หวนคืนชาติภพ ขอลบท่านออกจากดวงใจ: ตอนที่ 8 งานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วง ตอนที่ 8
จงซื่อนึกถึงสมุดภาพลามกเล่มนั้นขึ้นมาได้ คุณหนูหนิงสี่ผู้นี้ดูท่าจะมีฝีมืออยู่บ้างในศาสตร์การยั่วบุรุษ แต่ทว่า นั่นไม่ใช่วิชาที่สตรีดีงามควรมีเลยแม้แต่น้อย
จงตั่วไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอว่า “ข้าว่าเรื่องแต่งงานระหว่างเจ้ากับคุณหนูรองเซี่ยง น่าจะตกลงกันไว้ก่อนจะดีกว่า เพื่อเลี่ยงปัญหาภายหลัง”
หากบุรุษมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ต่อให้จวนหนิงกั๋วกงจะอยากเกี่ยวดองกับจวนอ๋องกว่านี้เพียงใด ก็ควรจะรู้จักวางมือเสียที
ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางเหล่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์นับไม่ถ้วนในเมืองหลวง คุณหนูรองเซี่ย เซี่ยหรูอี๋ ก็ถือเป็นผู้เลิศล้ำเหนือใคร เป็นที่หมายปองของเหล่าบุตรชายจากตระกูลใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง จงตั่วจึงเห็นว่าควรเร่งตกลงเรื่องแต่งงานนี้เสียแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่า
“สถานการณ์ในวังยังไม่แน่นอน พูดถึงเรื่องแต่งงานตอนนี้ คงยังเร็วเกินไป” จงซื่อกล่าว ความหวาดระแวงของฮ่องเต้นั้นดั่งคมดาบที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ เกรงแต่ว่าฝ่าบาทจะมองว่าจวนอ๋องเซวียนกับจวนชิ่งกั๋วกงกำลังคิดจะจับมือกันรวบอำนาจ
รัชทายาทยังมิได้ถูกแต่งตั้ง เวลานี้จึงนับเป็นช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวายที่สุด จงตั่วจึงได้แต่เงียบงัน ไม่เอ่ยอะไรต่ออีก
ตลอดหลายชั่วยามที่หนิงฝูและฮูหยินหนิงอยู่ในจวนอ๋องเซวียน บุตรชายทั้งสองผู้ถึงวัยครองเรือนของจวนหวังกลับไม่มีผู้ใดปรากฏตัวเลยแม้แต่คนเดียว
ความหมายในเรื่องนี้ ฮูหยินหนิงย่อมเข้าใจดี จวนอ๋องเซวียนไม่ได้มีเจตนาจะเกี่ยวดองด้วย โชคดีที่ฮูหยินหนิงเองก็ไม่ได้มีความคิดเรื่องนี้เช่นกัน จึงมิได้เอ่ยถึงคุณชายทั้งสองของจวนหวังแม้แต่น้อย
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ฮูหยินหนิงก็เอ่ยลากลับทันที
ก่อนจะจากมา หนิงฝูกล่าวกับพระชายาอ๋องเซวียนว่า “นำหิมะต้นฤดูหนาวมาต้มร่วมกับดอกกุ้ยฮวา สายน้ำผึ้ง และเจ๋อหลาน ทำเป็นยาขี้ผึ้ง จะช่วยลดรอยแผลจากผื่นได้ดี หวังว่าพระชายาจะทรงลองดูเพคะ”
ชาติที่แล้วหนิงฝูเคยถูกลวกจนเป็นแผล ใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะได้ตำรับลบรอยแผลนี้มา
พระชายาอ๋องเลิกคิ้วเล็กน้อย เพียงยิ้มบาง ๆ กล่าวขอบคุณอย่างขอไปทีว่า “เจ้ามีน้ำใจยิ่ง”
