ชายาแกร่งแห่งบ้านนา พลิกชะตาทั้งครอบครัว: ตอนที่ 5 พี่ใหญ่ ข้าอยากให้ท่านสอนข้ารู้หนังสือ ตอนที่ 5
กู้ชุนลี่เรียนหนังสืออยู่ที่อำเภอ ทุกครั้งที่เขาหยุดเรียนกลับบ้าน ล้วนเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับแม่เฒ่าซุน
แม่เฒ่าซุนถือว่ากู้ชุนลี่คือความหวังที่จะสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล จึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเขาเป็นพิเศษ ดังนั้นที่บ้านมีเสื้อผ้าดีๆ หรือของกินอร่อยๆ อะไร ก็ล้วนเก็บไว้ให้เขา
ส่วนเรื่องที่ว่ากู้ชุนลี่เรียนหนังสือเป็นอย่างไรบ้างนั้น นางจะไปเข้าใจอะไรได้ นางคิดเพียงว่าหลานชายของตนเรียนหนังสือเก่งที่สุด ย่อมต้องสอบได้จอหงวนอย่างแน่นอน
บัดนี้เมื่อกู้ชุนลี่กลับมา คนที่ยินดีที่สุดก็คือกู้เหมยตั่ว เพราะกู้เหมยตั่วอยากให้กู้ชุนลี่สอนนางรู้หนังสือ
ใช่แล้ว คือการรู้หนังสือ เจ้าของร่างเดิมไม่รู้หนังสือ เรื่องนี้ไม่เป็นผลดีต่อการกระทำและคำพูดการวางตัวของกู้เหมยตั่วในภายภาคหน้าอย่างยิ่ง เพราะการกระทำและคำพูดเหล่านี้ล้วนต้องมีที่มา ดังนั้นนางจึงจำเป็นต้องรู้หนังสือ
และในตระกูลกู้ มีเพียงกู้ชุนลี่ผู้เดียวที่รู้หนังสือ
สำหรับกู้ชุนลี่ พี่ชายลูกพี่ลูกน้องผู้นี้ กู้เหมยตั่วไม่เข้าใจเขาเลยแม้แต่น้อย มีเพียงตอนที่เขาหยุดเรียนกลับมา ถึงจะได้พบหน้ากันบ้างเป็นครั้งคราว
ในใจของกู้ชุนลี่ น้องสาวลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยคนนี้เป็นคนที่ไม่มีตัวตนมาโดยตลอด แต่ครั้งก่อนที่ท่านย่าจะขายน้องชายฝาแฝด กู้เหมยตั่วกลับต่อกรกับท่านย่า ถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน ทำให้เขามองกู้เหมยตั่วเปลี่ยนไป
น้องสาวลูกพี่ลูกน้องคนนี้ ทั้งอวดดีทั้งกร่าง ลงมือตีคนในครอบครัวจนทุกคนเอ่ยถึงนาง หน้าก็เปลี่ยนสีไปตามๆ กัน
เมื่อเห็นน้องสาวลูกพี่ลูกน้องมาหาตน เขาก็รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
กู้เหมยตั่วเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล “พี่ใหญ่ ท่านพอจะมีเวลาว่างหรือไม่?”
กู้ชุนลี่ถามอย่างเย็นชา “เจ้ามีธุระอะไร?”
แม้ว่าจะเกลียดชังบ้านใหญ่อยู่บ้าง แต่เมื่อมีเรื่องต้องขอร้องผู้อื่น ก็จำต้องลดท่าทีลง
“พี่ใหญ่ ข้าอยากให้ท่านสอนข้ารู้หนังสือ”
“รู้หนังสือรึ?”
