ร้ายพ่ายกลายรัก: ตอนที่ 8 คืนเข้าหอ1 ตอนที่ 8
สามวันผ่านมาช่างรวดเร็วประหนึ่งว่าเป็นเวลาแค่หนึ่งเค่อ
ค่ำคืนอันเป็นมงคลที่ประดับประดาไปด้วยม่านมุ้งสีแดงจนเต็มพื้นที่ เจ้าสาวในชุดสีแดงมงคลกำลังนั่งรอเจ้าบ่าวอยู่ภายในห้องหอสีแดงสดอย่างเดียวดายเงียบเชียบภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีเดียวกับอาภรณ์
นางกำลังนั่งอยู่ด้วยอาการตื่นกลัวอยู่ไม่น้อยกับการสมรสที่รวดเร็วรวบรัดนี้
นางถูกบ่าวไพร่คุมตัวเอาไว้มิให้คลาดสายตามาตลอดสามวันกระทั่งวันส่งตัวขึ้นเกี้ยวแล้วเดินทางรอนแรมมานั่งอย่างเดียวดายอยู่ตรงนี้
เจ้าบ่าวของนางก็ช่างน่ากลัวยิ่งนัก นางเป็นของเขาด้วยวิธีผิดๆ และเขายังต้องรับผิดชอบนางด้วยความจำใจ
มองดูสีหน้าของเขาเมื่อวันก่อนนั่นประไร เขาจะฆ่านางหรือไม่นางยังมิอาจคาดเดา
หลิงเวยนั่งกำมือแน่นอยู่ตรงโต๊ะที่คลุมด้วยผ้าสีแดงกลางห้องแห่งเรือนหอ นางนั่งอยู่ด้วยเนื้อตัวสั่นเทากระทั่งโต๊ะตรงหน้ายังรับแรงสะเทือนนั้นดังกึกๆ
นางผิดเองที่แอบหนีออกจากจวนในวันนั้นแล้วแอบเข้าไปนอนที่ห้องพักนั่นจนกระทั่งแผนการขยับขยายตระกูลของบิดาได้สำเร็จลุล่วงส่งผลให้บุรุษผู้นี้ต้องรับเคราะห์ไปกับนาง
หญิงสาวนั่งครุ่นคิดด้วยใจที่เศร้าหมองในโชคชะตาที่แสนจะอับแสงของตน นางตั้งใจหลบหนีออกจากจวนมาเพื่อที่จะหนีหน้าบิดาหวังให้บิดานำพาบุตรีคนอื่นที่เต็มใจมากกว่านางไปแทนที่ นางสังเกตเห็นพี่น้องของนางสองคนที่แสดงออกชัดเจนว่าชมชอบท่านอ๋องนั่น นางเห็นพี่น้องพวกนั้นมองนางอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ นางจึงตัดสินใจหลบหนีออกมา
แต่ทว่านางหนีเสือมาเจอหมาป่าโดยแท้ นางต้องเสียบริสุทธิ์ให้กับบุรุษที่ไม่รู้จักและไม่ได้รักเพราะความโง่เขลาของตนเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วนางจะกล่าวโทษใครได้
หลิงเวยนั่งหลับตาพยายามข่มจิตใจมิให้ดำดิ่งสู่ห้วงหลุมลึกไปมากกว่านี้ มารดาของนางสั่งเสียให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อวันข้างหน้าที่สดใสมากกว่าที่เป็น แต่นางยังมิเคยได้เห็นว่าจะมีวันใดที่จะสว่างไสวดังคำมารดา มันจะมีแต่ดำมืดลงเรื่อยๆ
มันช่าวมืดมิดน่ากลัวยิ่งนัก!