หนิงฝูมิได้กล่าวอะไรต่อ เพราะรู้ดีว่าอดีตแม่สามีผู้นี้ เก็บความอ่อนโยนทั้งหมดไว้ให้คนในครอบครัว ส่วนกับคนนอกมักเย็นชาเป็นทุนเดิม แต่ด้วยความรักสวยรักงามนางคงไม่พลาดที่จะลองตำรับยาที่ตนแนะนำแน่
ทันทีที่หนิงฝูกับมารดาเดินจากไป ฮูหยินรองจงก็เอ่ยชมขึ้นว่า “คุณหนูหนิงสี่ผู้นี้ช่างงามละมุนตานัก”
“ถูกตาต้องใจเข้าแล้วหรือ” พระชายาอ๋องเซวียนเหลือบตามองนางพลางกล่าว
ฮูหยินรองจงส่ายศีรษะก่อนกล่าวว่า “แม้ข้าจะถูกใจหน้าตานางอยู่บ้าง แต่คุณชายรองกลับไม่เหมือนคุณชายสามที่เชื่อฟังและสุขุม เรื่องของเขา ข้ามิเคยมีสิทธิ์ออกความเห็นเลยสักครั้ง”
พระชายาอ๋องเซวียนได้แต่ลอบถอนหายใจอยู่ในใจ
ที่น่าขันคือ ทุกคนกลับพากันเข้าใจว่าจงซื่อสุขุมมั่นคง หาได้รู้ไม่ว่าเขาก็ใช่จะต่างกันนัก จิตใจเด็ดเดี่ยวและดื้อรั้นไม่แพ้ใคร
เมื่อยังเยาว์ เขาไม่ยอมตั้งใจเรียนหนังสือ เคยถูกบิดาใช้ไม้ทหารเฆี่ยนเสียจนเจ็บจนลุกไม่ขึ้นอยู่สามเดือน แต่ก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อ สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่เลือกจะเรียนรู้ จึงได้กลายมาเป็นคุณชายสามแห่งจวนอ๋องผู้เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊เช่นทุกวันนี้ หากเขาคิดจะทำสิ่งใด นั่นก็แปลว่าเป็นสิ่งที่เขาอยากทำเอง ใครหน้าไหนก็ฝืนใจเขาไม่ได้ทั้งนั้น
องค์หญิงจิ่งอี๋หลงใหลในตัวเขา แต่เรื่องราวกลับไม่เคยคืบหน้า พระชายาอ๋องเซวียนไม่เชื่อเลยว่าเบื้องหลังจะไม่มีเขาเป็นคนขัดขวางอยู่เงียบ ๆ
ทางฝั่งหนิงฝู สองวันต่อมา นางก็กลับไปยังสำนักศึกษาอีกครั้ง
สำนักศึกษาสตรีและบุรุษต่างก็อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักเซียงซาน ก่อตั้งขึ้นโดยกรมพิธีการในช่วงต้นรัชศก นับเป็นสำนักศึกษาของตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองต้าเยี่ยน
บัณฑิตผู้มากฝีมือในราชสำนักต้าเยี่ยน แทบทั้งหมดล้วนมาจากสำนักเซียงซาน ในปีนี้ผู้สอบได้ที่หนึ่งในการสอบจอหงวนก็คือจงซื่อ ซื่อจื่อจวนอ๋องเซวียน เรื่องนี้แม้จะผ่านมาเพียงสองเดือนเศษ ก็ยังคงถูกผู้คนพูดถึงอยู่ไม่ขาด
แม้เขาจะจบการศึกษาจากสำนักไปแล้ว แต่เหล่าซือยังคงกล่าวถึงศิษย์คนโปรดผู้นี้อยู่เสมอ ชื่นชมว่าเขาเปี่ยมด้วยสติปัญญา คุณธรรมล้ำเลิศ วิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นผู้ที่ในอนาคตต้องได้สร้างผลงานยิ่งใหญ่ไว้ในแผ่นดินอย่างแน่นอน
ในสำนักศึกษา เหล่าสตรีต่างก็นั่งจับกลุ่มสนทนากันเป็นคู่เป็นกลุ่ม
“เจ้ากลับมาได้จังหวะพอดีเลย มาทันงานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงพอดี” เว่ยจื่ออีเอ่ยพลางยิ้มเมื่อเห็นหนิงฝู
