ท้าชะตาลิขิต: ตอนที่ 4 ตอนที่ 4
เบื้องหน้าของลู่เฉินคือวัยรุ่นอายุสิบหกปีที่สวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด หนุ่มคนนั้นกำลังเย้ยหยันเขาพร้อมกับองครักษ์สองคน
คนผู้นี้เกิดมาเป็นทายาทชนชั้นสูงในตระกูลขุนนางเช่นกัน เขามีนามว่าว่าหลี่ฮ่าว ทว่าตำแหน่งของเขาในหมู่ชนชั้นสูงไม่สูงนัก และสถานะของเขาก็ไม่อาจเทียบชั้นกับลู่เฉินได้ ในอาณาจักรหงส์ครวญ ความสูงศักดิ์และสถานะเป็นเพียงเรื่องรองลงมาเมื่อเทียบกับความแข็งแกร่ง เพราะความแข็งแกร่งยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
หลี่ฮ่าวยืนอยู่กลางถนนพอดี หากลู่เฉินต้องการจะผ่านไป เขาจะต้องเดินผ่านหน้าหลี่ฮ่าว
หากเป็นลู่เฉินคนเดิม เขาคงจะหันหลังกลับและเดินจากไป แต่ลู่เฉินในวันนี้กลับมองไปที่หลี่ฮ่าว เขาส่ายหน้าและถอนหายใจ “ผู้คนกล่าวว่าแม้แต่สุนัขที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีก็ยังรู้ว่าไม่ควรขวางทาง ดูเหมือนว่าเจ้าจะด้อยกว่าสุนัขเสียอีก”
“ลู่เฉิน ดูเหมือนว่าเจ้าจะจำบทเรียนที่ข้าให้เจ้าไปเมื่อครั้งที่แล้วไม่ได้! หากเจ้าอยากถูกทุบตีจนเกือบตายอีกครั้งก็มาสู้กันที่สนามประลอง” สีหน้าของหลี่ฮ่าวเปลี่ยนไปก่อนจะเย้ยหยันเขาอีกครั้ง
“นั่นแหละที่ข้าบอกว่าเจ้าเป็นสุนัข ไปกินอึกับโจวเหยาหยางเสียไป” ลู่เฉินส่ายหน้า เขาไม่อยากเสียเวลากับคนประเภทนี้ เขาต้องจัดการธุระของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงเริ่มเดินอ้อมหลี่ฮ่าวไป
“ลู่เฉิน เจ้ากำลังรนหาที่ตายชัดๆ!”
หลี่ฮ่าวอดโกรธไม่ได้ เขาไม่คาดคิดว่าลู่เฉินที่ขี้ขลาดเสมอจะทำตัวแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ เรียกได้ว่าไม่แม้แต่จะสนใจเขาเลย เขาเหยียดแขนออกเพื่อขวางทางลู่เฉิน
ลู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ในขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรเพิ่มเติม ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาและด่าหลี่ฮ่าว “หลี่ฮ่าว แกนั่นแหละที่รนหาที่ตาย! แกเป็นใครกันถึงกล้ามาข่มขู่น้องชายข้า?”
คนที่มาใหม่เป็นชายหนุ่มร่างสูงอายุสิบแปดปี ความสูงของเขาโดดเด่นเป็นพิเศษที่เจ็ดฟุต ซึ่งสูงกว่าทั้งสองคนไปหนึ่งช่วงหัวและดูน่าเกรงขามมาก
“ชือเฟิง นี่ไม่เกี่ยวกับเจ้า! เป็นการดีที่สุดหากเจ้าไม่เข้ามายุ่ง”
เมื่อหลี่ฮ่าวเห็นชือเฟิงก็ทำได้เพียงแสดงท่าทีแข็งกร้าว แม้ว่าชือเฟิงจะอ่อนแอกว่า ทว่าก็เป็นทายาทชนชั้นสูงที่มีสถานะพอๆ กับเขา แต่ชือเฟิงเป็นคนแข็งแกร่งที่ไปถึงขั้นแปดของขอบเขตการควบแน่นปราณแล้ว ในขณะที่เขาอยู่แค่ขั้นสามของขอบเขตการควบแน่นปราณเท่านั้น
นอกจากนี้ชือเฟิงยังมีความแข็งแกร่งมาตั้งแต่เกิด นี่หมายความว่าในหมู่คนที่มีอันดับเท่ากันกับเขา มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เทียบเท่าเขาได้ ดังนั้นหลี่ฮ่าวจึงไม่กล้าท้าทายชือเฟิง
“น้องลู่เฉิน ข้าได้ยินว่าไอ้สารเลวโจวเหยาหยางตีเจ้าบาดเจ็บ ข้าไปช่วยเจ้าแก้แค้นให้ไหม?”ชือเฟิงมองไปที่ลู่เฉินและสีหน้าของเขาก็โกรธเคือง
ลู่เฉินมองชายร่างใหญ่ตรงหน้า และหัวใจของเขาก็รู้สึกอบอุ่นเล็กน้อย ชือเฟิงเป็นคนเดียวในเมืองหลวงที่ถือว่าเขาเป็นพี่น้อง
“ไม่เป็นไร ความแค้นของข้าเป็นสิ่งที่ข้าจะชำระคืนเอง อย่ากังวลไปเลย” ลู่เฉินหัวเราะเบาๆ ตบไหล่ชือเฟิง
เมื่อชือเฟิงได้ยินลู่เฉินพูดเช่นนี้ เขาก็คิดว่าลู่เฉินอาจจะกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตนเอง ดังนั้นเขาจึงไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีก
“ไปกันเถอะ ไปเดินเล่นกับข้า” ลู่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มและพาชือเฟิงไปเดินเล่น
เมื่อหลี่ฮ่าวเห็นว่าทั้งสองคนมองเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ เขาก็อดสาปแช่งอย่างโกรธเคืองไม่ได้ “ลู่เฉินไอ้ลูกกำพร้า หากเจ้ากล้าพอก็มาสู้กับข้าในลานประลอง!”
พวกเขาเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวตอนที่หลี่ฮ่าวพูดเช่นนี้และพวกเขาก็หยุดฝีเท้า ส่วนลึกในดวงตาของลู่เฉินปรากฏจิตสังหารรุนแรงแผ่ออกมาขณะที่เขาค่อยๆ หันศีรษะกลับไป
“เจ้าอยากประลองกับข้า?” เสียงของลู่เฉินเย็นเฉียบ ทุกคำพูดของเขาเป็นเหมือนเกล็ดน้ำแข็งที่ทำให้ผู้คนสั่นสะท้านไปถึงกระดูก
หลี่ฮ่าวอดสั่นสะท้านไม่ได้ ไม่รู้ทำไม แต่เขารู้สึกว่าลู่เฉินในวันนี้แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย แต่เขากล่าวคำพูดโอ้อวดออกไปแล้ว หากตอนนี้เขาทำตัวขี้ขลาดก็ย่อมกลายเป็นตัวตลกของเมืองหลวงทั้งเมือง
อีกอย่างเขาก็เคยชินกับการรังแกลู่เฉินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นจากประสบการณ์ที่มี เขาจึงเพิกเฉยต่อความกลัวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในใจ
“ไม่เลว เจ้ากล้ารับคำท้าประลองรึ?” หลี่ฮ่าวเย้ยหยันเสียงดัง
“ไม่มีปัญหา แต่ข้าอยากเพิ่มเดิมพันบางอย่าง” ลู่เฉินกล่าวหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เพิ่มเดิมพัน? ฮ่าฮ่า ตระกูลลู่ของเจ้าแทบจะไม่มีกินแล้ว เจ้าจะเอาอะไรมาเป็นเดิมพัน? เจ้าอาจใช้คฤหาสน์ของตระกูลเจ้า หรือไม่ก็ให้เจ้ามาเป็นทาสของข้าเป็นไง?” หลี่ฮ่าวเยาะเย้ยอย่างเย็นชา
ทว่าเขาไม่ได้สังเกตเห็นว่ามุมปากของลู่เฉินมีรอยยิ้มโหดเหี้ยมซึ่งดูเหมือนจะซ่อนเจตนาแอบแฝง
“พี่ชือ เจ้าช่วยให้ข้ายืมกระบี่ทหารของเจ้าหน่อยได้ไหม?” ลู่เฉินถาม
“เอาไปเลย”
ชือเฟิงไม่ค่อยอยากจะให้ยืมกระบี่ แต่เขาก็ยังคงส่งกระบี่ของเขาให้
ลู่เฉินพยักหน้า เขาจดจำความกรุณานี้ไว้ในใจอย่างเงียบๆ เขาพูดกับหลี่ฮ่าว “กระบี่ทหารเล่มนี้ไม่ใช่ของชั้นยอด แต่ก็ยังมีค่าถึงแปดพันเหรียญทอง วันนี้ข้าจะนับเป็นห้าพันเหรียญทอง หากเจ้าชนะ เจ้าสามารถเอากระบี่ทหารไปได้ แต่ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าต้องให้ข้าห้าพันเหรียญทอง เช่นนี้เป็นไงบ้าง?”
ใจของหลี่ฮ่าวสั่นสะท้าน กระบี่ของชือเฟิงทำจากเหล็กชั้นยอดและถูกตีขึ้นมาโดยปรมาจารย์ มันมีค่าอย่างน้อยแปดพันเหรียญทองอย่างแน่นอน
วันนี้ลู่เฉินคนโง่ผู้นี้กลับตัดสินใจใช้ของแบบนี้มาเป็นเดิมพัน หลี่ฮ่าวหัวเราะอย่างร่าเริงอยู่ภายในใจตั้งนานแล้ว
เขายิ้มเยาะอีกครั้ง “ไม่รู้สิ หากมีใครแพ้ คนผู้นั้นจะเบี้ยวเดิมพันหรือไม่?”
“ไม่ต้องห่วง ตัวข้าชือเฟิงจะเป็นคนรับประกันเอง” ชือเฟิงยิ้มเย็นชา
“ดี! งั้นไปที่สนามประลองเพื่อลงนามสัญญา หากวันนี้ข้าไม่ตีฟันแกให้หลุดออกมา ข้าจะไม่นับว่าชื่อหลี่ฮ่าวอีกต่อไป” หลี่ฮ่าวอดดีใจอย่างยิ่งไม่อยู่ในขณะที่เขาพูดด้วยความฮึกเหิม
ใบหน้าของลู่เฉินยังคงสงบนิ่ง ทว่าภายในดวงตาของเขากลับปรากฏความมืดมิด หลี่ฮ่าวเป็นเพียงสุนัขตัวหนึ่งของโจวเหยาหยาง ดังนั้นลู่เฉินจึงไม่เคยสนใจเขาเลย แต่ในตอนนี้พวกมันมักจะวางแผนขัดแข้งขัดขาเขาเสมอ พวกมันแอบสมคบคิดซ่อนอะไรอยู่กันแน่?
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีการสมคบคิดอะไร ความจริงก็จะปรากฏออกมาในวันหนึ่ง ลู่เฉินเดินตรงไปยังสนามประลองนอกเมืองหลวง