กู้ชุนลี่ประหลาดใจอย่างยิ่ง เด็กผู้หญิงที่รู้หนังสือในหมู่บ้านนี้ไม่มีแม้แต่คนเดียว อย่าว่าแต่เด็กผู้หญิงเลย แม้แต่เด็กผู้ชายก็มีน้อยเต็มที แต่น้องสาวลูกพี่ลูกน้องผู้นี้กลับอยากจะรู้หนังสือ
กู้เหมยตั่วกระแทกท่อนไม้ลงบนพื้น เชิดหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า
“ใช่แล้ว ข้าอยากรู้หนังสือ รู้หนังสือก็จะอ่านตำราได้ ในตำรามีเรื่องราวแปลกใหม่น่าสนใจมากมายที่ข้าไม่รู้ ข้าไม่ค่อยได้ออกไปไหน ข้าอยากเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอก ดังนั้นข้าจึงอยากรู้หนังสือ พี่ใหญ่ท่านสอนข้าเถอะ”
คิดได้สวยงามเสียจริง กู้ชุนลี่ส่ายหน้าอย่างแรง ท่าทีแน่วแน่
“ไม่ได้ ท่านย่าไม่ยอมแน่ เด็กผู้หญิงในหมู่บ้านไม่มีใครเรียนหนังสือ เจ้าจะเรียนไปทำไม? เจ้าเรียนงานเย็บปักถักร้อยให้ดี เรียนทำอาหารทำเสื้อผ้าให้เป็นก็พอแล้ว อนาคตหาครอบครัวสามีดีๆ ให้ได้สำคัญกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น”
กู้เหมยตั่วยืนกรานอย่างหนักแน่น “ข้าก็แค่อยากเรียนหนังสือ เรียนหนังสือช่วยเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ ท่านเรียนได้ เหตุใดข้าจะเรียนไม่ได้?”
กู้ชุนลี่คิดในใจ ‘เจ้าเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ ก็เพื่อจะอกตัญญูไม่เชื่อฟัง ต่อต้านคนในครอบครัวเช่นนั้นรึ? หึๆ อย่าฝันลมๆ แล้งๆ ไปเลย’
กู้เหมยตั่วบิดตัวนั่งลง แสดงนิสัยอันธพาลออกมา
“กู้ชุนลี่ วันนี้หากท่านไม่ตกลง ข้ากับท่านได้เห็นดีกันแน่!”
“ท่านสอนข้าวันละไม่กี่ตัวอักษร ไม่กี่ประโยค จะเสียเวลาท่านสักเท่าไรกัน? ถือซะว่าท่านทบทวนบทเรียนไปในตัวก็แล้วกัน”
กู้ชุนลี่ยังคงไม่ยอมตกลง
กู้เหมยตั่วหน้าตึงขึ้นมา ตกลงกันดีๆ ไม่ได้ใช่ไหม? โอ๊ย นี่มันนิสัยขี้วีนของข้าอีกแล้วนะเนี่ย!
“พรึ่บ” นางลุกขึ้นยืนกระทืบเท้าหนึ่งครั้ง บนพื้นปรากฏรอยเท้าลึกๆ รอยหนึ่ง
“ท่านไม่ตกลงรึ? ท่านมีสิทธิ์อะไรมาไม่ตกลง? เงินที่ท่านใช้เรียนหนังสือก็เป็นเงินที่พ่อข้ากับพี่ชายข้าหามา ท่านไม่รู้ตัวหรือไร? ก็แค่ให้ท่านสอนข้าไม่กี่ตัวอักษร พูดประโยคสองสามประโยค มันจะยากอะไรนักหนา”
“ท่านเรียนหนังสือมาสิบกว่าปี แม้แต่ซิ่วไฉยังสอบไม่ได้ เสียเวลาไปเพียงครู่เดียว ย่อมไม่ส่งผลกระทบอะไรนักหรอก”
กู้ชุนลี่มองรอยเท้าแล้วตกใจสะดุ้งเฮือก อีกอย่างการสอบซิ่วไฉไม่ผ่านถือเป็นจุดอ่อนของเขา เขาจึงกลัวที่สุดหากมีคนพูดถึงเรื่องนี้
นังเด็กนี่แรงเยอะปานวัว หากตนไม่ตกลง เกรงว่านางจะอาละวาดก่อเรื่อง ทั้งยังกลัวว่านางจะปักหลักอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนจริงๆ
นักปราชญ์กล่าวได้ถูกต้อง ‘อันสตรีและคนต่ำทรามนั้นยากแท้หยั่งถึง’
