หวนคืนชาติภพ ขอลบท่านออกจากดวงใจ: ตอนที่ 7 เข้าจวน ตอนที่ 7
คนรับใช้ต้อนรับหนิงฮูหยินและหนิงฝูเข้าสู่จวนอ๋องเซวียน ทั้งสองเดินผ่านสวนดอกไม้เล็ก ๆ สองฟากทางรายล้อมด้วยพรรณไม้บานสะพรั่ง กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้นานาพันธุ์โชยมากระทบจมูก ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข
เมื่อเดินลึกเข้าไป ทั้งสองก็มาถึงศาลาอี้หลาน หนิงฝูมองเห็นพระชายาอ๋องเซวียน ข้างพระชายาคือสตรีผู้หนึ่งที่เป็นภรรยาของน้องชายแท้ ๆ ของอ๋องเซวียน นางคือสะใภ้รองจวนอ๋อง มารดาขององค์ชายรองจงตั่ว
ในเวลานี้พระชายาอ๋องเซวียนมีอายุราวสี่สิบเศษ นางแต่งตัวเรียบง่ายแต่ใบหน้ากลับงดงามมาก จงซื่อสืบทอดความงามของนาง
พระชายาอ๋องเซวียนก็มองไปที่หนิงฝู เมื่อครั้งได้พบหน้ากันมาครึ่งปีที่แล้ว เด็กสาวเคยดูอ่อนเยาว์ไร้เดียงสา บัดนี้กลับเบ่งบานดั่งดอกโบตั๋นยามอรุณรุ่ง ความอ่อนช้อยเริ่มฉายแววเด่นชัด เรือนร่างบางระหง ดุจต้นหลิวเรียวเล็กที่ไหวเอนตามสายลม อีกสองปีข้างหน้า ไม่รู้ว่านางจะงดงามถึงเพียงใด
แต่หญิงงามเกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี บุรุษย่อมลุ่มหลงในโฉมสตรี พระชายาอ๋องเซวียนย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดียิ่งกว่าผู้ใด อ๋องเซวียนเคยเสียราชการเพราะมัวเมาในรักกับนาง เรื่องราวเหล่านั้น แม้จะหวานชื่นในใจของนาง แต่นางไม่อยากให้ลูกชายของตนตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น
"อาฝูยิ่งโตยิ่งงดงามจริง ๆ " พระชายาอ๋องเซวียนตรัสพลางยิ้มบาง ๆ
"หม่อมฉันมิกล้ารับคำชมเพคะ" หนิงฮูหยินถ่อมตน หากในใจก็อดภูมิใจอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้
ในชาติก่อน ท่านแม่สามีของหนิงฝูแม้จะดูเย็นชาต่อหนิงฝูด้วยเหตุที่จงซื่อไม่โปรดนาง หากทว่าในใจกลับมิได้รังเกียจ มิหนำซ้ำยังเอ็นดูนางไม่น้อย หนิงฝูมีความใจจริงตอบแทน เอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า "ได้ยินว่าช่วงนี้พระชายาทรงมีผื่นขึ้น ไม่ทราบว่าทรงหายดีแล้วหรือยังเพคะ"
พระชายาอ๋องเซวียนไม่ได้ได้ตอบรับไมตรีของหนิงฝู นางคิดเพียงว่านี่เป็นการประจบสอพลอแบบวางแผนเท่านั้น นางกล่าวอย่างใจเย็นว่า “เกือบจะหายแล้ว อาฝูรู้ได้เช่นไรว่าข้ามีผื่น”
หนิงฝูคิดไว้แล้วว่าจะตอบอย่างไรจึงเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้หมอหลวงหวังมาตรวจชีพจรให้หม่อมฉัน เขาเอ่ยโดยไม่ได้ตั้งใจว่าเพิ่งมาจากจวนอ๋อง หม่อมฉันจึงถามไถ่ จึงได้ทราบเรื่องนี้เพคะ”
พระชายาอ๋องเซวียนไม่ได้ซักต่อ เพียงหันไปสนทนาเรื่องชีวิตประจำวันในครอบครัวกับหนิงฮูหยิน
ฮูหยินรองกล่าวอย่างอ่อนโยน "หากคุณหนูสี่เบื่อ ก็ออกไปเดินเล่นกับสาวใช้ในจวนเถอะ"
“ชุนอิ๋ง นำทางคุณหนูสี่ออกไปเดินชมสวนก่อน” พระชายาอ๋องเซวียนสั่ง
หนิงฝูคำนับขอบคุณ เดินตามชุนอิ๋งไปสวนหลังบ้าน
อ๋องเซวียนทรงโปรดปรานต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ในจวนนัก ในจวนนี้ล้วนปลูกไม้หายากพันธุ์งามไว้มากมาย ยิ่งกว่าพระราชวังเสียอีก แม้จะล่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้วก็ตาม แต่ในจวนยังคงเขียวชอุ่ม สดใสดั่งฤดูใบไม้ผลิ อย่างไรเสียหนิงฝูเคยอาศัยอยู่ที่นี่ถึงสามปีก็ไม่ได้รู้สึกแปลกตาอะไร
หนิงฝูเพียงแค่เหลือบมองตำหนักจิ่งฮว๋าซึ่งเป็นตำหนักเดิมของนางในชาติก่อน อดไม่ได้ที่จะหันไปมองอีกสองสามครั้ง ในใจพลันคลื่นความคิดโถมเข้าใส่ไม่หยุด