หนิงฝูเลือกกลับมาสำนักศึกษาในช่วงเวลานี้ ก็เพื่อให้ทันเข้าร่วมงานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงครั้งนี้โดยเฉพาะ
สตรีในเมืองต้าเยี่ยนโดยมากไม่ได้ยึดถือคุณธรรมแห่งนักรบ การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงแต่ไหนแต่ไรมาจึงมีแต่บุรุษเข้าร่วม ทว่าครั้งนี้บังเอิญมีทูตจากแคว้นเป่ยฉีมาเยือน และองค์หญิงของเป่ยฉีก็เดินทางมาด้วย พระองค์ประสงค์จะเข้าร่วมการล่าสัตว์ ฮ่องเต้จึงทรงอนุญาตให้สตรีเข้าร่วมงานในปีนี้ด้วยเช่นกัน
นางจึงคิดจะใช้โอกาสในงานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงนี้ เสริมความชำนาญด้านการขี่ม้าและยิงธนูของตน เพราะตลอดหลายปีมานี้ก็แทบไม่ได้ฝึกฝนเลย
“เจ้าไม่สงสัยหรือว่าเหตุใดงานล่าสัตว์ครั้งนี้ถึงมีสตรีเข้าร่วมด้วย” เว่ยจื่ออีเอ่ยถาม
หนิงฝูแสร้งทำเป็นไม่รู้ “เพราะอะไรหรือ”
“องค์หญิงแห่งแคว้นเป่ยฉีมาเยือน พวกชนเผ่าเร่ร่อนนั้นเชี่ยวชาญเรื่องขี่ม้ายิงธนู พระองค์เลยอยากลองสนามล่าสัตว์ของเมืองต้าเยี่ยนดู ฝ่าบาทก็เลยต้องให้มีสตรีร่วมล่าด้วย” เว่ยจื่ออีเอ่ย ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบข้างหูนางเบา ๆ ว่า “แต่ได้ยินมาว่า จุดประสงค์อีกอย่างก็คือ… มาหาว่าที่ราชบุตรเขยน่ะสิ”
เรื่องส่วนพระองค์ขององค์หญิง หนิงฝูจำไม่ได้แล้วว่าชาติที่แล้วเป็นอย่างไร
การล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงในครั้งนี้ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ สำนักศึกษาจึงจัดให้สตรีทั้งหลายจับคู่กันขึ้นรถม้าคันละสองคน
ผู้ที่นั่งร่วมรถมากับหนิงฝู ก็คือจงหนิง
ทั้งสองไม่ค่อยได้คบหากันมาตั้งแต่เล็ก ความสัมพันธ์จึงไม่สนิทนัก ต่างฝ่ายต่างก็แค่กล่าวทักทายตามมารยาทไม่กี่คำ แล้วก็แยกย้ายกันทำหน้าที่ของตนเองเงียบ ๆ
แม้หนิงฝูจะมีความรู้สึกที่ดีต่อน้องสาวสามีในชาติที่แล้ว แต่ในเวลานี้ก็ไม่อาจเสนอตัวเข้าไปตีสนิทได้
ระหว่างทางเดินทางไปได้ไม่นาน ก็มีเสียงคนตะโกนเรียกจงหนิง นางยิ้มแย้มพลางเปิดม่านหน้าต่างขึ้น แล้วเรียกออกไปด้วยน้ำเสียงสดใสว่า “ท่านพี่รอง”
สายตาของจงตั่วเผลอมองเข้าไปในรถม้าโดยไม่ตั้งใจ ก็เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังอ่านหนังสืออยู่ พอได้ยินจงหนิงเรียกเขา นางจึงเงยหน้าขึ้นมองมา ใบหน้าไร้เครื่องประทิน แต่ดวงตาคิ้วคมชัดดั่งดวงดาว งามจนเรียกได้ว่าโฉมสะคราญล่มเมืองก็ไม่เกินจริง
หัวใจที่เงียบงันมานานกว่ายี่สิบปีของจงตั่วพลันสะท้านวูบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