ในขณะที่เจ้าสาวกำลังนั่งข่มจิตใจอยู่ตรงโต๊ะกลางห้องเสียงฝีเท้าก้าวหนักๆ ของเจ้าบ่าวพลันดังใกล้เข้ามาที่หน้าประตูห้องหอแล้วตามด้วยเสียงเปิดประตูอย่างแรงและปิดลงเสียงดังอย่างไม่ไยดี
หลิงเวยถึงกับสะดุ้งตกใจต้องลอบกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินเสียงนั้น อาการตื่นกลัวและสั่นเทายิ่งเพิ่มมากขึ้น นางถึงกับต้องลุกขึ้นพลางแอบเปิดผ้าคลุมหน้าเล็กน้อยแล้วรีบเดินหนีเข้าไปหลบตรงฉากกั้นด้านในห้องหออย่างเร็ว
ฟงชินหยางมองเห็นกระต่ายตื่นตูมเกิดขึ้นกับเจ้าสาวของเขาอย่างนั้น เขาถึงกับหางคิ้วกระตุก นางควรจะนั่งยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิงรอเขาอยู่มิใช่หรือไร ไยกระโดดหนีไปเยี่ยงนั้น
"จะหนีไปไหน มานั่งนี่เดี๋ยวนี้" น้ำเสียงกดต่ำทรงพลังของบุรุษในอาภรณ์เจ้าบ่าวเอ่ยขึ้นไปทางเจ้าสาวที่ยืนหลบอยู่หลังฉากกั้น
หลิงเวยได้ยินพลันสะดุ้งเฮือกใหญ่ก่อนจะหลับตาข่มกลั้นความกลัวที่กำลังพุ่งขึ้นมาจับขั้วหัวใจ
"มานี่!" ฟงชินหยางส่งเสียงคำรามดังมากกว่าเดิม
หลิงเวยรีบปล่อยมืออันสั่นเทาจากฉากกั้นเดินออกมาอย่างยอมจำนนด้วยลำตัวเกร็งแข็งทื่อ ภาพของมารดาที่เคยถูกบิดาสั่งบ่าวไพร่เฆี่ยนตีพลันปรากฏอยู่ในสามัญสำนึก นางไม่อยากโดนแบบนั้น
เมื่อเจ้าสาวเดินออกมาจนถึงโต๊ะกลางห้องหอภายในเวลานานเกินพอดีเจ้าบ่าวจึงส่งเสียงเหี้ยมเกรียมอีกครั้ง
"นั่ง!"
เจ้าสาวสะดุ้งอีกเฮือกใหญ่จนอาภรณ์สีแดงหวามไหวอย่างน่าขัน นางค่อยๆ หย่อนกายลงนั่งด้วยดวงตาที่เริ่มเต็มรื้นไปด้วยม่านน้ำใสที่ไหลบ่าเป็นทางยาวภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง
อย่าร้องไห้ หลิงเวย อย่าร้องไห้ เข้มแข็งไว้
หญิงสาวปรามตนเองในใจพร้อมกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลเพิ่มออกมา
แต่ทว่า...ช่างยากเย็น
ทันใดนั้นผ้าคลุมหน้าพลันถูกเปิดออกคล้ายกับกระชากดึงออกไปด้วยฝ่ามือใหญ่หนาของเจ้าบ่าวตรงหน้า
หลิงเวยถึงกับสะดุ้งตกใจเนื้อตัวสั่นเทาพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองเจ้าบ่าวของตนอย่างต้องการต่อกรเพื่อมิให้เขาข่มนางจนจมดินมากไปกว่านี้
แต่ทว่า...นางคงคิดผิดไป
หญิงสาวรีบหลุบตาลงทันใดเมื่อมองเห็นใบหน้าคมเข้มสายตากราดเกรี้ยวเกินมนุษย์อย่างนั้นของคนตรงหน้า
เขาน่ากลัวเกินไป...
ฟงชินหยางก้มหน้ามองเจ้าสาวของตนด้วยอารมณ์คุกรุ่นที่มีมาตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนจนกระทั่งเข้าพิธีช่วงเช้าและยิ่งโกรธหนักในยามนี้เมื่อมองเห็นใบหน้าของเจ้าสาวเป็นอย่างนั้น
นางวางยาปลุกกำหนัดเขา ได้เสียกับเขาจนต้องแต่งงานกันด้วยแผนการอันแยบยลของนาง แต่เหตุไฉนนางถึงทำท่าทางอย่างนั้นกัน ไยไม่ยินดี ไยต้องร้องไห้
ชายหนุ่มยิ่งมองยิ่งนึกสงสัยระคนเข่นเขี้ยวจนต้องถามเสียงเข้ม "ร้องไห้ทำไม?"