“นั่นคือห้องบรรทมของซื่อจื่อเจ้าค่ะ” ชุนอิ๋งกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ซื่อจื่อไม่ใช่คนชอบความสงบ แต่กลับเลือกตำหนักเงียบสงบนี้ด้วยพระองค์เอง พระชายายังทรงยุแหย่อยู่บ่อย ๆ ว่าที่แท้คงเลือกไว้ให้พระชายาซื่อจื่อในอนาคต”
หนิงฝูไม่ได้รู้สึกชอบตำหนักจิ่งฮว๋า นางเชื่อว่าคนที่จะชอบตำหนักลักษณะเช่นนี้คงไม่พ้นคุณหนูตระกูลเซี่ย ดูท่าทั้งพระชายาและจงซื่อต่างก็ไม่นึกเลยว่า สุดท้ายสตรีที่ก้าวเข้าสู่จวนอ๋องจะไม่ใช่คนคนนั้น
“คุณหนูสี่ตระกูลหนิง ท่านจะไปชมเขาจำลองสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ”
หนิงฝูตกตะลึงไปชั่วขณะ มองขึ้นไปที่เขาจำลองที่คุ้นเคยตรงหน้า นึกไม่ถึงเลยว่าจะเดินมาจนถึงที่นี่
นี่คือที่ที่ตนเคยเกิดเรื่อง จึงเลี่ยงไม่ได้ที่นางจะรู้สึกเศร้า
“คุณหนูสี่ตระกูลหนิง” ชุนอิ๋งเห็นนางเหม่อลอย จึงเอ่ยถามด้วยความกังวล
“ข้าคงไม่ขึ้นไปแล้ว” หนิงฝูเก็บซ่อนความหม่นเศร้าไว้ในใจ ยิ้มละมุนพลางเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ครั้งหนึ่งเคยพลัดตกลงมาจากที่สูง จึงหลงเหลือรอยเงาในใจอยู่”
ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้มีชีวิตอีกครั้ง นางย่อมรู้จักถนอมชีวิตยิ่งกว่าสิ่งใด
......
บนเขาจำลอง พี่น้องจงซื่อจงตั่วกำลังประลองฝีมือเล่นหมากล้อม
ตำแหน่งของโต๊ะหิน อยู่ตำแหน่งที่สามารถมองเห็นแผ่นหลังของคุณหนูสี่ตระกูลหนิงยามที่นางเดินจากไป
“ตอนนี้คุณหนูสี่ตระกูลหนิงกำลังเศร้างั้นรึ” จงตั่วถามด้วยความสงสัย
จงซื่อหยิบหมากขาวขึ้นลงบนพื้นแล้วพูดช้าๆ "ข้ากลับสงสัยว่า เหตุใดนางถึงคุ้นเคยกับเส้นทางในจวนอ๋องมากนัก"
จงตั่วก็พลันนึกถึงตอนคุณหนูหนิงสี่ก้าวเข้าสวน ตอนนั้นนางเดินนำหน้าสาวใช้ที่นำทาง เดินไม่ผิดทางแม้แต่ก้าวเดียว จึงอดขมวดคิ้วไม่ได้
เมื่อยามที่จงซื่อยังไม่ถึงวัยอภิเษก ก็เคยมีหญิงสาวหลายคนจ้างวานสาวใช้ภายในจวนเพื่อไปเอาแผนผังตำหนักในจวนอ๋อง อาศัยโอกาสจากงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในจวน คราวหนึ่งในงานเลี้ยง มีสตรีนางหนึ่งลอบเข้าตำหนักของเขา หวังจะใส่ร้ายว่าถูกเขารุกล้ำเพื่อบีบบังคับให้ต้องรับผิดชอบ เคราะห์ดีที่ถูกพบก่อน จึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ดูท่าจวนหนิงกั๋วกงคงตั้งใจแน่วแน่จะส่งบุตรีเข้ามาอยู่ใกล้ท่านพี่จริง ๆ มีคุณหนูรองตระกูลหนิงคนเดียวก็ยังไม่พอ ครานี้ถึงกับส่งคุณหนูสี่ตระกูลหนิงมาอีกคน” จงตั่วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
จงซื่อปรายตามองเขา แล้วเอ่ย “ในจวนอ๋องนี้ ข้าไม่ได้เป็นองค์ชายเพียงคนเดียวนี่”
จงตั่วพลันขึงขังขึ้นมาทันที จงซื่อคิดว่าเขาเป็นคนเช่นไรกัน เขามิใช่ชายที่จะหลงใหลหญิงสาวได้ง่ายดายขนาดนั้น
ตั้งแต่ลืมตาดูโลก ยังไม่เคยถูกหญิงใดยั่วยวนเลยสักครั้ง แม้แต่ดาบยังดูงามกว่าหญิงสาวเสียอีก
เขาพูดอย่างจริงจังว่า “ข้าไม่เคยสนใจสตรี ท่านพี่ก็ระวังตัวไว้เถอะ อย่าเผลอไผลจนถูกล่อลวงเข้า” หนิงเจินหย่วนไม่เป็นที่ชื่นชอบของฮ่องเต้ และยังเกี่ยวข้องกับฝ่ายองค์ชายสี่ หากจะลงโทษเขาก็เพียงแค่รอโอกาสเท่านั้น จวนอ๋องของพวกเรา ไม่อาจข้องเกี่ยวกับเขาแม้แต่น้อย
“แต่ถึงอย่างนั้น จวนหนิงกั๋วกงคิดเช่นไรกันแน่ คุณหนูหนิงรองเป็นบุตรีคนโตของภรรยาหลัก แต่คุณหนูหนิงสี่เป็นเพียงบุตรีของภรรยารอง ด้านสติปัญญาและวิชาความรู้ ก็ยังไม่อาจเทียบเท่าคุณหนูหนิงรองได้ พี่ปฏิเสธคุณหนูหนิงรองไปแล้ว แล้วเหตุใดถึงจะไปยินยอมยอมรับคุณหนูหนิงสี่เล่า” จงตั่วพูดอีกครั้ง