นิยายเรื่องนี้ข้าขอเป็นคนกำหนดเอง: ตอนที่ 6 แสดงท่าทีที่เป็นมิตร ตอนที่ 6
หรูซือรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ก้มหน้าตอบกลับไปว่า “ขอบคุณที่ท่านหญิงห่วงใย บ่าวและครอบครัวทุกคนสบายดีเจ้าค่ะ”
“อืม เจ้ารีบเร่งกลับมา การเดินทางคงลำบาก ไปพักผ่อนสักหน่อยแล้วค่อยกลับมาทำหน้าที่เถิด”
หรูซือยิ่งประหลาดใจหนักขึ้น มองไปที่หรูฮว่า
แม้ว่าในยามปกติท่านหญิงจะปฏิบัติต่อบ่าวคนสนิทสองคนนี้ดี แต่ก็มิเคยมีท่าทีอ่อนโยนเช่นวันนี้
ความสงสัยของหรูซือ ได้รับคำตอบหลังจากเดินสำรวจในเรือนไปหนึ่งรอบ
ประตูเรือนที่เคยมีคนเฝ้า ผู้ดูแลเรือนเฟิงชิงและเด็กรับใช้ที่ทำหน้าที่ทำความสะอาด ต่างถูกเปลี่ยนเป็นคนใหม่ทั้งหมด
หรูซือจึงได้รู้จากหรูฮว่าว่าในช่วงไม่กี่วันที่นางไม่อยู่ คุณหนูได้ก่อเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา จากนั้นใต้เท้ากู้ก็ฉวยโอกาสนี้เปลี่ยนข้ารับใช้ในจวนเสียใหม่
กู้ฉางหลิงยังต้องรักษาหน้าตาตนเอง เรื่องเชิญบุรุษบำเรอจึงถูกปิดเป็นความลับ ไม่มีคนนอกรู้เรื่องนี้
หรูซือเข้าใจทันที มิน่าเล่าที่ท่านหญิงดูอ่อนโยนขึ้นมาก คนข้างกายล้วนถูกเปลี่ยนใหม่หมด แม้แต่ท่านกั๋วกงก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ายุ่งเกี่ยว ตอนนี้นางและหรูฮว่านับเป็นคนสนิทเพียงสองคนที่เหลืออยู่ข้างกายท่านหญิง
ในช่วงสองวันนี้อวิ๋นเวยสงบผิดปกติ นางนั่งแกว่งชิงช้าอย่างสบายอารมณ์ ปล่อยความคิดล่องลอยไปตามจังหวะแกว่งของชิงช้า
เรื่องของลูกพี่ลูกน้องผ่านพ้นไปได้อย่างปลอดภัย แต่กู้ฉางหลิงยังมีใจอยากฆ่านางอยู่
ในต้นฉบับ ครอบครัวของกู้ฉางหลิงตกต่ำ เขาเผชิญกับความเย็นชาและความเห็นแก่ตัวของผู้คนตั้งแต่ยังเด็ก จิตใจที่เคยใสบริสุทธิ์จึงแทบไม่เหลือ ต่อมาก็ต้องเผชิญกับความมืดมนในราชสำนัก ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกร่างเดิมกดขี่ดูถูกจนกระทั่งเขากลายเป็นคนมืดมนยิ่งกว่าเดิม
ภายนอกเขามักยิ้มพูดว่าได้ ๆ แต่ในใจกลับคิดว่าจะฆ่านางอย่างไรดี
คนที่เคยล่วงเกินเขา เมื่อถึงเวลาที่กู้ฉางหลิงกลับมายิ่งใหญ่ ล้วนไม่มีใครได้ลงเอยดีสักคน
ดูบทบาทแบบนี้แล้วสะใจดี แต่เมื่อต้องรับมือเองจริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อย
เพราะสองวันนี้ อวิ๋นเวยได้รับความทรงจำของร่างเดิมมาอย่างสมบูรณ์แล้ว นางจึงเข้าใจว่าการดูถูกกู้ฉางหลิงนั้น ไม่ได้เป็นเพียงตัวอักษรไม่กี่บรรทัดในนิยายเท่านั้น แต่มันหนักหนากว่านั้นมาก
ไม่นับฉากที่ทำการดูหมิ่นและลงโทษอย่างรุนแรง แม้แต่ในชีวิตประจำวัน ตราบใดที่เห็นร่างเดิมของกู้ฉางหลิงก็จะรู้สึกไม่พอใจ เมื่อนางไม่พอใจ ถ้าเบาหน่อยก็แค่พูดจา แต่ถ้าหนักก็ลงมือทำร้าย
หากกู้ฉางหลิงแสดงอาการต่อต้านหรือไม่ยอมแพ้ ก็จะทั้งด่าทั้งตบตี ไม่มีการไว้หน้า ไม่มีการคำนึงถึงศักดิ์ศรีของเขาแม้แต่น้อย ทำให้เขาตกต่ำจนไม่มีอะไรเหลือ
ในสถานการณ์เช่นนี้ นางควรหาทางเอาตัวรอดอย่างไรดี?