หลิงเวยสะดุ้งอีกหนึ่งทีก่อนตอบเสียงเบา
"ข้า...ข้ามิได้ร้องไห้"
"ไม่ได้ร้องไห้ แล้วที่ทำอยู่คืออันใด อย่าบอกว่าเสียใจ"
ฟงชินหยางยังคงดุดันในน้ำเสียงพร้อมสายตาคมกล้าสาดใส่อย่างกราดเกรี้ยวทั้งยังเย้ยหยันในที
นางควรจะดีใจที่ทำกับเขาได้สำเร็จ นางควรจะดีใจที่ทำให้พยัคฆ์อย่างเขาต้องเสียท่าพลาดพลั้งอย่างน่าอับอาย
หญิงสาวไม่ตอบคำ นางไม่จำเป็นต้องต่อความยาวสาวความยืดให้เขามีอารมณ์คุกรุ่นไปมากกว่านี้ นางจึงยกฝ่ามือขึ้นแล้วใช้ชายผ้าซับน้ำตาให้หมดไปก่อนจะเงยหน้าขึ้นสู้สายตาของเขา นางกำลังพยายามทำใจดีสู้เสือที่สุดในชีวิต
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะตัวเดียวกันถึงกับหางตากระตุกอีกหนึ่งคราเมื่อมองเจ้าสาวของตน
ใบหน้าของนางยามนี้ต้องบอกว่าไม่ค่อยๆ จะเหมือนสตรีปกติสักเท่าไหร่ นางร้องไห้จนดวงตาบวมปูดแดงช้ำใบหน้าแดงก่ำพองออกเม้มริมฝีปากเอาไว้แน่นจนเริ่มซับสีเลือด ทั้งยังกล้าถลึงตาจ้องมองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
มองจากเนื้อตัวของนางที่กำลังสั่นเทานั่น อวัยวะภายในเคลื่อนที่แล้วกระมัง
ฟงชินหยางยิ่งมองยิ่งต้องขมวดคิ้วพันกันแน่น นางจะทำมารยาไปเพื่อการใด ในเมื่อทุกอย่างช่างชัดเจน
ห้องพักของเขาที่ผูกรายปีเอาไว้ไม่มีทางที่ใครจะเข้ามาพักได้ นางแอบเข้ามาแล้ววางยาเขาทั้งยังนอนยั่วยวนเขาบนเตียงนอนของเขา นางใช้ตนเองเป็นเครื่องมืออย่างไร้ยางอาย พวกลูกน้องของตระกูลนางก็มายืนรอเป็นพยานกดดันเขากันอย่างพร้อมเพรียง แผนการของนางลึกล้ำออกปานนั้น
"เจ้าช่างงดงามแต่ทำตัวเยี่ยงนี้ช่างน่าเสียดาย"
ชายหนุ่มในอาภรณ์เจ้าบ่าวเริ่มเอ่ยคำตามตรง
เขามีนิสัยตรงไปตรงมาเยี่ยงชายชาติบุรุษตามหน้าที่การงานที่เป็นทหารทระนงองอาจ มิได้ต้องใส่หน้ากากเสมือนขุนนางในรั้วในวัง
และยิ่งเกลียดที่สุดคือสตรีเจ้าเล่ห์เจ้ามารยาเห็นแล้วพาหงุดหงิด ยามเข้าวังแต่ละครั้งต้องทนกับรอยยิ้มหวาดหยดแต่พร้อมเชือดเฉือนให้ตายตก สหายร่วมรบของเขายังต้องตายไปด้วยพิษน้ำผึ้งของอิสตรี รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาอย่างกล้าแกร่งแต่ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับสตรียิ้มหวาน
เขาเองในยามนี้ก็คงไม่ต่าง ฮึ! ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น
"หยุดเล่นงิ้วเสียที ข้ารำคาญ" ฟงชินหยางกล่าวปิดท้ายเสียงเข้มใบหน้าดำคล้ำขึ้นเรื่อยๆ หลังจากตกอยู่ในภวังค์ของตนเมื่อครู่
หลิงเวยได้แต่ถลึงตาจ้องมองเขาอย่างไม่รู้จะทำอะไรได้มากไปกว่านี้ หากนางมารยาเป็นดังคำเขาว่ามาก็คงดี แต่นางทำไม่เป็นและไม่ได้เล่นงิ้วอะไร
หญิงสาวยังคงจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าเม้มริมฝีปากเอาไว้แน่นดังเดิม นางไม่รู้ว่าจะต้องทำหน้าอย่างไร ส่งยิ้มให้เขาดีหรือไม่แต่นางยิ้มไม่ออกเอาเสียเลย