ตนเป็นบัณฑิตจะไม่ถือสาหาความกับเด็กกะโปโลให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะได้
เขาหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมา โยนลงบนโต๊ะ แล้วเปิดออก
กู้เหมยตั่วมองดูก็เห็นว่าเป็นคัมภีร์สามอักษร
กู้ชุนลี่ชี้ไปที่ตอนต้น อ่านออกเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ “เหริน จือ ชู ซิ่ง เปิ่น ซาน ซิ่ง เซียง จิ้น สี เซียง หย่วน”
กู้เหมยตั่วอ่านตามหนึ่งจบ จากนั้นก็คว้าตำรามาทันที “ข้าจะกลับไปอ่านเอง ข้าไม่ทำเสียหายหรอก อ่านจบแล้วจะคืนให้ท่าน”
นางถือตำราจากไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังอันสง่างามให้กู้ชุนลี่มองตาม
กู้ชุนลี่มองแผ่นหลังของนางพลางกัดฟันกรอด
ทุกครั้งที่กู้ชุนลี่หยุดเรียนกลับมา กู้เหมยตั่วก็จะถือตำรามาหาเขา ไม่ว่าเขาจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ให้นางอ่านให้ฟังสักเจ็ดแปดประโยค แล้วก็จากไป
ก้าวแรกของการเรียนรู้หนังสือถือว่าเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ก้าวที่สอง กู้เหมยตั่วตัดสินใจจะเดินทางไปยังเมืองเล็ก เพื่อตามหาท่านซิ่วไฉชราในสำนักศึกษาเอกชน
เมืองเล็กว่านหยางอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านเซี่ยไท่ ห่างจากหมู่บ้านเซี่ยไท่เพียงสองสามลี้เท่านั้น
ในเมืองเล็กมีสำนักศึกษาเอกชนอยู่แห่งหนึ่ง ครอบครัวที่มีฐานะดีในหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงล้วนส่งบุตรหลานในบ้านไปเรียนหนังสือที่นั่น
กู้เหมยตั่วคิดว่า อ่านแค่คัมภีร์สามอักษรเล่มเดียวไม่พอแน่ ในบ้านมีผู้ศึกษาอยู่คนหนึ่ง บางเรื่องคงหลอกได้ไม่ง่าย ต้องหาข้ออ้างเพิ่มอีกจึงจะดี
คงต้องไปที่เมืองเล็กเท่านั้น ตัวอำเภอไกลเกินไป
หลังจากการติดต่อหลายครั้ง กู้เหมยตั่วก็เกลี้ยกล่อมซิ่วไฉชราได้สำเร็จ และยืมตำรารวมร้อยแซ่มาจากซิ่วไฉชราได้หนึ่งเล่ม
กู้เหมยตั่วให้แม่ของตนทำถุงผ้าที่ใส่ตำราได้สองสามเล่มให้ใบหนึ่ง ทำสายสำหรับคล้องคอด้วย
ยามใดที่นางออกนอกบ้าน นอกจากตะกร้าสานแล้ว นางยังต้องสะพายถุงตำราอีกด้วย ตำราไม่อาจใส่ไว้ในตะกร้าสานได้ เกรงว่าหนามในตะกร้าจะขีดข่วนตำราจนขาด
ดังนั้น ในหมู่บ้าน ผู้คนจึงมักจะเห็นภาพเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง
เด็กชายตัวน้อยอายุราวแปดเก้าขวบ สวมหมวกสานใบเล็ก สะพายตะกร้าสานไว้ข้างหลัง ทั้งยังสะพายถุงตำราอีกใบ จูงเด็กชายฝาแฝดคู่หนึ่ง
นี่คือภาพลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ที่กู้เหมยตั่วออกแบบให้ตนเอง เอกลักษณ์ที่เป็นของกู้เหมยตั่วโดยเฉพาะ
การแต่งกายเป็นเด็กชายย่อมเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปยังเมืองเล็กและขึ้นเขา อย่างไรเสียคนในหมู่บ้านต่างก็รู้ว่านางเป็นเด็กผู้หญิง