หรือบางทีไม่ต้องพยายามรอดก็ได้ หากตายไปอาจจะได้กลับโลกเดิม?
ความคิดนี้เพิ่งจะโผล่ขึ้นมา อวิ๋นเวยก็รีบปัดมันทิ้งไปทันที นางเกิดอุบัติเหตุจึงทะลุมิติมาโลกนี้ หากในโลกจริงร่างของนางไม่สามารถรักษาไว้ได้เล่า ความเสี่ยงสูงเกินไป
เช่นนั้น หย่าแล้วหนีไปดีหรือไม่?
ความคิดนี้ลอยอยู่ในหัวนางสักพัก ก่อนจะถูกปัดทิ้งไปเช่นกัน
กู้ฉางหลิงเป็นฝ่ายที่ยอมทนทุกอย่าง แม้จะโดนทำร้ายก็ยังแสดงความอดทนจนเป็นที่ยอมรับของบิดานาง บิดาจึงไม่มีวันยอมให้นางหย่า ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือนิยายที่กู้ฉางหลิงเป็นตัวเอก นางจะหนีไปที่ใดก็ไม่พ้นเงื้อมมือเขาอยู่ดี ร่างเดิมของนางเคยเหยียบย่ำกู้ฉางหลิงถึงเพียงนี้ หากวันหนึ่งเขามีอำนาจขึ้นมา แน่นอนว่าเขาจะต้องตามล่านางไปสุดขอบฟ้า ไม่ว่านางจะหลบหนีไปที่ใดก็มีแต่ตายสถานเดียว ดังนั้นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ก็คือทำให้กู้ฉางหลิงเปลี่ยนความคิด
ขณะที่อวิ๋นเวยกำลังครุ่นคิดหาวิธีทำให้กู้ฉางหลิงเลิกคิดฆ่านาง ก็เห็นหรูซือถือชุดน้ำชายามบ่ายเดินเข้ามาอย่างสง่างาม ทำทีพูดเรื่องซุบซิบนินทา “บ่าวเพิ่งไปที่ห้องครัวมา ได้ยินข่าวเกี่ยวกับใต้เท้ากู้มานิดหน่อยเจ้าค่ะ”
นางลงจากชิงช้า “ข่าวอันใดหรือ?”
“บ่าวได้ยินมาว่าญาติของใต้เท้ากู้ถูกลักพาตัวไป สองสามวันนี้ใต้เท้ากู้ถึงได้กระวนกระวายออกตามหาไปทั่วเจ้าค่ะ”
หรูฮว่าแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
อวิ๋นเวยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่เป็นการลองเชิงของกู้ฉางหลิง เพื่อดูว่านางรู้เรื่องลูกพี่ลูกน้องหรือไม่อย่างนั้นหรือ?
นางไม่เผยพิรุธ ก่อนจะถามกลับเสียงเรียบ “เขากำพร้าพ่อแม่ไม่ใช่หรือ? ยังมีญาติอยู่อีกหรือ? ญาติที่ใดกัน?”
