แต่ยามนี้ แสงแดดส่องกระทบใบหน้า ทำให้เห็นทุกอย่างเด่นชัด
เขาเป็นบุรุษรูปงามอย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งบนร่างก็มีบุคลิกที่อ่อนโยนสง่างามอย่างยิ่ง ประดุจหยกงามที่ผ่านการขัดเกลามานับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ผู้คนอยากเข้าไปใกล้ชิด
อวิ๋นเวยนึกในใจ แม้เขาจะเกิดในครอบครัวยากจน แต่มีร่างกายที่แข็งแรงและสง่างามมาแต่กำเนิด ไม่แปลกใจเลยที่สามารถอดทนในสิ่งที่คนทั่วไปอดทนไม่ได้
นี่เป็นครั้งที่สองที่กู้ฉางหลิงได้เหยียบย่างเข้ามาในห้องของนาง ทว่าเขาไม่ได้มองไปรอบ ๆ มากนัก เพียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใย “ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ จะเกิดอันตรายใด ๆ ไม่ได้ วันนี้หมอหลวงหวังแห่งสำนักหมอหลวงไม่ได้เข้าเวร ข้าน้อยจะไปตามตัวเขามาให้”
อวิ๋นเวยรู้ว่าเขาแค่พูดไปอย่างนั้น จึงขี้เกียจเสียเวลาให้วุ่นวาย “ไม่ต้องหรอก แค่แผลเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องรบกวนหมอหลวงหวัง”
หรูฮว่าพูดแทรกขึ้นมา “แค่แผลเล็กน้อยที่ไหนกันเจ้าคะ ท่านถึงกับหมดสติไปเลยนะเจ้าคะ ทั้งหมดเป็นความผิดของเขา ท่านไม่รู้หรือว่าครั้งนี้เป็นเพราะ...”
“หรูฮว่า” อวิ๋นเวยขัดนาง เสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงไปด้วยความหนักแน่นที่ไม่อาจโต้แย้ง “ไปชงน้ำชาให้ใต้เท้ากู้เถิด”
หรูฮ่ากัดริมฝีปากแน่น รู้ดีว่าท่านหญิงกำลังหาเหตุให้นางออกไป จึงทำได้เพียงจำใจถอยออกไป
แต่ก่อนจะถอยออกไปก็ยังไม่ลืมที่จะส่งสายตาดุร้ายให้กู้ฉางหลิง
อวิ๋นเวยยกมือขึ้นกุมขมับ “ใต้เท้ากู้ เชิญนั่งเถิด”
กู้ฉางหลิงยืนอยู่หลังม่านลูกปัด “ข้าน้อยมิกล้านั่ง เมื่อคืนนี้ข้าน้อยปกป้องท่านหญิงได้ไม่ดี วันนี้จึงมาขอรับโทษ”
แม้ว่าอวิ๋นเวยจะอยากได้รับความรู้สึกดี ๆ และล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าของพระเอกมากเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถใจร้อนได้
ประการแรก การที่นิสัยเปลี่ยนไปกะทันหันจะทำให้คนสงสัย อีกอย่างกู้ฉางหลิงเองก็ขี้สงสัยอยู่แล้ว
ดังนั้น นางจึงเลือกใช้วิธีพูดของร่างเดิม กล่าวเรียบ ๆ “เมื่อคืนนี้ท่านยอมเอาตัวเข้าแลกรับแส้แทนข้าอย่างไม่คิดถึงชีวิตตนเอง ควรจะเป็นข้าที่ต้องขอบคุณท่านมากกว่า ใต้เท้ามีความผิดอันใดกัน?”
“การปกป้องท่านหญิงเป็นหน้าที่ของข้าน้อย มิกล้ารับคำขอบคุณได้ แต่เมื่อคืนข้าน้อยปกป้องท่านไม่ดี ทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บ ข้าน้อยรู้สึกผิดนัก ดังนั้นจึงได้นำยาที่สหายปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษมามอบให้”
พูดจบ เขาหยิบกระปุกสีขาวขนาดเล็กออกมาจากแขนเสื้อ “ยานี้อาจไม่ใช่ของล้ำค่า แต่ช่วยให้รอยแผลเป็นจางลงได้เป็นอย่างดี หวังว่าท่านหญิงจะไม่รังเกียจ”
อวิ๋นเวยรู้สึกไม่พอใจในใจ พูดว่ามาขอรับโทษ แต่ท่าทีไม่เห็นจะมีความอ่อนน้อมเลยแม้แต่น้อย
บอกว่านำยามาให้ แต่กลับไม่ใช่ยารักษาบาดแผล แต่กลับเป็นยารักษาแผลเป็น
เจ้าของร่างเดิมเป็นคนรักสวยรักงามมาก รอยแผลเป็นนี้มาจากไหนกันแน่ นางไม่ใช่คนโง่ หากได้ยินคำพูดเหล่านี้ เกรงว่าคงควบคุมตัวเองไม่ได้จนลงมือทำร้ายแน่ ๆ
แบบนี้ความรู้สึกผิดที่อุตส่าห์ได้มาจากอวิ๋นเจิ้นเมื่อคืนก็จะหายไปหมด
นางไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา “น้ำใจของใต้เท้ากู้ ข้าจะรังเกียจได้อย่างไร”
นางส่งสายตาให้สาวใช้ข้างกาย สาวใช้จึงยื่นมือออกไปรับมา
“พูดถึงเรื่องเมื่อคืน ใต้เท้ากู้เองก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน มิทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ข้าน้อยหนังหนากระดูกแข็ง เพียงแค่แผลจากแส้เท่านั้น หาได้สลักสำคัญไม่ กลับกันท่านหญิงควรพักฟื้นให้ดี หากมีสิ่งใดต้องการบอกข้าน้อยได้ทุกเมื่อ”
“อืม”
หลังจากสนทนาเพียงสั้น ๆ หรูฮว่าก็ถือถาดน้ำชาเข้ามาพอดี
กู้ฉางหลิงจึงนั่งลงแล้วกล่าวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก “ท่านหญิงทราบหรือไม่ว่าเมื่อคืนท่านเรียกใครมา?”
อวิ๋นเวยขมวดคิ้ว
คำพูดเมื่อคืนอาจหลอกอวิ๋นเจิ้นได้ แต่กับกู้ฉางหลิงแล้ว เขาย่อมรู้ความจริงดี
ไม่รู้ว่าเขาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเหตุใด อวิ๋นเวยจึงเลือกทำเป็นไขสือต่อไป “นักแสดงงิ้วสองคนมิใช่หรือ?”
กู้ฉางหลิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ไม่ใช่นักแสดงงิ้ว คนทั้งสองนั้นเป็นบุรุษบำเรออันดับหนึ่งของหอเทียนเซียง”
“ว่าอย่างไรนะ?” อวิ๋นเวยแสร้งทำเป็นตกใจ “มิน่าเล่า มิน่าเมื่อคืนท่านพ่อจึงได้โกรธเช่นนี้”