การจูงน้องชายไปด้วยช่วยให้ท่านแม่ได้ผ่อนแรงลงบ้าง ตนเองยังสามารถสอนน้องชายท่องจำตำรา ทั้งยังถือโอกาสนี้ทำความเข้าใจหมู่บ้านแห่งนี้เพิ่มเติมอีกด้วย
การสวมหมวกสานก็เพื่อบังใบหน้า การสะพายตะกร้าสาน ก็เพื่อให้มีสิ่งกำบังเวลาหยิบของออกจากมิติในภายหน้า
ใช่แล้ว กู้เหมยตั่วมีมิติ ทั้งยังเป็นมิติที่ใหญ่เป็นพิเศษ เวลาในมิติหยุดนิ่ง ทำได้เพียงเก็บสิ่งของเท่านั้น ระยะนี้นางรู้สึกว่ามิติเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
ชาติก่อนกู้เหมยตั่วเกิดในครอบครัวชาวนา พ่อแม่เสียชีวิตทั้งคู่ ในฐานะพี่สาวคนโต นางในวัยสิบกว่าขวบต้องเลี้ยงดูน้องชายหญิงทั้งหลายประทังชีวิตไปวันๆ
ผ่านความยากลำบากเหนื่อยยาก ลิ้มรสชาติเปรี้ยวหวานขมเผ็ดมาหมดแล้ว ผ่านความทุกข์ยากเลี้ยงดูน้องๆ จนเติบใหญ่ สร้างครอบครัวสร้างฐานะ นางยังคงเป็นโสด เพราะกลัวว่าเรื่องมิติจะถูกเปิดเผย
มิติได้มาโดยบังเอิญ ในช่วงเวลาที่นางต้องรับบทบาททั้งพ่อทั้งแม่นั้น มันได้ช่วยเหลือเกื้อกูลนางอย่างใหญ่หลวง
ต่อมาเมื่อชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ก็มีข่าวลือว่ายุคสิ้นโลกกำลังจะมาถึง นางนำเงินที่ตนเองเก็บสะสมไว้ เงินที่ได้จากการขายบ้าน รวมถึงเงินที่น้องๆ มอบให้ด้วยความกตัญญู ทั้งหมดไปซื้อข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน กักตุนไว้ในมิติ
คิดว่าหากยุคสิ้นโลกมาถึงจริงๆ ตนเองและน้องๆ ก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน
ผลสุดท้าย ยุคสิ้นโลกยังไม่ได้มาถึง นางก็ทะลุมิติมาพร้อมกับมิติแทน
การสะพายตะกร้าสานติดตัวไว้เสมอ แล้วค่อยอาศัยตะกร้าสานเป็นฉากบังหน้าหยิบของออกจากมิติ ก็จะไม่ดูแปลกประหลาดเกินไปนัก
เวลาเดินเล่นอยู่ในหมู่บ้าน นางก็จะหยิบตำราออกมา
“เสี่ยวซื่อ เสี่ยวหวู่ อ่านตามพี่นะ หยกไม่เจียระไน ไม่เป็นเครื่องประดับ คนไม่เรียนรู้ ไม่รู้จักคุณธรรม”
เสียงเล็กๆ สองเสียงดังตามขึ้นมา “หยกไม่เจียระไน ไม่เป็นเครื่องประดับ คนไม่เรียนรู้ ไม่รู้จักคุณธรรม”
เหล่าป้าๆ น้าๆ เอ่ยหยอกล้อนาง
“ตั๋วตั่วสอนน้องชายอ่านหนังสืออีกแล้วรึ”
“บ้านเจ้ามีคนเรียนหนังสืออยู่แล้วคนหนึ่ง บวกกับพวกเจ้าอีกสามคน นี่บ้านเจ้าคิดจะผลิตซิ่วไฉถึงสี่คนเลยรึนี่”
กู้เหมยตั่วยิ้มหวาน กล่าวทักทายทุกคนเสียงดัง “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าจะเรียนรู้ตัวอักษรให้ได้มากๆ ข้ายังจะสอนพี่ชายกับน้องชายข้าให้รู้หนังสือด้วย อนาคตข้าจะเป็นซิ่วไฉหญิงที่เก่งกาจให้ได้”
คนหัวเราะเสียงดังลั่น ต่างก็รู้สึกดีกับเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาน่ารักที่ร่าเริงสดใสคนนี้
เพียงแต่ เฮ้อ...เกิดมาในครอบครัวเช่นนั้น ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่