“บ่าวก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่ดูเหมือนใต้เท้ากู้จะให้ความสำคัญมากอยู่ หากไม่อย่างนั้นก็คงไม่ร้อนรนถึงเพียงนี้เจ้าค่ะ”
“กู้ฉางหลิงเป็นคนอ่อนโยนมาโดยตลอด ดูไม่น่าเป็นศัตรูกับใครในราชสำนัก ไม่รู้ว่าไปขัดแย้งกับใครเข้าถึงกับลักพาตัวข่มขู่เขา แล้วตอนนี้พบญาติของเขาหรือยัง?”
หรูซือชะงักไปเล็กน้อย เพราะปกติแล้วหากท่านหญิงได้ยินเรื่องแย่ ๆ เกี่ยวกับใต้เท้ากู้ ก็คงจะอารมณ์ดีไปทั้งวัน แต่วันนี้กลับไม่มีท่าทีสมน้ำหน้าเลย
นางส่ายศีรษะ “บ่าวได้ยินมาแค่นี้ เรื่องหลังจากนั้นไม่ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
อวิ๋นเวยเพียงแค่รับคำเบา ๆ ไม่ได้ซักถามต่อ หลังจากทานน้ำชายามบ่ายเสร็จ นางก็ลงมือทำขนม เห็ดหูหนูขาวนมสดด้วยตัวเอง แล้วให้หรูซือนำไปมอบให้ใต้เท้ากู้ พร้อมฝากบอกว่า หากเขามีปัญหาใด ๆ นางยินดีช่วยเหลือเต็มที่
หรูซือรู้สึกแปลกใจ เพราะตามปกติแล้วท่านหญิงถูกลงโทษก็น่าจะเกลียดใต้เท้ากู้ยิ่งกว่าเดิม เหตุใดตอนนี้ถึงไม่แม้แต่จะแสดงความเกลียดชัง แถมยังห่วงใยเขาอีก?
ในที่สุดก็อดที่จะถามไม่ได้ว่า “ท่านหญิง ท่านเกลียดใต้เท้ากู้มากไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
อวิ๋นเวยแสร้งทำเป็นหดหู่ “อืม แต่ก่อนข้าเคยเกลียดเขา เพราะเขามาแต่งกับข้า ทำให้ข้าสูญเสียอิสรภาพไป แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว”
“ข้าก่อเรื่องเสื่อมเสียมากมาย เขาก็ไม่เคยพูดอะไร คอยอดทนกับข้าตลอดมา แม้แต่ตอนที่ท่านพ่อทำโทษข้า เขายังออกมาปกป้องและรับแส้แทนข้า ข้าก็ไม่ได้ใจแข็งดั่งหินผา จะไม่รู้สึกอะไรเลยได้อย่างไร? เห็นเขามีปัญหา ข้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้”
หรูซือกล่าวด้วยความซื่อตรงว่า “แต่...ก่อนหน้านี้ท่านหญิงเคยบอกว่าใต้เท้ากู้เป็นคนเจ้าเล่ห์และชอบใช้กลอุบาย หากเขาทำอะไรเพื่อท่าน ก็ต้องมีจุดประสงค์บางอย่างหรือหวังผลประโยชน์เสมอ จึงไม่ควรเชื่อถือแม้แต่นิดเดียวมิใช่หรือเจ้าคะ?”
อวิ๋นเวย “......”
หลังจากรื้อฟื้นความทรงจำ นางก็พบว่าร่างเดิมของนางเคยพูดแบบนั้นจริง ๆ
“คือว่าแต่ก่อนข้าคิดไปเอง มีอคติต่อเขาไปก่อน ตอนนี้มาคิดดูดี ๆ ที่จริงเขาแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากข้าเลยสักนิด”
กู้ฉางหลิงแต่งงานกับนางมาเกือบสองปีแล้ว แต่ยังเป็นเพียงขุนนางเล็ก ๆ ในตำแหน่งซิวจ้วนในสำนักฮั่นหลิน
แน่นอนว่า ตามนิยายแล้วเขาแสร้งทำตัวไม่โดดเด่น เพราะตอนนี้เขาเป็นขุนนางคนสนิทของอ๋องฉีแล้ว การไม่เลื่อนตำแหน่งต่างหากคือการปกป้องเขา
หรูซือ “......”
“เฮ้อ” อวิ๋นเวยลากเสียงถอนหายใจยาว “ที่จริงหลังจากผ่านเรื่องนี้ไป ข้าก็คิดได้แล้วว่าเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ไม่ว่าข้าจะไม่ยินยอมเพียงใด ท่านพ่อก็ไม่มีวันยอมให้ข้าหย่า กลับกันมีแต่จะเข้มงวดกับข้ามากขึ้น สุดท้ายก็มีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกแย่ลง”
“ดังนั้น ตอนนี้ข้าไม่หวังจะรักใคร่กลมเกลียวกับเขา แค่ขอให้ต่างฝ่ายต่างอยู่ ปฏิบัติต่อกันอย่างให้เกียรติ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
ในห้องของเรือนหลาน หรูซือรายงานคำพูดของอวิ๋นเวยให้กู้ฉางหลิงฟังโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
กู้ฉางหลิงยิ้มเย้ย “นางพูดแบบนั้นจริง ๆ หรือ?”
หรูซือพยักหน้า “ท่านหญิงเงียบไปมากในช่วงสองวันนี้ ได้ยินว่าญาติของท่านถูกลักพาตัวก็ไม่ได้แสดงความสะใจหรือสาปแช่งใตเท้า แถมยังให้บ่าวมาถามว่าท่านต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ บ่าวรู้สึกว่าครั้งนี้องค์หญิงดูเหมือนจะสำนึกผิดจริง ๆ เพราะโดนกฎตระกูลของท่านกั๋วกง...จึงกลับตัวแล้ว”
กลับตัวหรือ?
กู้ฉางหลิงนึกถึงภาพลักษณ์อันหยิ่งยโสในอดีตของนางที่แสดงอำนาจและเรียกเขาว่าไพร่ปากเสียซ้ำ ๆ แล้วหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
ใคร ๆ ก็กลับตัวได้ แต่อวิ๋นเวยไม่มีวัน!
เขาถามต่อว่า “ครั้งนี้เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่านางไม่รู้เรื่องการถูกลักพาตัวของรั่วอวี่?”
หรูซือคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “น่าจะไม่รู้จริง ๆ เจ้าค่ะ ท่านหญิงไม่แม้แต่จะรู้ว่าท่านยังมีญาติอยู่ และท่าทางก็ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนคนโกหกเจ้าค่ะ”
ตั้งแต่รั่วอวี่ถูกจับตัวไปในวันนั้น กู้ฉางหลิงก็รีบไปที่เกิดเหตุทันที
เมื่อเห็นอวิ๋นเวยมีพฤติกรรมแปลก ๆ เขาก็อดสงสัยไม่ได้ แต่ไม่มีหลักฐานใด ๆ
พวกโจรที่จับตัวรั่วอวี่ต่างถูกฆ่าตาย รั่วอวี่บอกเพียงว่ามีจอมยุทธ์ปริศนาในหน้ากากเข้ามาช่วยชีวิต นอกนั้นไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมให้สืบต่อ
ดังนั้น เขาจึงจงใจให้หรูซือเผยข่าวนี้เพื่อทดสอบอวิ๋นเวย
หรูซือรับใช้นางมาหลายปี ย่อมอ่านสีหน้าท่าทางของท่านหญิงได้ดี
นางบอกว่าไม่ได้โกหก คาดว่าคงจะเป็นความจริงอยู่แปดส่วน
แต่กู้ฉางหลิงยังคงรู้สึกผิดปกติบางอย่าง “ช่วงนี้เจ้าระวังตัวไว้ให้ดี ครั้งก่อนนางพูดว่าอยากยกเจ้าให้ข้า อาจเป็นเพราะพบเบาะแสอะไรเข้าจึงตั้งใจใช้เจ้าหาข่าวจากข้าแทน”